JJNY : ศิธาชี้ กกต.งับเหยื่อเต็มคำ│เลาฟั้งแฉ ทำถนนป่าแม่ยวม│นิด้าโพลเผย 50% ไม่กังวลบาร์โค้ดบนบัตร│ทรัมป์ขึ้นภาษี อัดศาล

ศิธา ชี้ กกต. งับเหยื่อเต็มคำ ชัดเจน บัตรประชามติไร้บาร์โค้ดก็ปลอดภัย แต่ทำไมบัตรเลือกตั้งต้องมี?
https://www.matichon.co.th/politics/news_5606041
.
.
ศิธา ชี้ กกต. งับเหยื่อเต็มคำ ชัดเจน บัตรประชามติไร้บาร์โค้ดก็ปลอดภัย แต่ทำไมบัตรเลือกตั้งต้องมี?
.
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ต.ศิธา ทิวารี อดีต ส.ส.กทม.พรรคไทยรักไทย (ทรท.) และอดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก น.ต.ศิธา ทิวารี – Sita Divari ระบุว่า
.
“ผมไม่รู้ว่าคุณอภิสิทธิ์ จงใจอ่อยเหยื่อตก กกต. ด้วยการแกล้งออกมาบอกว่า บัตรประชามติไม่ปลอดภัย เพราะไม่มีบาร์โค้ดเหมือนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. หรือเปล่า
.
ที่แน่ๆ กกต.โดดงับเหยื่อเต็มคำ รีบออกมาแก้ตัวว่าบัตรประชามติ มีการกำหนดรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใด เพื่อป้องกันการปลอมแปลง โดยมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด เป็นไปตามระเบียบ กกต. เพื่อใช้ในการลงคะแนนโดยตรงและลับ
.
คำแถลงของ กกต.นี้ จะผูกมัดตัว กกต.เอง ในอนาคต เพราะ กกต.ได้ยืนยันแล้วว่า บัตรที่ใช้ในการออกเสียงลงคะแนน เข้มงวด, ปลอดภัย, โดยตรงและลับ เป็นไปตามระเบียบได้ โดยไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไป จนสามารถรู้ได้ว่าใครเป็นผู้กาบัตรแต่ละใบ
.
ก็จะเป็นคำถามย้อนกลับไปถึง กกต.อีกทีว่า แล้วทำไมบัตรเลือกตั้งส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ จึงจะต้องมี บาร์โค้ดแบบเฉพาะแต่ละใบ ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ ไประบุตัวบุคคลผู้ออกเสียงลงคะแนนได้
.
กฎหมายระบุให้ออกแบบให้มีรหัสเพื่อป้องกันปลอมแปลง ดันออกแบบให้มีรหัส สามารถตรวจสอบไปถึงคนกาบัตรได้
.
แบบนี้เรียกว่า… ออกแบบบัตรปลอดภัย “เกินลงกา” จนกระทั่ง “รู้ตัวคนกา” เลยป่าวครับจารย์?
.
https://www.facebook.com/Sitadivari/posts/pfbid0wzf4nUTaUjs2ch9iYbGUKQFXdHZTzJimzY27ratzvsteTwtwFPsDqictG57wRVTCl
.

.
เลาฟั้ง แฉ ทำถนนป่าแม่ยวมเกมการเมือง ผลประโยชน์มหาศาล เรื่องแดงจับชาวบ้านรับเคราะห์แทน.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5606102
.
เลาฟั้ง แฉ ทำถนนป่าแม่ยวมเกมการเมือง ผลประโยชน์มหาศาลตกสู่กลุ่มอำนาจใหม่ ต้องการคนตัวเองไปทำงานแทน เรื่องแดงจับชาวบ้านรับเคราะห์
.
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 
.
เปิดประเด็นตัดถนนใหม่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (แม่ฮ่องสอน) เป็นเรื่องใหญ่โต แต่มันคือเกมการเมืองเพื่อกระชับอำนาจและผลประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อปกป้องคุ้มครองป่าตามที่อ้างแต่อย่างใด
.
ปัญหาเรื่องตัดถนนใหม่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่จังหวัดสแม่ฮ่องสอน เป็นข่าวดังมาได้หลายวันแล้ว ถึงผมจะเงียบ แต่ก็เฝ้าจับตาอย่างไกล้ชิด และคุยกับแหล่งข่าวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
.
