เมื่อนักพัฒนาสาย Vibe Coding เพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องปรับวิธีประเมินงานและคน เพื่อให้ได้ซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพจริง ไม่ใช่แค่ "เสร็จไว"
5 วิธีรับมือและประเมินงานจาก Vibe Coder
1. ขอดูโครงสร้างโค้ด
- อย่าดูแค่ว่าโปรแกรมรันได้
- ขอดูว่าโค้ดมีระบบระเบียบ แบ่งฟังก์ชันชัดเจน หรือเป็นก้อนเทอะทะที่ AI เขียนมาให้รันผ่านๆ
- ถ้าอ่านแล้วตามไม่ทัน หรือซับซ้อนเกินความจำเป็น ถือเป็นสัญญาณเตือน
2. ถามถึงความปลอดภัย
- ถามว่ามีการป้องกันช่องโหว่พื้นฐานหรือไม่ เช่น SQL Injection, XSS, การเข้ารหัสข้อมูล
- หากผู้รับงานตอบไม่ได้ หรือมองว่ายังไม่ต้องคิดเรื่องนี้ตอนนี้ ระวังไว้เลย
3. ทดสอบกับข้อมูลปริมาณมาก
- ให้ทดลองรันโปรแกรมกับข้อมูลเยอะๆ หรือผู้ใช้พร้อมกันหลายคน
- งานที่ทำเสร็จไว มักพังไวเมื่อเจอของจริง
4. ดูแผนการดูแลระยะยาว
- ถ้าเกิดปัญหาหลังส่งมอบ ใครแก้? แก้ได้ไหม?
- Vibe Coder ที่ดีต้องอธิบายโครงสร้างให้คนอื่นดูแลต่อได้ ไม่ใช่ตัวเองก็งม เพราะ AI เขียนให้
5. วัดที่โจทย์ ไม่ใช่เครื่องมือ
- อย่าหลงประทับใจแค่ความเร็วหรือเทคโนโลยีอลังการ
- โฟกัสว่างานแก้ปัญหาจริงให้ธุรกิจคุณได้หรือไม่ ใช้ง่ายไหม ผู้ใช้ปลายทางพอใจหรือเปล่า
สิ่งที่ควรถามในการสัมภาษณ์หรือคัดเลือก
- ถ้า AI ใช้ไม่ได้วันนี้ คุณจะแก้บัคยังไง?
- โค้ดส่วนไหนที่คุณเขียนเอง ส่วนไหนที่ AI เขียน?
- ถ้าเพื่อนในทีมมาต่อโค้ดคุณ ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจนานไหม?
- คุณคิดยังไงเรื่อง Security บ้าง?
- อนาคตจะเพิ่มฟีเจอร์นี้ ยุ่งยากไหม? เพราะอะไร?
Vibe Coding เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยม แต่มันคือผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบ ผู้ประกอบการที่ฉลาด จะจ้างคนที่รู้จักใช้ AI อย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่คนที่ให้ AI ทำแทนทุกอย่างแล้วตัวเองไม่เข้าใจอะไรเลย
ผู้ประกอบการรับมืออย่างไร? เมื่อโปรแกรมเมอร์สาย Vibe Coding มารับงาน
- อย่าดูแค่ว่าโปรแกรมรันได้
- ถามว่ามีการป้องกันช่องโหว่พื้นฐานหรือไม่ เช่น SQL Injection, XSS, การเข้ารหัสข้อมูล
- ให้ทดลองรันโปรแกรมกับข้อมูลเยอะๆ หรือผู้ใช้พร้อมกันหลายคน
- ถ้าเกิดปัญหาหลังส่งมอบ ใครแก้? แก้ได้ไหม?