ในปัจจุบัน บุคลิกนักวิชาการ จบมหาวิทยาลัยระดับโลก
อาจจะมีเสน่ห์ทางการเมืองน้อยกว่าผู้ที่มีทักษะปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์
ด้านหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ อาจคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี หัวหน้าพรรคเป็นถึงอดีตนายก
แต่การที่ไม่เดินไปแสดงความยินดี กับพรรครัฐบาล ทั้งที่เขาก็ไม่เอาพรรคกล้าทำ
พรรคประชาธิปัตถ์อาจจะประเมินพรรคภูมิใจไทยต่ำเกินไป
เพราะภูมิใจไทยมีความสามารถที่จับต้องได้ยาก
พวกเขาไม่ขายปริญญา หรือ เกรดในชั้นเรียน
แต่พวกเขาขายผลงาน ที่มาจากการรวมคนได้ เมื่อรวมใจคนได้ หมายถึง ทำงานใหญ่ได้
การที่ประชาธิปัตถ์ไม่เข้าร่วมรัฐบาล (รอให้มาเชิญ)
ถ้าเราเป็นภูมิใจไทย เราก็ไม่เชิญนะ เพราะภูมิใจไทยก็มีฟอร์มของพรรคที่กวาดความไว้วางใจ
จากประชาชนมาเกือบ 200 เสียง และไม่มีพรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถมอบรางวัลตำแหน่ง
รมต รมช ให้ขุนพลภายในพรรคได้ด้วย
แต่ถ้าพรรคภูมิใจไทย รวมกับพรรคประชาธิปัตย์ จะได้อะไร
1. ลดอำนาจฝ่ายค้าน ประชาธิปัตย์ รวม กับ ประชาชน จะทำให้บทบาทฝ่ายค้านเข้มข้น
2. สส 20 คน ของประขาธิปัตย์ จำนวนน้อยจริง แต่ถ้ามองเชิงคุณภาพ ก็ไม่น้อย
อย่างไรก็ดี การที่ประชาธิปัตย์ มองตนเองเป็นพรรคเทพ อยู่เหนือทุกพรรค
อาจทำให้ถูกมองว่า ทำงานด้วยยาก
นักวิจัย กับ นักการเมือง วิธีการทำงานไม่เหมือนกัน
เมื่อไม่ช่วงชิงโอกาสการทำผลงานโดยเจรจาเข้าร่วมรัฐบาล อาจไม่เอื้อต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป
การเอาแต่พูด ไม่มีน้ำหนักเท่า ผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
หากเน้นเรื่อง ไม่ทำงานกับพรรคที่มีประวัติไม่ขาว ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็น
มีนโยบายที่ขัดกัน ก็ควรอธิบาย เพราะตอนนี้ ประชาธิปัตย์มีภาพลักษณ์ที่ทำงานด้วยยาก เช่นเดียวกับ
พรรคประชาชน เพราะมีข้อแม้มาก มีแผนงานที่มาตรฐานสูง แต่ไม่สามารถสั่งสมอำนาจให้ทำได้
ภูมิใจไทย เป็นพรรคที่มีแผล คือ คดีติดตัว แต่หากเขาสามารถพิสูจน์ว่า เขาบริสุทธิ์
ภูมิใจไทย อาจยิ่งใหญ่ขึ้นอีกมาก เพราะความฉลาดเรื่องการคุมคน คุมเกมส์ คุมอารมณ์ ที่ตรงกับบริบทสังคมไทย
ซึ่งปริญญารัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ สักกี่ใบ ไม่อาจให้ความฉลาดในเรื่องนี้
ในยุคใหม่ วุฒิการศึกษาสูงๆ มีความหมายน้อยลง และคนกลุ่มนี้เหมาะจะทำงานด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ต่างจากนักการเมือง ที่เน้นงานเชื่อมสัมพันธ์กับภาคส่วนต่างๆในสังคม
ประชาธิปัตย์ มีสองทาง 1. ให้ข้อแนะนำ แก่รัฐบาล ผ่านกลไกรัฐสภา
ในบทบาทฝ่ายค้าน
2. ทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อเคลมผลงานร่วมกัน
ในบทบาทพรรคร่วมรัฐบาล
ถ้าเลือกแบบที่สอง ไม่ต้องเอาเวลาไปสร้างพรรค เพราะตราบเท่าที่มีผลงาน ผ่านกระบวนการจัดกิจกรรมต่างๆ
ย่อมจูงใจให้คนรุ่นใหม่ เข้ามาร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และพิสูจน์ให้เห็นทักษะการปรับตัว ลดความมั่นใจ
เพื่อให้ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ โดยเน้นพิสูจน์ด้วยฝีมือ ไม่ใช่ฝีปาก