ประเด็นถูกเปิดมาในเชิงตั้งข้อสงสัยว่า “ตัดถนนและทำไม้ใหญ่โตขนาดนี้ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่รู้เรื่อง” แต่ล่าสุดก็ได้ข้อสรุปได้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับ รับรู้กันทุกฝ่าย เพราะเส้นทางนี้มีร่องรอยถนนเดิมที่คนใช้อยู่แล้ว และมีบันทึกการประชุมร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์ฯ เพื่อทำถนนแล้ว มีการร้องเรียนและดำเนินการภายในตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว … แล้วทำไมถึงกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตหลังจากผ่านไปแล้ว 2 เดือนล่ะ
.
ก่อนอื่นต้องเข้าใจภาพใหญ่ของเรื่อง 3 ประเด็นนี้ก่อน
.
ประเด็นแรก คือ พื้นที่เกิดเหตุเป็นใจกลางของผืนป่าไม้สักที่มีคุณภาพดีที่สุด ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา มีธรรมเนียมที่คนมีสีในพื้นที่ (บางกลุ่ม) ต้องส่งไม้สักเข้ากรุงเทพฯ ไปเป็นบรรณาการ (ในฐานะคนแม่ฮ่องสอนผมรู้สึกเจ็บปวดกับธรรมเนียมพวกนี้ พวกเราไม่มีสิทธิ์จะแตะต้องไม้มีค่าในบ้านเรา แต่กลับให้คนจากที่อื่นมากอบโกยไปดื้อๆ)
.
ประเด็นที่สอง อยู่ติดกับชายแดนพม่า ย่อมมีผลประโยชน์สารพัดอย่าง รวมทั้งรับส่วยขนแร่ที่นำเข้ามาจากฝั่งเมียนมาร์ ทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย และการขนยาเสพติด
.
ประเด็นที่สาม คือ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร คือคนของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และ รมต.กระทรวงทรัพย์ฯ แต่หัวหน้าส่วนราชการที่สำคัญ 4 คน คือคนที่ไต่เต้าและเติบโตตามสายงานมาก่อนหน้าที่นายสุชาติ ชมกลิ่นจะเข้ามาเป็น รมต. กระทรวงทรัพย์ฯ คนแรกคืออธิบดีกรมอุทยานฯ และอีก 3 คนอยู่ในพื้นที่ คือ ผอ.สำนัก 16 , หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สาละวิน , และหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา
.
เรื่องราวครั้งนี้ มีประเด็นข้อสงสัย 2 เรื่องที่ซ้อนกันอยู่
.
ข้อสงสัยแรกคือ ผลประโยชน์จาการคุมเส้นทาง แม้ถนนเส้นใหม่จะไกล้กว่า สะดวกกว่า แต่ถนนเส้นเดิมมีกลุ่มอำนาจเดิมได้รับผลประโยชน์อยู่ หากเส้นทางใหม่เปิดได้ ผลประโยชน์จากเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มอำนาจใหม่ กลุ่มเดิมย่อมไม่อาจปล่อยให้เกิดขึ้นได้ ส่วนที่อ้างว่าเส้นทางใหม่นี้สามารถหลบเลี่ยงด่านตรวจได้นั้น เหลวไหลสิ้นดี เพราะคนขนของผิดกฎหมาย เขาไม่ได้แอบขนกันหรอกครับ เขาทำเป็นขบวนการ เคลียร์ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางแล้ว
.
ข้อสงสัยที่สอง คือ นายใหญ่ต้องการเขี่ยคนเก่าออก เพื่อส่งคนของตนเองหรือคนที่ยอมสวามิภักดิ์มาอยู่แทนหรือเปล่า หากดูตามบท เริ่มจากนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ลงพื้นที่ไปเก็บรายละเอียด (ย้ำว่าละเอียดยิบ) มีทั้งรูปและคลิปวีดีโอ มีการสัมภาษณ์ชาวบ้านด้วย แล้วทยอยเปิดสู่สาธารณะโดยมีเนื้อหาโจมตีอธิบดีกรมอุทยานฯ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ แล้วนายสุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะ รมว.กระทรวงทรัพย์ฯ ก็เข้ามาสั่งการให้ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งเส้นเรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปลายปีที่แล้ว
..
