ดิฉันเล่นพันทิปใหม่ ๆ น่าจะตอนใกล้ ๆ จะจบปริญญาโท
แล้วตอนเล่นติดหนึบแบบจริงจังครั้งแรก น่าจะเป็นตอนที่จบแล้ว ทำงานแล้วในปีต้น ๆ
ตอนนั้นทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยสายเศรษฐกิจสังคม
ออฟฟิศอยู่แถวอโศก (สมัยรถไฟฟ้าในเมืองไทยยังสร้างไม่เสร็จสักสาย)
เวลาว่างก็ว่างจัด เวลางานมา ก็โน่นแหละ บางครั้ง ออฟฟิศไม่มีคนอยู่ ก็นอนมันที่ออฟฟิศแหละ สะดวกดี เพราะนั่งเขียนนั่งทำดึกมาก
ความว่างจัด บวกกับเน็ตเยอะ (ในสมัยนั้น ที่ยังต้องจ่ายค่าเน็ตเป็นชั่วโมง และหนึ่งในสินค้าที่ขายกันเกร่อคือ package net ซึ่งยังบรรจุในกล่องกระดาษอยู่เลยจ้ะ) เลยติดหนึบกับพันทิปสมัยแรก ๆ มาก
พันทิปในสมัยโบราณ นอกจากความรู้ ความสนใจที่แลกเปลี่ยนกันแล้ว ยังมีเรื่องมโนสาเร่ มีทั้งอวยพรวันเกิด ติดต่อ พูดคุยกันผ่านหน้ากระทู้กันเกือบทั้งหมด
จำได้ว่า ในวันเกิดปีที่ 25 มีคนอวยพรวันเกิดในกระทู้ (อ้อ...ขออวดหน่อย หนึ่งในนั้นที่กรุณามาอวยพร คือคุณมนันยา นักเขียน นักแปลชื่อดัง เพื่อนรุ่นเดียวกับคุณยายจันทรำไพ พลจันทร ด้วยนะคะ)
ที่ประทับใจและยังจำได้จนถึงเดี๋ยวนี้ คือ มีเพื่อนร่วมบอร์ดท่านหนึ่ง อวยพรให้ดิฉัน “มีลูกชายฝาแฝด ที่เคยเล่าว่าตั้งใจอยากจะมี และถ้ามี จะตั้งชื่อว่า ปรเมศวร์ ปรมันตร์ ด้วย”
มาถึงตอนนี้
จากอายุ 25 กลับตัวเลขเป็น 52 เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก
27 ปีผ่านไป นับได้ว่า รู้จักพันทิปก่อนรู้จักสามี และรู้จักลูก ๆ ทั้งหมดเสียอีก
เราไม่เคยกะเกณฑ์อะไรกับชีวิตได้จริง ๆ จัง ๆ เลย
จากที่ตั้งใจว่าอยากมีลูกชาย ชีวิตจริงตอนนี้ มีแต่ลูกสาวค่ะ

สามคนรวดเป็นผู้หญิงหมด
ตอนนี้ลูกคนโตจบตรี ทั้งทำงานและต่อตรีอีกใบ คนรองกำลังจะจบเทอมนี้ และคนเล็กกำลังขึ้นปีหนึ่ง
ส่วนลูกชาย กลายเป็นแมวชื่อลูก้า กับโอลิเวอร์
แล้วไหน ๆ ก็ผ่านอะไรกับพันทิปมาเยอะ
มีทั้งชวนทำบุญ มีทติ้ง เขียนรีวิวเรื่องกิน เรื่องเที่ยว เรื่องของกินของใช้ เรื่องครอบครัว เรื่องมโนสาเร่ ผ่านพันทิปมามากมาย
ก็เลยคิดว่า เขียนถึงลูกอีกสักหน่อยในพันทิปดีกว่า จะได้ครบชุด
แล้วกระทู้ set ต่อไป น่าจะเขียนถึงเรื่องเกษียณ บทเรียนชีวิต (ที่มีมาแต่ละช่วง ๆ ก็ไม่เหมือนกัน) และเตรียมตัวตาย (ที่เป็นหัวข้อที่สนใจ) จะได้ครบมิติทั้งหมดของชีวิตละ
ปล. ไม่ต้องกังวลนะคะ สำหรับมิตรรักหลายท่าน เราไม่ได้เป็นซึมเศร้าค่ะ แต่ชอบศึกษาเรื่องเตรียมตัวตาย เพื่อที่จะ “อยู่” ได้อย่างเต็มที่และมีความสุข
ลูกรัก
1.ชีวิตคนเราเหมือนนิยาย หรือ ซีรีส์ ที่มีหลาย season
เหมือนหนังสือที่มีหลายบท หลายตอน อย่างในธีมบทกวีของ Alphonse de Lamartine’s "Poetic Meditations" ที่บอกว่า
"What is our life but a series of preludes to that unknown song whose first solemn note is tolled by death?".
