Toy Story 5 (2026) เมื่อยุคดิจิทัลเข้ามาในห้องเด็ก โลกของของเล่นจะไปไกลแค่ไหน

การกลับมาของเหล่าของเล่นใน Toy Story 5 ไม่ใช่แค่การออกไปผจญภัยในโลกกว้างเหมือนภาคก่อนๆ แต่นี่คือการเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่วู้ดดี้และบัซ ไลท์เยียร์เคยเจอมา ซึ่งสิ่งนั้นไม่ใช่เด็กนิสัยเสียหรือเจ้าของร้านของเล่นจอมละโมบ แต่คือ "หน้าจอและเทคโนโลยีดิจิทัล" ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กยุคใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง

ลองนึกภาพห้องนอนของเด็กในยุคปัจจุบันที่ไม่ได้มีแค่ตุ๊กตาผ้าหรือหุ่นยนต์พลาสติกวางเต็มพื้นอีกต่อไป แต่กลับถูกแทนที่ด้วยแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน และเครื่องเล่นเกมคอนโซลที่ดึงดูดความสนใจของเด็กๆ ให้จมดิ่งลงไปในโลกเสมือนจริงจนลืมมองของเล่นที่วางอยู่บนชั้นไปเลย


winkประเด็นหลักที่ภาพยนตร์ภาคนี้พยายามจะนำเสนอคือความขัดแย้งระหว่าง ความคลาสสิกกับความล้ำสมัย

เมื่อของเล่นที่จับต้องได้ต้องมาต่อสู้เพื่อแย่งชิงความรักและความสนใจจากเด็กๆ กลับคืนมาจากแสงสีฟ้าของหน้าจอ ซึ่งทางผู้กำกับและทีมสร้างจาก Pixar ได้เผยภาพคอนเซปต์อาร์ตที่แสดงให้เห็นเด็กน้อยนอนคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่มพร้อมกับแท็บเล็ตในมือ โดยมีเหล่าของเล่นยืนมองด้วยสายตาที่เศร้าสร้อยและรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายเป็นของโบราณที่ไม่มีใครต้องการ ความน่าสนใจมันอยู่ตรงที่ว่าหนังจะพาคนดูไปสำรวจลึกถึงความรู้สึกของของเล่นที่ต้องรับมือกับการถูก "เมิน" โดยสิ่งที่ไม่มีชีวิตและไม่มีวิญญาณอย่างซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งมันเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากว่าจะทำอย่างไรให้ของเล่นเหล่านี้ยังมีคุณค่าในสายตาของเด็กยุคอัลฟ่า



exclaimนอกจากเรื่องของหน้าจอแล้ว อีกหนึ่งความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในภาคนี้ คือ การปรากฏตัวของกองทัพ Buzz Lightyear จำนวนมหาศาลกว่า 50 ตัวที่เกิดข้อผิดพลาดจากระบบซอฟต์แวร์จนทำให้พวกมันกลายเป็นของเล่นที่ทำงานผิดปกติและสร้างความปั่นป่วนไปทั่ว

ซึ่งจุดนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของของเล่นยุคใหม่ที่มีการฝังชิปคอมพิวเตอร์หรือการเชื่อมต่อบลูทูธว่าเมื่อไหร่ที่เทคโนโลยีมันรวน ของเล่นเหล่านั้นก็อาจจะกลายเป็นฝันร้ายได้เหมือนกัน การที่วู้ดดี้และบัซต้องกลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากแยกย้ายกันไปในภาค 4 จึงเป็นการรวมตัวที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย เพราะพวกเขาต้องช่วยกันกอบกู้ความสัมพันธ์ระหว่างของเล่นกับมนุษย์ให้กลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้งในโลกที่ทุกคนต่างก้มหน้ามองแต่หน้าจอ



smileที่น่าสนใจสำหรับแฟนหนังเรื่องนี้คือ Toy Story เป็นแฟรนไชส์ที่อยู่คู่กับโลกภาพยนตร์มานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ปี 1995 ซึ่งในตอนนั้นคอมพิวเตอร์กราฟิกยังเป็นเรื่องใหม่มาก

