ปลดล็อก Stablecoin เมื่อ "เหรียญดิจิทัล" มีค่าเท่า "เงินสด" ในสายตาธนาคาร!!



แต่เดิม โลกของธนาคาร (TradFi) กับโลกของเหรียญดิจิทัล (Crypto) เหมือนอยู่คนละโลกกัน เพราะกฎหมายเดิมมองว่าเหรียญ Stablecoin (เหรียญที่มูลค่าคงที่ 1 ดอลลาร์) เป็นของที่ "เสี่ยงอันตราย 100%"

กฎ 100% vs 2% คืออะไร?
1. แบบเก่า ถ้าธนาคารอยากถือ Stablecoin 100 บาท ธนาคารต้องเอาเงินสำรองอีก 100 บาทมาวางค้ำไว้เฉยๆ ห้ามเอาไปใช้ทำอะไร (รวมเป็นต้องควักเงิน 200 บาท เพื่อถือเหรียญแค่ 100 บาท) ทำให้ธนาคารไม่อยากยุ่ง เพราะมัน "เปลืองเงิน"
2. แบบใหม่ กฎหมาย GENIUS Act ปรับลดเพดานความเสี่ยงลงเหลือแค่ 2% หมายความว่าถ้าจะถือเหรียญ 100 บาท ธนาคารวางเงินค้ำแค่ 2 บาทพอ ที่เหลือเอาไปหมุนทำกำไรต่อได้

ทำไมเรื่องนี้ถึงเปลี่ยนโลก?
1. เงินไหลเข้ามหาศาล เมื่อ "ภาษีความเสี่ยง" ลดลง ธนาคารยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทจะแห่กันเอาเงินเข้ามาในโลกบล็อกเชนทันที เพราะมันทั้งเร็วและประหยัดต้นทุน
2. โอนไวไม่ต้องรอธนาคารเปิด ต่อไปการโอนเงินข้ามประเทศระดับพันล้าน จะทำได้ทันที 24 ชั่วโมงผ่านบล็อกเชน ไม่ต้องรอ 3-5 วันเหมือนระบบธนาคารแบบเก่า
3. AI ทำงานแทนคน เมื่อเงินดิจิทัลถูกยอมรับ ระบบ AI จะสามารถสั่งซื้อขายและจ่ายเงินได้เองแบบเรียลไทม์ (Settlement) โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเอกสารที่ยุ่งยาก

สิ่งที่ต้องระวัง (เหรียญย่อมสองด้าน)
แม้จะดูดี แต่ก็มีความเสี่ยงใหม่คือ "ล้มไม่ได้" (Too Big to Fail) เพราะถ้าเหรียญ Stablecoin ที่ธนาคารทั่วโลกถือเกิดมีปัญหา (เช่น มูลค่าหลุดจาก 1 ดอลลาร์) ความเสียหายจะไม่ได้อยู่แค่ในแอปเทรดคริปโต แต่มันจะสะเทือนถึงเงินฝากและระบบธนาคารทั้งโลกทันที

บทสรุป
ปี 2026 คือจุดที่ กำแพงพังทลายลง ธนาคารไม่ได้มองว่าคริปโตคือ "แชร์ลูกโซ่" หรือ "ของเล่น" อีกต่อไป แต่มันกลายเป็น "ท่อส่งเงิน" เส้นใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินโลก

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่