ตัวละครบางตัว อาจไม่ได้อยู่กับเราไปจนจบเล่ม บางตัวอาจเข้ามาทำอะไรดี ๆ หรือชั่ว ๆ ให้เรา และกับเราได้มากมาย บางตัวอาจเป็นแค่ตัวประกอบ แต่กับทุกตัวละคร เราจะได้เรียนรู้อะไรจากเค้าหรือเธอเหล่านั้นเสมอ
บางคนอาจเข้ามาเพื่อให้ลูกศรัทธาในความดีงามของเพื่อนมนุษย์
ในขณะที่บางคน อาจทำให้ลูกต้องแหงนมองฟ้า แล้วถามว่า “ทำไม ฉันทำบาปกรรมอะไรมาหรือ ถึงต้องมาเจอคนแบบนี้ ?”
อะไรจะเกิดขึ้นกับลูกก็ตาม ไม่ว่าจะดีหรือร้าย อาจเป็นผลจากกรรมเก่า การกระทำของลูก หรืออะไรก็ตามที่สุดจะหยั่งและคาดเดาไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุด ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เกิดกับลูก แต่อยู่ที่ ลูกจะ “มีปฏิกริยาอย่างไร” หรือ “โต้ตอบ” อย่างไรกับมันต่างหาก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ถ้าอยากลงลึกในหัวข้อนี้ให้มากขึ้น อ่าน Man’s Search for Meaning หรือ Yes to Life In Spite of Everything ของ Victor FRANKL ดูนะคะ แม่ซื้อให้เล่มนึงตอนลูกอยู่ปี 1
2.แม่ยังคงชอบใช้ชีวิต ยังชอบหลักที่พูดไว้ในในหนังสือเล่มโปรดของแม่
If Life Is a Game, There Are the Rules ของ Dr. Cherie Carter-Scott เสมอที่บอกว่า
เมื่อเกิดมา ลูกจะได้รับร่างกาย
และลูกจะได้รับ “บทเรียน”
สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ใช่ข้อผิดพลาด เป็นแค่ “บทเรียน”
ลูกต้องเรียนบทเรียนนั้นซ้ำ ๆ จนกว่าจะผ่าน
แต่การเรียนรู้นั้นไม่เคยสิ้นสุด หมดบทเรียนนี้ ก็มีบทเรียนอื่น
การมองออกไปข้างนอก การเปรียบเทียบไม่สำคัญเท่ากับการอยู่กับตัวเอง ณ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ และรู้สึกขอบคุณกับสิ่งที่มี พยายามทำให้ดีที่สุด สร้างเหตุให้ดีก่อนจะไปเอาแต่นึกถึงผล และมัวแต่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
3.เรามักจะได้รับการสอนว่า “อย่าเปรียบเทียบ” ซึ่งอันนี้มีส่วนถูก แต่ไม่ถูกทั้งหมดค่ะ
ชีวิตเป็นเรื่องของการตัดสินใจ และการเลือก
เราจะเลือกได้ถูก และตัดสินใจได้ถูกได้อย่างไร ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบเลย
บททดสอบความฉลาด หรือกระทั่งงานเขียนวิชาการเกือบทั้งโลก จะเขียนอยู่บนหลักการของการเปรียบเทียบ ให้หาความเหมือนและความต่าง จากนั้น ก็บอกให้เราจำแนก แจกแจง แบ่งหมวด และบรรยายความเหมือนความต่างของแต่ละหมวดเกือบทั้งนั้น
ลูกลองดูข้อสอบวัดไอคิวเกือบทั่วโลก จะทำได้คะแนนดี ลูกต้องสังเกต เห็นความแตกต่าง จับรูปแบบ จากนั้น จึงจะเลือกคำตอบได้ถูก
