เทียบชัดๆ "สิทธิบัตรทอง" และ "สิทธิประกันสังคม" (มาตรา 33/39)

          สืบเนื่องมาจากมีประเด็นการรับเงินบำนาญประกันสังคมโดยเฉลี่ยจากเงินเดือน ม.33,39 ซึ่งฐานเงินที่นำมาเฉลี่ยต่างมันมาก ถึงแม้จะมีระบบ Care ก็ทำให้เงินบำนาญลดลงอยู่ดี วันนี้จึงมาตั้งกระทู้เทียบระหว่าง"สิทธิบัตรทอง" (หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) และ "สิทธิประกันสังคม" (มาตรา 33/39)
 
          การเปรียบเทียบระหว่าง "สิทธิบัตรทอง" (หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) และ "สิทธิประกันสังคม" (มาตรา 33/39) มีประเด็นที่น่าสนใจมากครับ โดยเฉพาะในปี 2569 ที่มีการปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบประกันสังคม ทำให้สิทธิประโยชน์บางอย่างขยับสูงขึ้นตามไปด้วย
 
 
ตารางเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ (อัปเดตปี 2569)



*หมายเหตุ: ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้างขั้นสูงเป็น 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบสูงสุดอยู่ที่ 875 บาท
 
วิเคราะห์ข้อดี - ข้อเสีย
 สิทธิบัตรทอง
          ข้อดี: * "ฟรี" ของจริง ไม่ต้องจ่ายรายเดือน เหมาะกับฟรีแลนซ์หรือผู้ไม่มีรายได้ประจำ
                    - เด่นเรื่องทำฟันและโรคเรื้อรัง ที่ไม่มีวงเงินจำกัด (บัตรทองรักษามะเร็งได้ครอบคลุมมาก)
                    - ใช้สิทธิ "30 บาทรักษาทุกที่" ในหน่วยบริการปฐมภูมิ (เช่น คลินิกชุมชนอบอุ่น) ได้สะดวก
          ข้อเสีย: * ไม่มีเงินชดเชย หากต้องหยุดงานนานๆ หรือว่างงาน จะไม่มีรายได้ส่วนนี้มาจุนเจือ
                    - ในบางพื้นที่ โรงพยาบาลรัฐอาจมีความแออัดและรอคิวนานกว่าเอกชนในเครือประกันสังคม
 สิทธิประกันสังคม
          ข้อดี: * "คุ้มครองรายได้" มีเงินชดเชยกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และมีเงินบำนาญตอนแก่
                    - เข้าถึงโรงพยาบาลเอกชน (ที่เข้าร่วมโครงการ) ได้ง่ายกว่า ซึ่งมักจะสะดวกสบายกว่าในบางพื้นที่
                    - มีสิทธิ "ว่างงาน" และ "สงเคราะห์บุตร" ซึ่งบัตรทองไม่มี
          ข้อเสีย: * ต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือน แม้ไม่ได้เจ็บป่วย
                    - จำกัดวงเงินทำฟัน เพียง 900 บาทต่อปี ซึ่งมักจะไม่พอหากต้องทำหลายอย่าง
 
1. สิทธิทำฟัน (Dental Care) ความต่างที่ชัดเจนที่สุดคือ "วงเงิน" ครับ


  
           สรุปจากตาราง: บัตรทองชนะขาดเรื่อง "ความคุ้มค่า" โดยเฉพาะเคสยากๆ เช่น ผ่าฟันคุด 4 ซี่ หรือทำฟันปลอม ซึ่งประกันสังคม 900 บาทมักจะเอาไม่อยู่ แต่ประกันสังคมชนะเรื่อง "ความรวดเร็ว" เพราะเดินเข้าคลินิกหน้าปากซอยได้เลย
 
2. สิทธิรักษามะเร็ง (Cancer Treatment)
นี่คือจุดแข็งที่สุดของบัตรทองที่หลายคนยังไม่รู้ ผ่านนโยบาย "โรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม (Cancer Anywhere)"
 
บัตรทอง (Cancer Anywhere)
           - ครอบคลุม: ตั้งแต่การตรวจคัดกรอง, ผ่าตัด, เคมีบำบัด (คีโม), รังสีรักษา (ฉายแสง) และยามะเร็งตามบัญชียาหลัก
           - จุดเด่น: สามารถไปรักษาที่โรงพยาบาลที่มีความพร้อม (เช่น ศูนย์มะเร็ง) ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัวจากโรงพยาบาลต้นสังกัด เพื่อไม่ให้การรักษาล่าช้า
           - ค่าใช้จ่าย: แทบจะเป็น 0 บาท ยกเว้นยาบางตัวนอกบัญชีที่เกินความจำเป็นจริงๆ
 
ประกันสังคม
           - ครอบคลุม: รักษาตามมาตรฐานจนสิ้นสุดการรักษาโดยไม่จำกัดวงเงิน (หากรักษาใน รพ. ตามสิทธิ)
           - ข้อจำกัด: หากต้องใช้ยามะเร็งนอกรายการที่กำหนด หรือการรักษาเทคโนโลยีสูงๆ อาจมีส่วนต่างที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายเอง
           - การส่งตัว: ขั้นตอนการส่งตัวไปศูนย์เฉพาะทางอาจจะมีความซับซ้อนกว่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของโรงพยาบาลต้นสิทธิ
 
สรุปฟันธง
      1. ถ้าอยากทำฟันแบบ "จัดเต็ม" (อุดหลายซี่, ผ่าฟันคุด, ทำฟันปลอม): ใช้ บัตรทอง คุ้มกว่าเห็นๆ แต่ต้องแลกด้วยการจองคิวรพ.รัฐ
      2. ถ้าอยากทำฟันแบบ "คล่องตัว" (ขูดหินปูนประจำปี): ประกันสังคม สะดวกกว่ามาก
      3. ถ้าเป็น "โรคร้ายแรง/มะเร็ง"บัตรทอง มีระบบที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมเรื่องค่ายามากกว่าในหลายกรณีครับ
 
จากสวัสดิการที่กล่าวมาน่าจะเป็นแนวทางให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้นเพื่อประโยชน์สูงสุดนะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่