การใช้ชีวิตคู่ในยุคนี้มีหลายรูปแบบ บางคู่เลือกที่จะจัดงานแต่งงานใหญ่โตเชิญแขกเหรื่อมาร่วมยินดีมากมายแต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนสมรสที่เขตหรืออำเภอ
ในขณะที่บางคู่ก็จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายแต่เมื่อถึงจุดที่ต้องแยกทางกันเรื่องการแบ่งทรัพย์สินก็กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน
เพราะกฎหมายมอง 2 กรณีนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เริ่มต้นจากกรณีที่แต่งงานกัน "แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส"
ในทางกฎหมายจะถือว่าสถานะของทั้งคู่ไม่ใช่สามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นจะไม่มีเรื่องของสินสมรสเข้ามาเกี่ยวข้องเลย
ทรัพย์สินที่ต่างฝ่ายต่างมีมาก่อนแต่งงานก็ยังคงเป็นของฝ่ายนั้นไปตามปกติ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
กฎหมายจะใช้หลักการที่เรียกว่ากรรมสิทธิ์รวมเข้ามาจับ
หมายความว่าถ้าช่วยกันเก็บหอมรอมริบเงินไปซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือทำธุรกิจร่วมกัน
ทรัพย์สินเหล่านั้นจะถือว่าเป็นของทั้งสองคน คนละกึ่งหนึ่งทันที
หากพิสูจน์ได้ว่ามีความตั้งใจในการทำมาหากินร่วมกันจริง ๆ
แต่ความยากจะอยู่ตรงที่การพิสูจน์หลักฐาน เพราะถ้าชื่อในโฉนดบ้านหรือชื่อเจ้าของรถเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงคนเดียว
อีกฝ่ายที่ต้องการส่วนแบ่งจะต้องมีหลักฐานมายันให้ได้ว่ามีการจ่ายเงินสมทบหรือช่วยกันผ่อนแรงกายแรงใจในการสร้างทรัพย์สินนั้นขึ้นมา
ซึ่งถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ต้องไปสู้กันในศาลโดยใช้หลักฐานการโอนเงินหรือพยานบุคคลมาประกอบ
ในทางกลับกันสำหรับคู่ที่จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อถึงเวลาที่ต้อง "หย่าร้างกัน"
การแบ่งทรัพย์สินจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ "สินส่วนตัว" และ "สินสมรส"
โดย สินส่วนตัวนั้น
คือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนจดทะเบียนสมรส หรือของใช้ส่วนตัว เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ รวมไปถึงทรัพย์สินที่ได้รับมาระหว่างสมรสจากการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หาที่ระบุชัดเจนว่าเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทรัพย์สินกลุ่มนี้เมื่อหย่ากันแล้วก็ไม่ต้องแบ่งให้ใคร ใครเป็นเจ้าของก็เอาไปได้เลย
ส่วนที่เป็นประเด็นสำคัญ คือ สินสมรส
ซึ่งหมายถึงทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาโดยได้มาระหว่างสมรส
หรือทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ
เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส รวมไปถึงทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัวด้วย
ตรงจุดนี้คือความรู้เพิ่มเติมที่หลายคนมักจะมองข้ามไป
เช่น ถ้าฝ่ายชายมีคอนโดมิเนียมอยู่ก่อนแต่งงานหนึ่งห้อง คอนโดนี้คือสินส่วนตัวแน่นอน
แต่ถ้าหลังจากจดทะเบียนแล้วมีการปล่อยเช่าคอนโดนั้น เงินค่าเช่าที่ได้รับมาในแต่ละเดือนจะถือว่าเป็นดอกผลของสินส่วนตัว
ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เงินค่าเช่านี้กลายเป็นสินสมรสทันทีที่ได้มา
หรือถ้ามีเงินฝากในบัญชีก่อนแต่งงานหนึ่งล้านบาท
ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากเงินก้อนนั้นหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้วก็ถือเป็นสินสมรสเช่นกัน