แต่การเปรียบเทียบ ไม่ควรอยู่บนพื้นฐานของความใจแคบ และอยากได้ อยากมี อยากเป็น แบบไม่มีเหตุผล
ร้ายกว่านั้น ระวังอย่าให้การเปรียบเทียบนั้น เบ่งบานเติบโตไปจนกลายเป็นความริษยา
4. ไม่มีอารมณ์ใดในโลกที่จะน่ากลัว น่าเกลียด และมีพลังแรงได้เท่ากับความริษยาแบบขาดสติได้อีกแล้ว
คนดี ๆ จำนวนมาก เมื่อความริษยาเข้าครอบงำ ทำให้กลายร่าง กลายพันธุ์ เป็นอะไรเลวร้ายได้มากมาย
5. การใช้ชีวิตในโลกนี้ เหมือนการเดินเข้าไปในป่าหลากหลายประเภทค่ะ
เวลาเข้าป่า โอกาสที่เราจะได้เจอนกยูง พญาหงส์ กวางสวยงาม
น้อยกว่า โอกาสที่เราจะได้เจอตะกวด น้องเงินทอง งูเห่า จงอาง อสรพิษ และปลิงแน่ ๆ
ระวังให้ดี มองคนให้ลึก บางทีเราเห็นแค่ภาพเงา อาจทำให้เรามองไปว่า สิ่งที่ยืดระหง สวยสง่า ตรงหน้านั้นคือ พญาหงส์
อย่าลืมว่า ในภาพเงา คอนางหงส์ คอจงอาง หรือกระทั่งคอน้องเงินทอง ที่ชูขึ้นไป เงาสะท้อนมันคล้ายจนบางทีหลอกตาเราได้
แต่ก็อย่ามองโลกในแง่ร้ายค่ะ
มิตรภาพที่ดีกับคนใจงามอย่างแท้จริง ล้วนต้องลงทุนเสมอ ไม่ใช่ด้วยเงิน ไม่ใช่ด้วยการประจบเอาใจ แต่ด้วยความจริงใจ หวังดีและซื่อสัตย์ต่อกัน
และทุกการลงทุนมีความเสี่ยงค่ะ
ลูกดีกับ 10 คน อาจจะเจอเพื่อนที่ดีกับลูกจริง ๆ สัก 3 คนก็ได้
แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อลูกได้เจอมิตรที่ดีจริง ๆ แค่ 3 คนก็ถือเป็น yield ที่ดีมากแล้ว ลูกจะลืมสิ่งที่ต้องสูญไปกับ 7 คนนั้นได้เลย
มันคือ ค่าวิชา ค่ะ
6. แต่ก่อนจะเจอคนดี ลูกต้องเป็นคนดีก่อน
คนดีของแต่ละคน รายละเอียดนิยามไม่เหมือนกันเป๊ะเสมอไปหรอกค่ะ
แต่หลักสากลของ ความซื่อสัตย์ จริงใจ ไม่เอาเปรียบ ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ
ถ้าขาดคุณธรรมพื้นฐานของการคบมิตร แล้วจะหวังไกลไปถึงการได้มิตรที่ดี
ก็เหมือนคนที่อยากลดความอ้วน แต่ยังดื่มมอคค่าลาเต้หวานพิเศษวันละ 2 แก้วทุกวันล่ะค่ะ
7. ยืดหยุ่น ปรับตัว พร้อมเรียนรู้อยู่เสมอนะคะ
คนไม่รู้ ไม่ได้แปลว่า ต้องไม่รู้ตลอดไป สภาพการทำงานปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
ชาร์ลส์ ดาร์วิน ยังพูดถูกอยู่เสมอว่า สิ่งมีชีวิตที่จะมีชีวิตรอด ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงที่สุด แต่คือ สิ่งที่ปรับตัวได้มากที่สุด
ตอนแม่ทำงานสองสามปีแรก จำได้ว่า คุยงานกับลูกค้า คือ มื้อกลางวันที่หูฉลามปู่เจ้า ในวัยจบใหม่ แม่ใส่ pantsuit พยายามแต่งตัวให้ดูแก่ และทางการสุดฤทธิ์ สำหรับการนั่งโต๊ะเดียว คุยเรื่องดีลกับ consult ในเรื่องที่แม่ก็ไม่ได้รู้เชิงเทคนิคอะไรมากมาย