พรรคประชาธิปัตย์ เล่นบทเทพ ได้เปลืองพอสมควร
อาจจะมีเสน่ห์ทางการเมืองน้อยกว่าผู้ที่มีทักษะปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์
ด้านหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ อาจคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี หัวหน้าพรรคเป็นถึงอดีตนายก
แต่การที่ไม่เดินไปแสดงความยินดี กับพรรครัฐบาล ทั้งที่เขาก็ไม่เอาพรรคกล้าทำ
พรรคประชาธิปัตถ์อาจจะประเมินพรรคภูมิใจไทยต่ำเกินไป
เพราะภูมิใจไทยมีความสามารถที่จับต้องได้ยาก
พวกเขาไม่ขายปริญญา หรือ เกรดในชั้นเรียน
แต่พวกเขาขายผลงาน ที่มาจากการรวมคนได้ เมื่อรวมใจคนได้ หมายถึง ทำงานใหญ่ได้
การที่ประชาธิปัตถ์ไม่เข้าร่วมรัฐบาล (รอให้มาเชิญ)
ถ้าเราเป็นภูมิใจไทย เราก็ไม่เชิญนะ เพราะภูมิใจไทยก็มีฟอร์มของพรรคที่กวาดความไว้วางใจ
จากประชาชนมาเกือบ 200 เสียง และไม่มีพรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถมอบรางวัลตำแหน่ง
รมต รมช ให้ขุนพลภายในพรรคได้ด้วย
แต่ถ้าพรรคภูมิใจไทย รวมกับพรรคประชาธิปัตย์ จะได้อะไร
1. ลดอำนาจฝ่ายค้าน ประชาธิปัตย์ รวม กับ ประชาชน จะทำให้บทบาทฝ่ายค้านเข้มข้น
2. สส 20 คน ของประขาธิปัตย์ จำนวนน้อยจริง แต่ถ้ามองเชิงคุณภาพ ก็ไม่น้อย
อย่างไรก็ดี การที่ประชาธิปัตย์ มองตนเองเป็นพรรคเทพ อยู่เหนือทุกพรรค
อาจทำให้ถูกมองว่า ทำงานด้วยยาก
นักวิจัย กับ นักการเมือง วิธีการทำงานไม่เหมือนกัน
เมื่อไม่ช่วงชิงโอกาสการทำผลงานโดยเจรจาเข้าร่วมรัฐบาล อาจไม่เอื้อต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป
การเอาแต่พูด ไม่มีน้ำหนักเท่า ผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
หากเน้นเรื่อง ไม่ทำงานกับพรรคที่มีประวัติไม่ขาว ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็น
มีนโยบายที่ขัดกัน ก็ควรอธิบาย เพราะตอนนี้ ประชาธิปัตย์มีภาพลักษณ์ที่ทำงานด้วยยาก เช่นเดียวกับ
พรรคประชาชน เพราะมีข้อแม้มาก มีแผนงานที่มาตรฐานสูง แต่ไม่สามารถสั่งสมอำนาจให้ทำได้
ภูมิใจไทย เป็นพรรคที่มีแผล คือ คดีติดตัว แต่หากเขาสามารถพิสูจน์ว่า เขาบริสุทธิ์
ภูมิใจไทย อาจยิ่งใหญ่ขึ้นอีกมาก เพราะความฉลาดเรื่องการคุมคน คุมเกมส์ คุมอารมณ์ ที่ตรงกับบริบทสังคมไทย
ซึ่งปริญญารัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ สักกี่ใบ ไม่อาจให้ความฉลาดในเรื่องนี้
ในยุคใหม่ วุฒิการศึกษาสูงๆ มีความหมายน้อยลง และคนกลุ่มนี้เหมาะจะทำงานด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ต่างจากนักการเมือง ที่เน้นงานเชื่อมสัมพันธ์กับภาคส่วนต่างๆในสังคม
ประชาธิปัตย์ มีสองทาง 1. ให้ข้อแนะนำ แก่รัฐบาล ผ่านกลไกรัฐสภา ในบทบาทฝ่ายค้าน
2. ทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อเคลมผลงานร่วมกัน ในบทบาทพรรคร่วมรัฐบาล
ถ้าเลือกแบบที่สอง ไม่ต้องเอาเวลาไปสร้างพรรค เพราะตราบเท่าที่มีผลงาน ผ่านกระบวนการจัดกิจกรรมต่างๆ
ย่อมจูงใจให้คนรุ่นใหม่ เข้ามาร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และพิสูจน์ให้เห็นทักษะการปรับตัว ลดความมั่นใจ
เพื่อให้ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ โดยเน้นพิสูจน์ด้วยฝีมือ ไม่ใช่ฝีปาก