แต่มาถึงวันนี้เนื้อหาของหนังกลับมาพูดถึงเรื่องที่คอมพิวเตอร์กำลังจะกลืนกินวัยเด็กไปเสียเอง แถมในภาค 5 นี้ยังได้ Andrew Stanton ผู้กำกับระดับตำนานที่เคยฝากผลงานไว้ใน Finding Nemo และ WALL-E มานั่งแท่นคุมบังเหียน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการเล่าเรื่องที่กินใจและเสียดสีสังคมได้อย่างเจ็บแสบ

การพาโลกของของเล่นไปสู่ยุคดิจิทัลจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนฉากหลัง แต่เป็นการตั้งคำถามสำคัญกับผู้ชมว่า ในวันที่เทคโนโลยีมอบความบันเทิงให้เราได้อย่างไร้ขีดจำกัด เรายังหลงเหลือพื้นที่ให้กับจินตนาการที่มาจากการสัมผัสและจิตวิญญาณของของเล่นแบบเดิมๆ อยู่บ้างไหม และสุดท้ายแล้วพลังแห่งความผูกพันที่จับต้องได้จะเอาชนะอัลกอริทึมที่แสนชาญฉลาดได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่แฟนหนังทั่วโลกต้องรอติดตามชมความซึ้งนี้ไปด้วยกัน



-----------------------------------
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
หลังจากวู้ดดี้จากไปช่วยของเล่นหลงทาง เจสซี่กลายเป็นหัวหน้าห้องของเล่นบอนนี่ พร้อมบัซเป็นผู้ช่วย แต่บอนนี่อายุ 8 ขวบแล้ว เธอติดแท็บเล็ตตัวใหม่ชื่อ Lilypad ที่ฉลาดและน่ารักจนทำให้เธอทิ้งของเล่นเก่าๆ ไปนั่งจ้องหน้าจอทั้งวัน ของเล่นทั้งแก๊งต้องรวมตัวกันอีกครั้งเพื่อสู้กับ “เทคโนโลยี” ที่กำลังแย่งใจเด็กน้อย วู้ดดี้ถูกเรียกกลับมา แต่เขากับบัซอาจไม่เห็นด้วยกันหมด เจสซี่ต้องนำทีมปกป้อง “การเล่นแบบจริงๆ” ก่อนที่ทุกคนจะถูกแทนที่ด้วยหน้าจอสัมผัส เรื่องราวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ น้ำตา และบทเรียนว่าของเล่นยังคงสำคัญไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน

------------------------

ถ้าพูดถึง Toy Story แล้วใครๆ ก็ต้องนึกถึงวู้ดดี้กับบัซที่ทำให้เราหัวเราะและน้ำตาไหลมาตั้งแต่ปี 1995 จนถึงภาค 4 ที่วู้ดดี้เลือกเดินทางไปกับโบพีปเพื่อช่วยของเล่นที่หลงทาง

วันนี้ปี 2026 เรากลับมาเจอภาค 5 แล้ว แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่ของเล่นสู้กันเองอีกต่อไป เพราะเรื่องราวเต็มตัว (จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ + ตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมา) มันคือ “ของเล่นปะทะเทคโนโลยี” แบบเต็มสูบ แต่บอกก่อนนะว่าหนังยังไม่ฉายจริง (จะเข้าโรง 19 มิถุนายน 2026) ดังนั้นเราจะเล่าตามที่ Pixar เปิดเผย + ตัวอย่างเทรลเลอร์เท่านั้น ไม่มีสปอยล์ตอนจบแน่นอน

เรื่องเริ่มต่อจากจุดจบของ Toy Story 4 ทันที วู้ดดี้ (ทอม แฮงค์ส) ตัดสินใจจากไปห้องของบอนนี่ เพื่อไปใช้ชีวิตช่วยเหลือของเล่นที่ไม่มีเจ้าของ ปล่อยให้เจสซี่ (โจน คูแซ็ค) ขึ้นเป็นหัวหน้าห้องของเล่นคนใหม่ โดยมีบัซ ไลท์เยียร์ (ทิม อัลเลน) เป็นรองหัวหน้า คอยช่วยจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย  