set อาหารคือ เป็ดปักกิ่ง หูฉลาม อาหารคนแก่อีกมากมาย ปิดท้ายด้วย ของหวานเป็นลูกบัวเอาไปทำอะไรสักอย่างแบบที่อากงอาม่าจะโปรดปราน
เกือบสามสิบปีต่อมา
คนที่แม่คุยงานด้วยคือ เพื่อนของลูก ที่แม่ต้องขอให้เค้าทำ app ให้
สถานที่นัดคือ Tim Hortons แม่ใส่เสื้อยืด กางเกงทรงลุง เวลาคุยงาน ต้องสั่งกาแฟ กับโดนัทหรือขนมปังอะไรหวาน ๆ ราดเมเปิ้ลซีรัปอะไรสักอย่างที่ไม่ได้ถูกวัย ถูกจริต
และคราวนี้ คนที่แม่คุยงานด้วยเรียกแม่ว่า “ป้า”
“ค่ะลูก ป้าขอ brief ให้ฟังแบบนี้นะคะ...”
ทั้งสองสถานการณ์ล้วนโอเคค่ะ
8. ในการใช้ชีวิตทำงาน เว้นเนื้อที่ให้ตัวเองได้เหลวไหล ใจดำบ้าง แตกแถว เลวบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ
เช่น ยกมือ against นายที่เอาหน้าและไม่ให้เครดิตงานคนอื่น
หรือจะปากแจ๋ววิจารณ์บอร์ดบ้าง ถ้ามันควร ก็ทำไป
หนี outing ของบริษัทบ้างก็ได้ถ้าขี้เกียจไปปั้นหน้าเสวนาในทริปเที่ยวที่เหมือนทำงานในเวลาที่ควรจะได้พัก
หรือถ้าลูกน้องผิดมาก เตือนแล้ว ช่วยแล้ว ไม่นำพา ก็เอาออกเถอะ เค้าจะเมียสามลูกสี่ก็ปล่อยให้เค้าไปจัดการดูแลเอง
ความเลวร้ายอันเป็นมหันตภัยในการทำงานที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด คือ การปล่อยให้อัตตาหนากว่าคุณธรรม และจริยธรรมวิชาชีพ
ทุกคนมีอัตตาทั้งนั้น
ในปริมาณที่เหมาะสม อัตตาทำให้เรายืนหยัดและภูมิใจในตัวเอง
แต่จงระวัง แม่เห็นมามากแล้ว คนประสบความสำเร็จ การศึกษา ฐานะ โพรไฟล์ดี กระทั่งคนที่เคย “กระทำความดีงาม” มาอย่างมากมายหลายคน กลับยึดเอาสิ่งนั้น หรือปล่อยให้สิ่งนั้นมาพอก “อัตตา” ตนเองให้หนาขึ้น จนไม่รู้จักขอโทษและสำนึกอย่างจริงใจ
บางคน หนักกว่านั้น ตรงปล่อยให้ความคิดว่าตัวเองเก่ง(มาตลอด) และไม่(เคย)ผิด มาปกปิดความผิดพลาดทางวิชาชีพบางอย่าง ซึ่งอันตรายมาก เพราะบางที ความอิ๊บอ๋ายที่เกิดขึ้น มันเกิดกับลูกค้าและคนหมู่มากด้วย
ก่อนจบกระทู้ 01 ต้องขอลงท้ายด้วยว่า
กระทั่งสิ่งที่แม่พูด ก็เป็นความคิดและประสบการณ์ของแม่ มันอาจจะใช้ไม่ได้กับลูกในทุกเรื่อง แต่การรับฟังและแลกเปลี่ยนกัน ก็ถือเป็นสิ่งที่เราจะมีให้กันได้ และเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ขอปิดท้ายด้วย ชื่อหนังสือของ ท่านบเยิร์น ลินเดอบลอด ว่า I May Be Wrong. ฉันอาจจะผิดก็ได้
เขียนถึงลูก ๆ ผ่านพันทิป 01
แล้วตอนเล่นติดหนึบแบบจริงจังครั้งแรก น่าจะเป็นตอนที่จบแล้ว ทำงานแล้วในปีต้น ๆ
ตอนนั้นทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยสายเศรษฐกิจสังคม
ออฟฟิศอยู่แถวอโศก (สมัยรถไฟฟ้าในเมืองไทยยังสร้างไม่เสร็จสักสาย)
เวลาว่างก็ว่างจัด เวลางานมา ก็โน่นแหละ บางครั้ง ออฟฟิศไม่มีคนอยู่ ก็นอนมันที่ออฟฟิศแหละ สะดวกดี เพราะนั่งเขียนนั่งทำดึกมาก
ความว่างจัด บวกกับเน็ตเยอะ (ในสมัยนั้น ที่ยังต้องจ่ายค่าเน็ตเป็นชั่วโมง และหนึ่งในสินค้าที่ขายกันเกร่อคือ package net ซึ่งยังบรรจุในกล่องกระดาษอยู่เลยจ้ะ) เลยติดหนึบกับพันทิปสมัยแรก ๆ มาก
พันทิปในสมัยโบราณ นอกจากความรู้ ความสนใจที่แลกเปลี่ยนกันแล้ว ยังมีเรื่องมโนสาเร่ มีทั้งอวยพรวันเกิด ติดต่อ พูดคุยกันผ่านหน้ากระทู้กันเกือบทั้งหมด
จำได้ว่า ในวันเกิดปีที่ 25 มีคนอวยพรวันเกิดในกระทู้ (อ้อ...ขออวดหน่อย หนึ่งในนั้นที่กรุณามาอวยพร คือคุณมนันยา นักเขียน นักแปลชื่อดัง เพื่อนรุ่นเดียวกับคุณยายจันทรำไพ พลจันทร ด้วยนะคะ)
ที่ประทับใจและยังจำได้จนถึงเดี๋ยวนี้ คือ มีเพื่อนร่วมบอร์ดท่านหนึ่ง อวยพรให้ดิฉัน “มีลูกชายฝาแฝด ที่เคยเล่าว่าตั้งใจอยากจะมี และถ้ามี จะตั้งชื่อว่า ปรเมศวร์ ปรมันตร์ ด้วย”
มาถึงตอนนี้
จากอายุ 25 กลับตัวเลขเป็น 52 เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก
27 ปีผ่านไป นับได้ว่า รู้จักพันทิปก่อนรู้จักสามี และรู้จักลูก ๆ ทั้งหมดเสียอีก
เราไม่เคยกะเกณฑ์อะไรกับชีวิตได้จริง ๆ จัง ๆ เลย
จากที่ตั้งใจว่าอยากมีลูกชาย ชีวิตจริงตอนนี้ มีแต่ลูกสาวค่ะ
สามคนรวดเป็นผู้หญิงหมด
ตอนนี้ลูกคนโตจบตรี ทั้งทำงานและต่อตรีอีกใบ คนรองกำลังจะจบเทอมนี้ และคนเล็กกำลังขึ้นปีหนึ่ง
ส่วนลูกชาย กลายเป็นแมวชื่อลูก้า กับโอลิเวอร์
แล้วไหน ๆ ก็ผ่านอะไรกับพันทิปมาเยอะ
มีทั้งชวนทำบุญ มีทติ้ง เขียนรีวิวเรื่องกิน เรื่องเที่ยว เรื่องของกินของใช้ เรื่องครอบครัว เรื่องมโนสาเร่ ผ่านพันทิปมามากมาย
ก็เลยคิดว่า เขียนถึงลูกอีกสักหน่อยในพันทิปดีกว่า จะได้ครบชุด
แล้วกระทู้ set ต่อไป น่าจะเขียนถึงเรื่องเกษียณ บทเรียนชีวิต (ที่มีมาแต่ละช่วง ๆ ก็ไม่เหมือนกัน) และเตรียมตัวตาย (ที่เป็นหัวข้อที่สนใจ) จะได้ครบมิติทั้งหมดของชีวิตละ
ปล. ไม่ต้องกังวลนะคะ สำหรับมิตรรักหลายท่าน เราไม่ได้เป็นซึมเศร้าค่ะ แต่ชอบศึกษาเรื่องเตรียมตัวตาย เพื่อที่จะ “อยู่” ได้อย่างเต็มที่และมีความสุข
ลูกรัก
1.ชีวิตคนเราเหมือนนิยาย หรือ ซีรีส์ ที่มีหลาย season
เหมือนหนังสือที่มีหลายบท หลายตอน อย่างในธีมบทกวีของ Alphonse de Lamartine’s "Poetic Meditations" ที่บอกว่า
"What is our life but a series of preludes to that unknown song whose first solemn note is tolled by death?".