โดยตามกฎหมายแล้วสินสมรสจะต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่งเมื่อมีการหย่าร้าง
เรื่องที่น่าปวดหัวไม่แพ้ทรัพย์สินก็ คือ เรื่องหนี้สิน
ซึ่งต้องดูว่าเป็นหนี้ประเภทไหนด้วย หากเป็นหนี้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ของครอบครัว เช่น หนี้ค่าเทอมลูก หนี้ค่าผ่อนบ้านที่อยู่อาศัยร่วมกัน หรือหนี้ที่เกิดจากการทำธุรกิจเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว หนี้เหล่านี้จะถือว่าเป็นหนี้ร่วมที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันคนละครึ่ง แม้ว่าชื่อในสัญญาเงินกู้จะเป็นชื่อของคนเดียวก็ตาม
แต่ถ้าเป็นหนี้ส่วนตัวที่อีกฝ่ายไม่ได้รู้เห็นหรือไม่ได้นำมาใช้เพื่อครอบครัว เช่น หนี้จากการพนันหรือหนี้ที่กู้มาซื้อของฟุ่มเฟือยส่วนตัว เจ้าหนี้จะมาบังคับให้คู่สมรสอีกฝ่ายช่วยใช้หนี้ไม่ได้ ยกเว้นแต่จะมีการเซ็นค้ำประกันให้กันไว้
นอกจากนี้ยังมีเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ กรณีการหย่า
คือ หากมีการตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สินกันเองได้ก็สามารถทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือระบุไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนหย่าได้เลยว่าจะให้ใครเอาอะไรไปบ้าง ซึ่งวิธีนี้จะง่ายและรวดเร็วที่สุด
แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้จริง ๆ จนต้องพึ่งอำนาจศาล ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและตัวบทกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นเป็นหลัก โดยจะยึดความยุติธรรมตามหลักฐานที่ปรากฏว่าทรัพย์ชิ้นไหนเป็นสินสมรสที่ต้องหารสอง หรือชิ้นไหนเป็นสินส่วนตัวที่เจ้าของเดิมมีสิทธิ์ขาดเพียงผู้เดียว
ดังนั้นการเก็บรวบรวมหลักฐานทางการเงินหรือเอกสารการซื้อขายทรัพย์สินต่าง ๆ ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการใช้ชีวิตคู่ไม่ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันในวันที่ความสัมพันธ์เดินมาถึงทางตัน
แต่งงานแต่ไม่จดทะเบียนสมรส หรือจดแล้วจะหย่า สินสมรสแบ่งกันยังไง
ในขณะที่บางคู่ก็จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายแต่เมื่อถึงจุดที่ต้องแยกทางกันเรื่องการแบ่งทรัพย์สินก็กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน
เพราะกฎหมายมอง 2 กรณีนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในทางกฎหมายจะถือว่าสถานะของทั้งคู่ไม่ใช่สามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นจะไม่มีเรื่องของสินสมรสเข้ามาเกี่ยวข้องเลย
ทรัพย์สินที่ต่างฝ่ายต่างมีมาก่อนแต่งงานก็ยังคงเป็นของฝ่ายนั้นไปตามปกติ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
กฎหมายจะใช้หลักการที่เรียกว่ากรรมสิทธิ์รวมเข้ามาจับ
หมายความว่าถ้าช่วยกันเก็บหอมรอมริบเงินไปซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือทำธุรกิจร่วมกัน
ทรัพย์สินเหล่านั้นจะถือว่าเป็นของทั้งสองคน คนละกึ่งหนึ่งทันที
หากพิสูจน์ได้ว่ามีความตั้งใจในการทำมาหากินร่วมกันจริง ๆ
แต่ความยากจะอยู่ตรงที่การพิสูจน์หลักฐาน เพราะถ้าชื่อในโฉนดบ้านหรือชื่อเจ้าของรถเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงคนเดียว
อีกฝ่ายที่ต้องการส่วนแบ่งจะต้องมีหลักฐานมายันให้ได้ว่ามีการจ่ายเงินสมทบหรือช่วยกันผ่อนแรงกายแรงใจในการสร้างทรัพย์สินนั้นขึ้นมา
ซึ่งถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ต้องไปสู้กันในศาลโดยใช้หลักฐานการโอนเงินหรือพยานบุคคลมาประกอบ
