การเลือกประเภทดอกเบี้ยเวลาไปกู้เงินหรือขอสินเชื่อบ้านมักจะเจอกับทางเลือกสองทางหลัก
คือแบบ
Fixed Rate หรือ ดอกเบี้ยคงที่ กับ แบบ
Floating Rate หรือดอกเบี้ยลอยตัว
ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมในช่วงแรกที่เปรียบเทียบกัน ดอกเบี้ยแบบคงที่ถึงมักจะมีตัวเลขที่สูงกว่าแบบลอยตัวอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ใจจริงก็อยากได้ความสบายใจแบบไม่ต้องลุ้นว่าดอกเบี้ยจะขึ้นเมื่อไหร่
เหตุผลเบื้องหลังเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนแต่เป็นเรื่องของ ค่าความเสี่ยงและการประกันความแน่นอน
ดอกเบี้ยแบบคงที่
คือ การทำประกันภัยชนิดหนึ่ง เมื่อเลือกจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่แน่นอนไปตลอด 3 ปี หรือ 5 ปี ธนาคารจะเป็นฝ่ายแบกรับความเสี่ยงแทนทั้งหมด
หากในอนาคตเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วธนาคารกลางประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนดอกเบี้ยในตลาดพุ่งสูงขึ้น
ธนาคารก็ยังคงต้องเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้ในราคาเดิมที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก
ซึ่งในมุมของธนาคารนั่นคือการเสียโอกาสในการทำกำไร หรืออาจจะเป็นการขาดทุนในเชิงต้นทุนเงินทุนด้วยซ้ำ
ดังนั้นธนาคารจึงต้องบวก Risk Premium หรือค่าพรีเมียมความเสี่ยงเพิ่มเข้าไปในอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันแรก
เพื่อเป็นค่าชดเชยที่ธนาคารยอมการันตีว่ายอดผ่อนจะนิ่งสนิทไม่ไหวติงไปตามกระแสเศรษฐกิจนั่นเอง
ในขณะที่ดอกเบี้ยแบบลอยตัว มักจะเปิดตัวมาด้วยตัวเลขที่ดูหอมหวาน และ ถูกกว่ามาก
เพราะธนาคารไม่ได้แบกความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของดอกเบี้ยไว้เอง แต่เป็นการโยนความเสี่ยงนั้นมาให้ผู้กู้แทน
ถ้าตลาดปรับดอกเบี้ยขึ้น ดอกเบี้ยลอยตัวของผู้กู้ก็จะขยับตามทันทีตามประกาศของธนาคารอย่างพวก MRR หรือ MLR
ดังนั้นเมื่อธนาคารไม่มีความเสี่ยงในจุดนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องบวกค่าพรีเมียมเพิ่มเข้าไปมากนักในช่วงเริ่มต้น
ทำให้ยอดผ่อนในช่วงปีแรกๆ ของดอกเบี้ยลอยตัวดูประหยัดเงินในกระเป๋ามากกว่า
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดอกเบี้ยคงที่ดูแพงกว่า คือ เรื่องของ ต้นทุนเงินกู้ของธนาคารเอง (Cost of Fund)
ธนาคารไม่ได้มีเสกเงินขึ้นมาเองได้เปล่าๆ แต่ต้องไประดมทุนมาจากการรับฝากเงินหรือการออกหุ้นกู้
ซึ่งถ้าธนาคารจะปล่อยกู้แบบคงที่ระยะยาว ธนาคารก็ต้องไปหาแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนคงที่ระยะยาวมาเหมือนกัน
ซึ่งโดยปกติแล้วเงินทุนระยะยาวจะมีดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินทุนระยะสั้นเสมอตามทฤษฎีความต้องการสภาพคล่อง
ทำให้ฐานราคาของดอกเบี้ยคงที่จึงสูงตามไปด้วยโดยธรรมชาติ
นอกจากเรื่องของความเสี่ยงแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องของ การคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
หากในช่วงเวลานั้นตลาดมีการคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้ดอกเบี้ยมีแนวโน้มจะเป็นขาขึ้น