ตัวละครบางตัว อาจไม่ได้อยู่กับเราไปจนจบเล่ม บางตัวอาจเข้ามาทำอะไรดี ๆ หรือชั่ว ๆ ให้เรา และกับเราได้มากมาย บางตัวอาจเป็นแค่ตัวประกอบ แต่กับทุกตัวละคร เราจะได้เรียนรู้อะไรจากเค้าหรือเธอเหล่านั้นเสมอ
บางคนอาจเข้ามาเพื่อให้ลูกศรัทธาในความดีงามของเพื่อนมนุษย์
ในขณะที่บางคน อาจทำให้ลูกต้องแหงนมองฟ้า แล้วถามว่า “ทำไม ฉันทำบาปกรรมอะไรมาหรือ ถึงต้องมาเจอคนแบบนี้ ?”
อะไรจะเกิดขึ้นกับลูกก็ตาม ไม่ว่าจะดีหรือร้าย อาจเป็นผลจากกรรมเก่า การกระทำของลูก หรืออะไรก็ตามที่สุดจะหยั่งและคาดเดาไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุด ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เกิดกับลูก แต่อยู่ที่ ลูกจะ “มีปฏิกริยาอย่างไร” หรือ “โต้ตอบ” อย่างไรกับมันต่างหาก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
2.แม่ยังคงชอบใช้ชีวิต ยังชอบหลักที่พูดไว้ในในหนังสือเล่มโปรดของแม่
If Life Is a Game, There Are the Rules ของ Dr. Cherie Carter-Scott เสมอที่บอกว่า
เมื่อเกิดมา ลูกจะได้รับร่างกาย
และลูกจะได้รับ “บทเรียน”
สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ใช่ข้อผิดพลาด เป็นแค่ “บทเรียน”
ลูกต้องเรียนบทเรียนนั้นซ้ำ ๆ จนกว่าจะผ่าน
แต่การเรียนรู้นั้นไม่เคยสิ้นสุด หมดบทเรียนนี้ ก็มีบทเรียนอื่น
การมองออกไปข้างนอก การเปรียบเทียบไม่สำคัญเท่ากับการอยู่กับตัวเอง ณ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ และรู้สึกขอบคุณกับสิ่งที่มี พยายามทำให้ดีที่สุด สร้างเหตุให้ดีก่อนจะไปเอาแต่นึกถึงผล และมัวแต่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
3.เรามักจะได้รับการสอนว่า “อย่าเปรียบเทียบ” ซึ่งอันนี้มีส่วนถูก แต่ไม่ถูกทั้งหมดค่ะ
ชีวิตเป็นเรื่องของการตัดสินใจ และการเลือก
เราจะเลือกได้ถูก และตัดสินใจได้ถูกได้อย่างไร ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบเลย
บททดสอบความฉลาด หรือกระทั่งงานเขียนวิชาการเกือบทั้งโลก จะเขียนอยู่บนหลักการของการเปรียบเทียบ ให้หาความเหมือนและความต่าง จากนั้น ก็บอกให้เราจำแนก แจกแจง แบ่งหมวด และบรรยายความเหมือนความต่างของแต่ละหมวดเกือบทั้งนั้น
ลูกลองดูข้อสอบวัดไอคิวเกือบทั่วโลก จะทำได้คะแนนดี ลูกต้องสังเกต เห็นความแตกต่าง จับรูปแบบ จากนั้น จึงจะเลือกคำตอบได้ถูก
