ซื้อคอนโดปล่อยเช่า หรือ ซื้อ REITs ดีกว่า?” ยังคงเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันไม่จบสิ้น

กระทู้สนทนา
🏢🏠
แต่เชื่อไหมครับว่า... คำตอบที่ถูกต้องที่สุด ไม่ได้อยู่ที่ว่า "สินทรัพย์ไหนให้ผลตอบแทนสูงกว่า"
แต่อยู่ที่ว่า "คุณคือใครในเกมการเงินนี้?"

โลกเปลี่ยนไปแล้วครับ... หมดยุคที่หลับตาจิ้มคอนโดปุ๊บก็มีคนมาขอเช่าปั๊บ
ดอกเบี้ยไม่ได้ถูกเหมือนอดีต ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถูกเก็บแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซัพพลายห้องว่างล้นตลาด และเทรนด์คนรุ่นใหม่ (Gen Z/Alpha) ก็เน้น "เช่าเพื่ออิสระ" มากกว่า "ซื้อเพื่อผูกมัด"

ในขณะเดียวกัน REITs (กองทรัสต์) ก็วิวัฒนาการไปไกลจนเป็นเจ้าของได้ตั้งแต่ ศูนย์ข้อมูล AI (Data Center) ไปจนถึง โกดังโลจิสติกส์ขนาดยักษ์

วันนี้ Liberator จะจับ 2 สินทรัพย์นี้มาขึ้นสังเวียน ชนกันแบบ "หมัดต่อหมัด"
เพื่อกระชากหน้ากากว่า... อะไรคือ Passive Income ของจริง และอะไรคือ งานพาร์ทไทม์ที่น่ารำคาญ!

— 01. The Bloodsucking Asset  —

ฝั่งคอนโด
ข้อดี: นี่คือสินทรัพย์เดียวที่คนธรรมดาสามารถใช้ "เงินคนอื่น" (OPM - Other People's Money) ได้อย่างถูกกฎหมาย คุณวางเงินดาวน์แค่ 10-20% แต่กู้แบงก์มาครอบครองสินทรัพย์ 100% ถ้าตึกราคาขึ้น 10% เท่ากับคุณกำไรเกือบ 100% ของเงินต้น นี่คือพลังงัดที่ทรงอานุภาพที่สุด

ข้อเสีย: ดาบสองคมของ Leverage คือ "ดอกเบี้ย" ในยุคนี้ที่ Rental Yield (ผลตอบแทนจากค่าเช่า) เฉลี่ยอยู่ที่ 3-4% แต่ดอกเบี้ยกู้บ้านอาจปาไป 5-6% แปลว่าคุณกำลังเผชิญหน้ากับ Negative Cashflow (กระแสเงินสดติดลบ) ถ้าค่าเช่าโคฟเวอร์ค่าผ่อนไม่หมด คอนโดจะกลายเป็นปลิงที่ดูดเงินเดือนคุณทุกเดือน

REITs
ข้อดี: คุณไม่ต้องเป็นหนี้แบงก์เพื่อเริ่มลงทุน ใช้เงิน 1,000 บาทก็ซื้อหน่วยลงทุนได้ทันที และได้รับกระแสเงินสด (Dividend Yield 5-8%) ตั้งแต่วันแรกที่ถือครอง โดยไม่มีดอกเบี้ยมากัดกิน

ข้อเสีย: คุณใช้พลังงัด (Leverage) ไม่ได้! มีเงินสดเท่าไหร่ ซื้อได้แค่นั้น โอกาสที่พอร์ตจะโตระเบิดแบบก้าวกระโดด (Capital Gain) จึงสู้การกู้เงินมาซื้ออสังหาฯ จริงๆ ไม่ได้

— 02. The Janitor vs The Invisible Emperor —

คอนโด
ข้อดี: คุณมี อำนาจควบคุม (Control) 100% คุณสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Add) ให้สินทรัพย์ได้ด้วยมือตัวเอง เช่น รีโนเวทห้องใหม่, แบ่งห้องเช่ารายวัน (Airbnb), หรือเลือกคัดกรองผู้เช่าด้วยตัวเอง มูลค่าของตึกจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ อยู่ที่ "ฝีมือ" ของคุณ

ข้อเสีย: มันคือ Active Income ที่ซ่อนรูปมาในชื่อ Passive คุณหนีไม่พ้นค่าซ่อมบำรุง, แอร์พัง, ท่อน้ำตัน, การตามทวงค่าเช่า และช่วงเวลาที่ "ห้องว่าง" (Vacancy Rate) ซึ่งรายได้เป็นศูนย์แต่คุณยังต้องจ่ายค่าส่วนกลางเต็มจำนวน

REITs
ข้อดี: นี่คือความเป็น Passive 100% คุณไม่ต้องซ่อมตึก ไม่ต้องหาผู้เช่า เพราะมี "ผู้จัดการกองทุน" บริหารให้ ผู้เช่าส่วนใหญ่คือบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำสัญญาระยะยาว (Long-term lease) รายได้จึงค่อนข้างนิ่งและสม่ำเสมอ

ข้อเสีย: คุณไม่มีอำนาจตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น! (Zero Control) ถ้าผู้บริหารกองทุนตัดสินใจพลาด หรือขอเพิ่มทุน คุณทำได้แค่ยอมรับสภาพหรือขายทิ้ง และรายได้ของกองทุนก็ต้องถูกหักเป็น "ค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ" (Management Fee) ก่อนถึงมือคุณเสมอ