การแบ่งทรัพย์สินจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ "สินส่วนตัว" และ "สินสมรส"
โดย สินส่วนตัวนั้น
คือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนจดทะเบียนสมรส หรือของใช้ส่วนตัว เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ รวมไปถึงทรัพย์สินที่ได้รับมาระหว่างสมรสจากการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หาที่ระบุชัดเจนว่าเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทรัพย์สินกลุ่มนี้เมื่อหย่ากันแล้วก็ไม่ต้องแบ่งให้ใคร ใครเป็นเจ้าของก็เอาไปได้เลย
ส่วนที่เป็นประเด็นสำคัญ คือ สินสมรส
ซึ่งหมายถึงทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาโดยได้มาระหว่างสมรส
หรือทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ
เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส รวมไปถึงทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัวด้วย
ตรงจุดนี้คือความรู้เพิ่มเติมที่หลายคนมักจะมองข้ามไป
เช่น ถ้าฝ่ายชายมีคอนโดมิเนียมอยู่ก่อนแต่งงานหนึ่งห้อง คอนโดนี้คือสินส่วนตัวแน่นอน
แต่ถ้าหลังจากจดทะเบียนแล้วมีการปล่อยเช่าคอนโดนั้น เงินค่าเช่าที่ได้รับมาในแต่ละเดือนจะถือว่าเป็นดอกผลของสินส่วนตัว
ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เงินค่าเช่านี้กลายเป็นสินสมรสทันทีที่ได้มา
หรือถ้ามีเงินฝากในบัญชีก่อนแต่งงานหนึ่งล้านบาท
ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากเงินก้อนนั้นหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้วก็ถือเป็นสินสมรสเช่นกัน
โดยตามกฎหมายแล้วสินสมรสจะต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่งเมื่อมีการหย่าร้าง
ซึ่งต้องดูว่าเป็นหนี้ประเภทไหนด้วย หากเป็นหนี้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ของครอบครัว เช่น หนี้ค่าเทอมลูก หนี้ค่าผ่อนบ้านที่อยู่อาศัยร่วมกัน หรือหนี้ที่เกิดจากการทำธุรกิจเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว หนี้เหล่านี้จะถือว่าเป็นหนี้ร่วมที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันคนละครึ่ง แม้ว่าชื่อในสัญญาเงินกู้จะเป็นชื่อของคนเดียวก็ตาม
แต่ถ้าเป็นหนี้ส่วนตัวที่อีกฝ่ายไม่ได้รู้เห็นหรือไม่ได้นำมาใช้เพื่อครอบครัว เช่น หนี้จากการพนันหรือหนี้ที่กู้มาซื้อของฟุ่มเฟือยส่วนตัว เจ้าหนี้จะมาบังคับให้คู่สมรสอีกฝ่ายช่วยใช้หนี้ไม่ได้ ยกเว้นแต่จะมีการเซ็นค้ำประกันให้กันไว้
คือ หากมีการตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สินกันเองได้ก็สามารถทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือระบุไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนหย่าได้เลยว่าจะให้ใครเอาอะไรไปบ้าง ซึ่งวิธีนี้จะง่ายและรวดเร็วที่สุด
แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้จริง ๆ จนต้องพึ่งอำนาจศาล ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและตัวบทกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นเป็นหลัก โดยจะยึดความยุติธรรมตามหลักฐานที่ปรากฏว่าทรัพย์ชิ้นไหนเป็นสินสมรสที่ต้องหารสอง หรือชิ้นไหนเป็นสินส่วนตัวที่เจ้าของเดิมมีสิทธิ์ขาดเพียงผู้เดียว
ดังนั้นการเก็บรวบรวมหลักฐานทางการเงินหรือเอกสารการซื้อขายทรัพย์สินต่าง ๆ ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการใช้ชีวิตคู่ไม่ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันในวันที่ความสัมพันธ์เดินมาถึงทางตัน