แต่การเปรียบเทียบ ไม่ควรอยู่บนพื้นฐานของความใจแคบ และอยากได้ อยากมี อยากเป็น แบบไม่มีเหตุผล
ร้ายกว่านั้น ระวังอย่าให้การเปรียบเทียบนั้น เบ่งบานเติบโตไปจนกลายเป็นความริษยา
4. ไม่มีอารมณ์ใดในโลกที่จะน่ากลัว น่าเกลียด และมีพลังแรงได้เท่ากับความริษยาแบบขาดสติได้อีกแล้ว
คนดี ๆ จำนวนมาก เมื่อความริษยาเข้าครอบงำ ทำให้กลายร่าง กลายพันธุ์ เป็นอะไรเลวร้ายได้มากมาย
5. การใช้ชีวิตในโลกนี้ เหมือนการเดินเข้าไปในป่าหลากหลายประเภทค่ะ
เวลาเข้าป่า โอกาสที่เราจะได้เจอนกยูง พญาหงส์ กวางสวยงาม น้อยกว่า โอกาสที่เราจะได้เจอตะกวด น้องเงินทอง งูเห่า จงอาง อสรพิษ และปลิงแน่ ๆ
ระวังให้ดี มองคนให้ลึก บางทีเราเห็นแค่ภาพเงา อาจทำให้เรามองไปว่า สิ่งที่ยืดระหง สวยสง่า ตรงหน้านั้นคือ พญาหงส์
อย่าลืมว่า ในภาพเงา คอนางหงส์ คอจงอาง หรือกระทั่งคอน้องเงินทอง ที่ชูขึ้นไป เงาสะท้อนมันคล้ายจนบางทีหลอกตาเราได้
แต่ก็อย่ามองโลกในแง่ร้ายค่ะ
มิตรภาพที่ดีกับคนใจงามอย่างแท้จริง ล้วนต้องลงทุนเสมอ ไม่ใช่ด้วยเงิน ไม่ใช่ด้วยการประจบเอาใจ แต่ด้วยความจริงใจ หวังดีและซื่อสัตย์ต่อกัน
และทุกการลงทุนมีความเสี่ยงค่ะ
ลูกดีกับ 10 คน อาจจะเจอเพื่อนที่ดีกับลูกจริง ๆ สัก 3 คนก็ได้
แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อลูกได้เจอมิตรที่ดีจริง ๆ แค่ 3 คนก็ถือเป็น yield ที่ดีมากแล้ว ลูกจะลืมสิ่งที่ต้องสูญไปกับ 7 คนนั้นได้เลย
มันคือ ค่าวิชา ค่ะ
6. แต่ก่อนจะเจอคนดี ลูกต้องเป็นคนดีก่อน
คนดีของแต่ละคน รายละเอียดนิยามไม่เหมือนกันเป๊ะเสมอไปหรอกค่ะ
แต่หลักสากลของ ความซื่อสัตย์ จริงใจ ไม่เอาเปรียบ ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ
ถ้าขาดคุณธรรมพื้นฐานของการคบมิตร แล้วจะหวังไกลไปถึงการได้มิตรที่ดี
ก็เหมือนคนที่อยากลดความอ้วน แต่ยังดื่มมอคค่าลาเต้หวานพิเศษวันละ 2 แก้วทุกวันล่ะค่ะ
7. ยืดหยุ่น ปรับตัว พร้อมเรียนรู้อยู่เสมอนะคะ
คนไม่รู้ ไม่ได้แปลว่า ต้องไม่รู้ตลอดไป สภาพการทำงานปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
ชาร์ลส์ ดาร์วิน ยังพูดถูกอยู่เสมอว่า สิ่งมีชีวิตที่จะมีชีวิตรอด ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงที่สุด แต่คือ สิ่งที่ปรับตัวได้มากที่สุด
ตอนแม่ทำงานสองสามปีแรก จำได้ว่า คุยงานกับลูกค้า คือ มื้อกลางวันที่หูฉลามปู่เจ้า ในวัยจบใหม่ แม่ใส่ pantsuit พยายามแต่งตัวให้ดูแก่ และทางการสุดฤทธิ์ สำหรับการนั่งโต๊ะเดียว คุยเรื่องดีลกับ consult ในเรื่องที่แม่ก็ไม่ได้รู้เชิงเทคนิคอะไรมากมาย