ธนาคารจะยิ่งตั้งราคาดอกเบี้ยคงที่ให้สูงขึ้นไปอีกเพื่อดักทางไว้ก่อน
เพราะถ้าตั้งไว้ถูกเกินไปแล้วดอกเบี้ยตลาดพุ่งขึ้นจริงๆ ธนาคารจะตกที่นั่งลำบาก
การเลือกดอกเบี้ยแบบคงที่จึงเหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการวางแผนการเงินแบบเป๊ะๆ ไม่ชอบความตื่นเต้น และยอมจ่ายแพงกว่านิดหน่อย
เพื่อแลกกับความสบายใจว่ายอดผ่อนต่อเดือนจะคงเดิมไปตลอดสัญญา
ในทางกลับกันหากใครที่มองว่าเศรษฐกิจยังไม่น่าจะฟื้นตัวเร็วและดอกเบี้ยน่าจะทรงตัวหรือลดลง
การเลือกดอกเบี้ยลอยตัวที่ดูเหมือนจะถูกกว่าในช่วงแรกก็อาจจะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้จ่ายดอกเบี้ยรวมน้อยกว่าได้หากคำนวณมาอย่างดี
แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องแลกมาด้วยการติดตามข่าวสารการเงินอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าดอกเบี้ยดีดตัวขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว
ดอกเบี้ยลอยตัวที่เคยดูถูกกว่าอาจจะกลายเป็นภาระที่หนักกว่าดอกเบี้ยคงที่ได้อย่างรวดเร็ว
ที่น่าสนใจคือเรื่องของ การรีไฟแนนซ์ (Refinance) หรือการขอปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งมักจะทำได้หลังจากผ่านช่วง 3 ปีแรกไปแล้ว
หลายคนจึงนิยมเลือกดอกเบี้ยแบบคงที่ในช่วง 3 ปีแรก เพื่อให้ยอดหนี้ลดลงอย่างสม่ำเสมอและมั่นคง
จากนั้นค่อยพิจารณาสถานการณ์ตลาดอีกครั้งว่าจะไปต่อกับดอกเบี้ยรูปแบบเดิมหรือจะเปลี่ยนทิศทาง
การเข้าใจความต่างของสองประเภทนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าใครถูกหรือแพงกว่ากันในวันนี้
แต่อยู่ที่ว่าใครรับความเสี่ยงได้มากกว่ากันและมีมุมมองต่ออนาคตของเศรษฐกิจอย่างไร
เพราะความถูกแพงที่เห็นในตอนเริ่มต้น เป็นเพียงแค่การสะท้อนมูลค่าของ "ความแน่นอน" ที่เราเลือกจะซื้อจากธนาคารนั่นเอง
Fixed Rate vs Floating Rate ทำไมช่วงแรกดอกเบี้ยคงที่ถึงดูแพงกว่าดอกเบี้ยลอยตัว
คือแบบ Fixed Rate หรือ ดอกเบี้ยคงที่ กับ แบบ Floating Rate หรือดอกเบี้ยลอยตัว
ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมในช่วงแรกที่เปรียบเทียบกัน ดอกเบี้ยแบบคงที่ถึงมักจะมีตัวเลขที่สูงกว่าแบบลอยตัวอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ใจจริงก็อยากได้ความสบายใจแบบไม่ต้องลุ้นว่าดอกเบี้ยจะขึ้นเมื่อไหร่
เหตุผลเบื้องหลังเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนแต่เป็นเรื่องของ ค่าความเสี่ยงและการประกันความแน่นอน
คือ การทำประกันภัยชนิดหนึ่ง เมื่อเลือกจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่แน่นอนไปตลอด 3 ปี หรือ 5 ปี ธนาคารจะเป็นฝ่ายแบกรับความเสี่ยงแทนทั้งหมด
หากในอนาคตเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วธนาคารกลางประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนดอกเบี้ยในตลาดพุ่งสูงขึ้น
ธนาคารก็ยังคงต้องเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้ในราคาเดิมที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก
ซึ่งในมุมของธนาคารนั่นคือการเสียโอกาสในการทำกำไร หรืออาจจะเป็นการขาดทุนในเชิงต้นทุนเงินทุนด้วยซ้ำ