แต่บอนนี่ตอนนี้โตเป็นเด็กหญิงอายุ 8 ขวบแล้ว เธอไม่เล่นกับของเล่นแบบเดิมอีกต่อไป เพราะเธอเริ่มติดโลกโซเชียล อยากคุยกับเพื่อนๆ ทางออนไลน์ วันหนึ่งพ่อแม่เลยซื้อ “แท็บเล็ต” รูปร่างเหมือนกบสีเขียวสดใส ชื่อ Lilypad (หรือ Lily Pad) มาให้ เสียงของมันคือเกรตา ลี (จากเรื่อง Past Lives)  

Lilypad ไม่ใช่แค่แท็บเล็ตธรรมดา มันฉลาด มันเล่นเกมได้ มันแชทกับเพื่อนได้ มันยัง “ชักจูง” บอนนี่ให้เชื่อว่าของเล่นเก่าๆ พวกนี้ “ล้าสมัย” แล้ว บอนนี่เลยเริ่มทิ้งวู้ดดี้ บัซ เจสซี่ ฟอร์กกี้ แฮม เร็กซ์ และเพื่อนๆ ไปนั่งจ้องหน้าจอทั้งวัน  

ของเล่นทั้งแก๊งเลยต้องสู้เพื่อ “ตำแหน่ง” ในใจเด็กคนนี้! เจสซี่กลายเป็นตัวเอกหลักของเรื่อง เธอต้องนำทีมปกป้องห้องของเล่น ขณะที่วู้ดดี้ถูกเรียกกลับมาช่วย (เพราะเขายังคงเดินทางช่วยของเล่นหลงทางอยู่) แต่ครั้งนี้สองเพื่อนเก่าอาจไม่เห็นด้วยกันหมด บัซกับวู้ดดี้มีโมเมนต์ทะเลาะกันแบบเพื่อนแท้ๆ มีฉากเปิดเรื่องสุดอลังการเกี่ยวกับบัซหลายตัว (Multi-Buzz) ที่ติดอยู่ในโหมดเดโม  

ธีมหลักคือ “ของเล่นปะทะเทคโนโลยี” ของเล่นต้องพิสูจน์ว่า “การเล่นแบบ analog” ยังมีเสน่ห์มากกว่าหน้าจอสัมผัสยังไง มีทั้งฉากตลกๆ (เช่น เร็กซ์กรี๊ดกลัวสูญพันธุ์อีกแล้ว) มีฉากซึ้งๆ (ของเล่นรู้สึกถูกทิ้ง) และมีเพื่อนใหม่ๆ อย่าง Smarty Pants (โคนัน โอไบรอัน), Atlas (ไฮปโป GPS พูดเก่ง) และ Snappy (กล้องถ่ายรูปตัวฉีก) มาร่วมทีม  

Toy Story 5 ไม่ใช่หนังเด็ก (แต่เป็นหนังรุ่นพ่อแม่อย่างเรา*เด็กยุค 90* ที่จะพาลูกๆไปดู 555) เป็นหนังที่พูดถึงโลกจริงๆ ว่าสมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ตกำลังเปลี่ยนวิธีที่เด็กๆ เล่นยังไง และของเล่นเก่าๆ ยังมีค่ามากแค่ไหน ถึงจะยังไม่ฉาย แต่จากเทรลเลอร์ที่คนดูพุ่งไป 142 ล้านวิวใน 24 ชม. เรารู้เลยว่ามันจะทั้งฮา ทั้งซึ้ง และทั้งอบอุ่นเหมือนภาคก่อนๆ แน่นอน รอฉายจริงแล้วไปดูด้วยกันนะ Infinity and beyond… แต่คราวนี้ต้องสู้กับ Wi-Fi ด้วยล่ะ หัวใจ

เพลงประกอบ Randy Newman - You've Got a Friend in Me (From "Toy Story")
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่