set อาหารคือ เป็ดปักกิ่ง หูฉลาม อาหารคนแก่อีกมากมาย ปิดท้ายด้วย ของหวานเป็นลูกบัวเอาไปทำอะไรสักอย่างแบบที่อากงอาม่าจะโปรดปราน
เกือบสามสิบปีต่อมา
คนที่แม่คุยงานด้วยคือ เพื่อนของลูก ที่แม่ต้องขอให้เค้าทำ app ให้
สถานที่นัดคือ Tim Hortons แม่ใส่เสื้อยืด กางเกงทรงลุง เวลาคุยงาน ต้องสั่งกาแฟ กับโดนัทหรือขนมปังอะไรหวาน ๆ ราดเมเปิ้ลซีรัปอะไรสักอย่างที่ไม่ได้ถูกวัย ถูกจริต
และคราวนี้ คนที่แม่คุยงานด้วยเรียกแม่ว่า “ป้า”
“ค่ะลูก ป้าขอ brief ให้ฟังแบบนี้นะคะ...”
ทั้งสองสถานการณ์ล้วนโอเคค่ะ
8. ในการใช้ชีวิตทำงาน เว้นเนื้อที่ให้ตัวเองได้เหลวไหล ใจดำบ้าง แตกแถว เลวบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ
เช่น ยกมือ against นายที่เอาหน้าและไม่ให้เครดิตงานคนอื่น
หรือจะปากแจ๋ววิจารณ์บอร์ดบ้าง ถ้ามันควร ก็ทำไป
หนี outing ของบริษัทบ้างก็ได้ถ้าขี้เกียจไปปั้นหน้าเสวนาในทริปเที่ยวที่เหมือนทำงานในเวลาที่ควรจะได้พัก
หรือถ้าลูกน้องผิดมาก เตือนแล้ว ช่วยแล้ว ไม่นำพา ก็เอาออกเถอะ เค้าจะเมียสามลูกสี่ก็ปล่อยให้เค้าไปจัดการดูแลเอง
ความเลวร้ายอันเป็นมหันตภัยในการทำงานที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด คือ การปล่อยให้อัตตาหนากว่าคุณธรรม และจริยธรรมวิชาชีพ
ทุกคนมีอัตตาทั้งนั้น
ในปริมาณที่เหมาะสม อัตตาทำให้เรายืนหยัดและภูมิใจในตัวเอง
แต่จงระวัง แม่เห็นมามากแล้ว คนประสบความสำเร็จ การศึกษา ฐานะ โพรไฟล์ดี กระทั่งคนที่เคย “กระทำความดีงาม” มาอย่างมากมายหลายคน กลับยึดเอาสิ่งนั้น หรือปล่อยให้สิ่งนั้นมาพอก “อัตตา” ตนเองให้หนาขึ้น จนไม่รู้จักขอโทษและสำนึกอย่างจริงใจ
บางคน หนักกว่านั้น ตรงปล่อยให้ความคิดว่าตัวเองเก่ง(มาตลอด) และไม่(เคย)ผิด มาปกปิดความผิดพลาดทางวิชาชีพบางอย่าง ซึ่งอันตรายมาก เพราะบางที ความอิ๊บอ๋ายที่เกิดขึ้น มันเกิดกับลูกค้าและคนหมู่มากด้วย
ก่อนจบกระทู้ 01 ต้องขอลงท้ายด้วยว่า
กระทั่งสิ่งที่แม่พูด ก็เป็นความคิดและประสบการณ์ของแม่ มันอาจจะใช้ไม่ได้กับลูกในทุกเรื่อง แต่การรับฟังและแลกเปลี่ยนกัน ก็ถือเป็นสิ่งที่เราจะมีให้กันได้ และเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ขอปิดท้ายด้วย ชื่อหนังสือของ ท่านบเยิร์น ลินเดอบลอด ว่า I May Be Wrong. ฉันอาจจะผิดก็ได้