ดังนั้นธนาคารจึงต้องบวก Risk Premium หรือค่าพรีเมียมความเสี่ยงเพิ่มเข้าไปในอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันแรก
เพื่อเป็นค่าชดเชยที่ธนาคารยอมการันตีว่ายอดผ่อนจะนิ่งสนิทไม่ไหวติงไปตามกระแสเศรษฐกิจนั่นเอง
เพราะธนาคารไม่ได้แบกความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของดอกเบี้ยไว้เอง แต่เป็นการโยนความเสี่ยงนั้นมาให้ผู้กู้แทน
ถ้าตลาดปรับดอกเบี้ยขึ้น ดอกเบี้ยลอยตัวของผู้กู้ก็จะขยับตามทันทีตามประกาศของธนาคารอย่างพวก MRR หรือ MLR
ดังนั้นเมื่อธนาคารไม่มีความเสี่ยงในจุดนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องบวกค่าพรีเมียมเพิ่มเข้าไปมากนักในช่วงเริ่มต้น
ทำให้ยอดผ่อนในช่วงปีแรกๆ ของดอกเบี้ยลอยตัวดูประหยัดเงินในกระเป๋ามากกว่า
ธนาคารไม่ได้มีเสกเงินขึ้นมาเองได้เปล่าๆ แต่ต้องไประดมทุนมาจากการรับฝากเงินหรือการออกหุ้นกู้
ซึ่งถ้าธนาคารจะปล่อยกู้แบบคงที่ระยะยาว ธนาคารก็ต้องไปหาแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนคงที่ระยะยาวมาเหมือนกัน
ซึ่งโดยปกติแล้วเงินทุนระยะยาวจะมีดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินทุนระยะสั้นเสมอตามทฤษฎีความต้องการสภาพคล่อง
ทำให้ฐานราคาของดอกเบี้ยคงที่จึงสูงตามไปด้วยโดยธรรมชาติ
หากในช่วงเวลานั้นตลาดมีการคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้ดอกเบี้ยมีแนวโน้มจะเป็นขาขึ้น
ธนาคารจะยิ่งตั้งราคาดอกเบี้ยคงที่ให้สูงขึ้นไปอีกเพื่อดักทางไว้ก่อน
เพราะถ้าตั้งไว้ถูกเกินไปแล้วดอกเบี้ยตลาดพุ่งขึ้นจริงๆ ธนาคารจะตกที่นั่งลำบาก
การเลือกดอกเบี้ยแบบคงที่จึงเหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการวางแผนการเงินแบบเป๊ะๆ ไม่ชอบความตื่นเต้น และยอมจ่ายแพงกว่านิดหน่อย
เพื่อแลกกับความสบายใจว่ายอดผ่อนต่อเดือนจะคงเดิมไปตลอดสัญญา
ในทางกลับกันหากใครที่มองว่าเศรษฐกิจยังไม่น่าจะฟื้นตัวเร็วและดอกเบี้ยน่าจะทรงตัวหรือลดลง
การเลือกดอกเบี้ยลอยตัวที่ดูเหมือนจะถูกกว่าในช่วงแรกก็อาจจะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้จ่ายดอกเบี้ยรวมน้อยกว่าได้หากคำนวณมาอย่างดี
แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องแลกมาด้วยการติดตามข่าวสารการเงินอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าดอกเบี้ยดีดตัวขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว
ดอกเบี้ยลอยตัวที่เคยดูถูกกว่าอาจจะกลายเป็นภาระที่หนักกว่าดอกเบี้ยคงที่ได้อย่างรวดเร็ว
หลายคนจึงนิยมเลือกดอกเบี้ยแบบคงที่ในช่วง 3 ปีแรก เพื่อให้ยอดหนี้ลดลงอย่างสม่ำเสมอและมั่นคง
จากนั้นค่อยพิจารณาสถานการณ์ตลาดอีกครั้งว่าจะไปต่อกับดอกเบี้ยรูปแบบเดิมหรือจะเปลี่ยนทิศทาง
การเข้าใจความต่างของสองประเภทนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าใครถูกหรือแพงกว่ากันในวันนี้
แต่อยู่ที่ว่าใครรับความเสี่ยงได้มากกว่ากันและมีมุมมองต่ออนาคตของเศรษฐกิจอย่างไร
เพราะความถูกแพงที่เห็นในตอนเริ่มต้น เป็นเพียงแค่การสะท้อนมูลค่าของ "ความแน่นอน" ที่เราเลือกจะซื้อจากธนาคารนั่นเอง