ตอนนี้ก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่า เป้าหมายที่นายชัยวัฒน์และ รมต.สุชาติ ต้องการเล่นงานคือ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ คนปัจจุบัน โดยกล่าวหาในทำนองว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (แต่หากดูโครงสร้างอำนาจหน้าที่แล้ว หากอธิบดีผิด คนที่มีอำนาจสูงสุดคือ รมต. ก็ต้องโดนด้วยนะครับ งานนี้ผมก็เชียร์ให้ชัยวัฒน์เล่นให้ถึงที่สุด)
.
ก่อนหน้านี้ เวลาเกิดปัญหาแบบนี้ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวิน สิ่งที่จะตามมาคือ
.
1. จะมีคนข้างบนมาตบทรัพย์ จนท.ในพื้นที่ที่ถูกกล่าวหาเพื่อแลกกับการยุติเรื่อง แล้วสักพักเรื่องก็เงียบหายไป คดีหลุดลอย คนทำผิดก็แค่ถูกดองสักพักแล้วก็เติบโตต่อไป ส่วนครั้งนี้จะมีหรือไม่ก็ต้องรอดูต่อไป
.
2. จะมีการจับชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องเป็นแพะ หรือจับลูกน้องปลายแถวสักคน แล้วก็ประโคมข่าวว่ามีการจับกุมดำเนินคดีนายทุนและชาวบ้านที่เกี่ยวข้องหมดแล้ว เช่น เคสทุ่งป่าคา สายส่งไฟฟ้าแม่เงา
.
การที่คนกุมอำนาจสูงสุดในกระทรวงทรัพย์ฯ ลงมาเล่นเกมกระชับอำนาจเช่นนี้ ก็ยิ่งชวนน่าสงสัยว่าพวกคุณต้องการจะทำอะไร เพราะมีผลประโยชน์มหาศาลตามที่กล่าวมาข้างต้นกองรออยู่
.
ผมก็ขอเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ทั้งหลายว่า พวกคุณจะเล่นกันเองยังไงก็เป็นเรื่องของพวกคุณ ชาวบ้านทั่วไปไม่เกี่ยว ครั้งนี้อย่ามาหารังแกกันอีก ซึ่งตอนนี้เท่าที่เช็ก ถนนที่ถูกปิดเป็นส่วนที่ชาวบ้านยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นหลัก จึงยังไม่กระทบคนในพื้นที่มาก ยังไม่มีการค้นหรือปิดล้อมจับกุมชาวบ้านทั่วไป มีแต่ไปยึดไม้ที่วัดแต่ถูกชาวบ้านลุกฮือมาต้าน
.
https://www.facebook.com/laofang.bundidterdsakul/posts/26898272596439844
.

.
นิด้าโพล เผย ประชาชน 50% ไม่กังวล บาร์โค้ดบนบัตร เสี่ยงทำเลือกตั้งเป็นโมฆะ 
https://www.matichon.co.th/politics/news_5606045
.
นิด้าโพล เผย ประชาชน 50% ไม่กังวล บาร์โค้ดบนบัตร ทำเลือกตั้งเสี่ยงโมฆะ 33% เชื่อมีการใช้โซเชียลชี้นำสังคม
.
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล“ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เรื่องวุ่นๆ หลังเลือกตั้ง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความพอใจของประชาชนต่อผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา
.
การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อ
.
ถามความพอใจของประชาชนต่อผลการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 39.31 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 27.33 ระบุว่า พอใจมาก ร้อยละ 18.40 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ และร้อยละ 14.96 ระบุว่า ไม่พอใจเลย
.
ด้านความพอใจของประชาชนต่อผลการเลือกตั้ง ภาพรวมทั้งประเทศ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 29.69 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 29.31 ระบุว่า ไม่พอใจเลย ร้อยละ 27.25 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ และร้อยละ 13.75 ระบุว่า พอใจมาก
.
สำหรับความกังวลของประชาชนต่อกรณีการติดคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นโมฆะและต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 50.31 ระบุว่า ไม่กังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 20.53 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 18.40 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล ร้อยละ 10.23 ระบุว่า กังวลมาก และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเชื่อของประชาชนต่อการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ของพรรคการเมืองเพื่อชี้นำสังคม ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.66 ระบุว่า เชื่อมาก รองลงมา ร้อยละ 28.94 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 17.02 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 16.87 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย และร้อยละ 3.51 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
ลักษณะทั่วไปของตัวอย่างหลัก
.
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.65 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.05 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.30 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 36.64 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.53 สมรส และร้อยละ 1.83 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.78 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 35.57 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.39 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 29.62 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 6.41 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่