— 03. The Illiquid Trap —

คอนโด
ข้อดี: คอนโดมีความผันผวนด้านราคาน้อย (Low Volatility) ราคาไม่สวิงขึ้นลงทุกวันตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ ทำให้ถือแล้วสบายใจ ไม่ต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอ

ข้อเสีย: สภาพคล่องต่ำตม (High Illiquidity) วันที่คุณช็อตเงิน ต้องการเงินสดด่วน คุณไม่สามารถเฉือนระเบียงคอนโดไปขายได้ การเปลี่ยนอสังหาฯ เป็นเงินสดอาจใช้เวลา 3-12 เดือน และเต็มไปด้วยค่าธรรมเนียมแฝง (ค่าโอน, ภาษีธุรกิจเฉพาะ, ค่านายหน้า 3%)

REITs
ข้อดี: สภาพคล่องสูงปรี๊ด (High Liquidity) ซื้อขายผ่านแอปฯ ตลาดหุ้นได้ทุกวันทำการ อยากใช้เงินตอนไหน กดขายปุ๊บ รอ T+2 เงินสดเข้าบัญชีทันที แบ่งขายทีละ 100 หุ้นก็ยังได้

ข้อเสีย: ต้องเผชิญกับ Market Risk (ความเสี่ยงตลาด) ราคาบนกระดานสวิงขึ้นลงทุกวันตามทิศทางดอกเบี้ยโลก หรืออารมณ์ของนักลงทุน (Sentiment) บางครั้งตึกผลประกอบการดีมาก แต่ราคาหุ้นร่วง 10% เพียงเพราะตลาดตกใจข่าวเศรษฐกิจ

— 04. The Ultimate Verdict  —
เมื่อกาง Fact ออกมา เราจะเห็นชัดเจนครับว่า:

เลือกคอนโด: ถ้าคุณมีเครดิตกู้แบงก์ที่แข็งแกร่ง มีเวลาบริหารจัดการ มีความสามารถในการรีโนเวท และทนถือครองระยะยาวเพื่อรับ Capital Gain ก้อนใหญ่ได้

เลือก REITs: ถ้าคุณมีเงินสด (ไม่อยากกู้) ต้องการกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอทันที เกลียดความวุ่นวายเรื่องซ่อมบ้าน และต้องการสภาพคล่องที่พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ตลอดเวลา

— 05. The Secret List: เปิดโพยลับ 10 กองทรัสต์ระดับพระกาฬแห่งปี 2026 —

สำหรับฝั่งที่ต้องการกระจายพอร์ตมาทาง "กองทรัสต์" นี่คือ 10 เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ที่คัดมาให้ดูโครงสร้างธุรกิจกันชัดๆ ครับ

🇹🇭 Thai REITs (ป้อมปราการในบ้านเกิด - เข้าใจง่าย พื้นฐานแข็ง)

CPNREIT: ห้างเซ็นทรัล ศูนย์กลาง Lifestyle คนไทยที่ยังมี Traffic หนาแน่นช่วงวันหยุด
WHART: คลังสินค้าและโลจิสติกส์ WHA รับอานิสงส์ E-commerce ที่เติบโตไม่หยุด
FTREIT: โรงงานและโกดังกลุ่ม Frasers ฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติในไทย

BAREIT: สิทธิการเช่าสนามบินสมุย ธุรกิจที่แทบจะผูกขาดการท่องเที่ยวบนเกาะ
ALLY: Community Mall ใกล้บ้าน ตอบโจทย์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกแบบไม่ต้องเข้าห้างใหญ่
IMPACT: ศูนย์แสดงสินค้าและประชุม Impact เมืองทองธานี (Hall 1-12, Exhibition Center และ Impact Forum)
INETREIT: โครงการ INET Data Center (IDC) 3 เฟส 1 ที่จังหวัดสระบุรี

🇺🇸 US REITs (เมกะเทรนด์ระดับโลก - เกาะเทรนด์อนาคตที่ไทยไม่มี):
EQIX (Equinix): Data Center ระดับโลก โครงสร้างพื้นฐานที่ยุค AI ขาดไม่ได้
WELL (Welltower): เกาะเทรนด์ Longevity Economy (สังคมอายุยืน) ด้วยอสังหาฯ Senior Housing และศูนย์ดูแลสุขภาพ

O (Realty Income): กองทรัสต์ระดับตำนานที่จ่ายปันผล "ทุกเดือน" เป็นเจ้าของพื้นที่ค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ตนับหมื่นแห่ง
PLD (Prologis): ผู้นำโกดังโลจิสติกส์ระดับโลก ที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ยังต้องมาเช่า
AMT (American Tower): โครงสร้างพื้นฐานเสาสัญญาณสื่อสาร (Cell Tower) ที่เติบโตตามการใช้ Data และ 5G ของประชากรโลก

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่นักลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
นักลงทุนควรศึกษาลักษณะสินค้าและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด
ก่อนตัดสินใจ การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดพิจารณาให้รอบคอบ

---
❝ ปลดล็อกศักยภาพทางการเงินให้คุณ ❞

#Liberator แพลตฟอร์มการลงทุน
ที่พร้อมสนับสนุนคนไทยให้มีอิสระทางการเงิน

CR⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่