JJNY : เจรจาส่งออกข้าวไทยเหนื่อย│ชง 2 มาตรการ กู้ ‘สมาคมฌาปนกิจ’│ทรัมป์ด่าศาลฎีกา “ไม่รักชาติ”│เปิดชื่อ 15 จว. ฝนถล่ม

หลายปัจจัยรุมเร้า เจรจาส่งออกข้าวไทย เหนื่อย  กระทบมากสุด ตั้งแต่เคยส่งออกมา
https://www.matichon.co.th/economy/news_5604992
.

.
หลายปัจจัยรุมเร้า เจรจาส่งออกข้าวไทย เหนื่อย  กระทบมากสุด ตั้งแต่เคยส่งออกมา
.
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ส่งออกข้าวไทย ว่า ขณะนี้การเจรจาและการส่งออกข้าวไทยค่อนข้างเหนื่อยและน่าจะได้รับผลกระทบมากสุดจากที่ไทยเคยส่งออกมา อนาคตค่อนข้างมืดหม่น ปัจจัยที่กำลังส่งผลต่อส่งออกข้าวไทยมาพร้อมกันหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ การที่สหรัฐฯส่งสัญญาณพร้อมรบกับอิหร่าน นั้นมีผลทันทีต่อการหยุดยาวกับการเจรจาขายข้าวกับอิหร่าน ซึ่งได้เริ่มฟื้นเจรจามาก่อนหน้านี้ และอยู่ในช่วงทบทวนตรวจสอบคุณสมบัติสารตกค้างที่อิหร่านบังคับใช้มาตรฐานสูงกว่ามาตรฐานสากล เช่น สารหนู โดยก่อนหน้านี้ไทยได้ส่งตัวอย่างไปให้อิหร่านตรวจสอบแต่เมื่อมีเหตุการณ์ในปัจจุบันและการประชุมทางไกลทำได้ยากขึ้น น่าจะหยุดเจรจาไปก่อน ซึ่งปกติอิหร่านนำเข้าข้าวทั่วโลกประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี และตอนนี้นำเข้าจากปากีสถานเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุการณ์ปะทะรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อจะมีผลต่อค่าระวางเรือสูงขึ้นอีกครั้ง ดันให้ต้นทุนค่าขนส่งทางเรือไปตะวันออกกลางสูงขึ้น ก็จะกระทบต่อส่งออกไปซาอุดิอาระเบียและอิรักด้วย เป็นต้น
.
นายชูเกียรติ กล่าวว่า ตอนนี้ส่งออกไปอิรักผ่านหลายประเทศยังไปได้เรื่อยๆ ที่น่ากังวลประเทศนำเข้าข้าวสำคัญ ทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ยังประกาศชะลอนำเข้า หรือ ญี่ปุ่นแม้มีโควต้านำเข้า 3 แสนตัน แต่ถูกสหรัฐใช้เรื่องการปรับภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐมาแลกเปลี่ยนต้องซื้อข้าวจากสหรัฐในสัดส่วน 50-75% ของโควต้า จึงกดตัวเลขข้าวไทยไปญี่ปุ่นลดลง ตอนนี้ข้าวไทยน่าจะเหลือ7-8 หมื่นตัน อีกทั้งสต๊อกข้าวโลกยังสูง ผู้ส่งออกยังเจอปัญหาค่าบาทผันผวนและแข็งค่าเร็ว ตอนนี้เฉลี่ย 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ราคาส่งออกข้าวไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง จึงเจรจาขายได้ยาก สะท้อนจากตัวเลขส่งออกข้าวไทยเดือนมกราคมเหลือแค่ 5 แสนตัน จากเฉลี่ยน่าจะเกิน 6-7 แสนตัน /เดือน สมาคมฯประเมินว่าสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยจะไม่ขยับดีไปกว่านี้ต่อเนื่อง 2 ไตรมาส และยังยืนเป้าส่งออกข้าวปี 2569 ไว้แค่ 7 ล้านตัน
.
ซัพพลายข้าวในตลาดโลกแยะมาก กดดันราคาข้าว แต่เราเจอค่าเงินบาทแข็งและหาตลาดส่งออกใหม่ได้ยากขึ้น คำสั่งซื้อล่วงหน้าลดลงมาก ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่หนักสุดของการส่งออกข้าวไทย น่าจะต้องทนไปถึงครึ่งหลังปีนี้ ยกเว้นเกิดเอลนีโญ(ภัยแล้ง) ส่งออกจะดีขึ้นเร็ว การค้าโลกก็จะเปลี่ยนไปอีก หากรุนแรงมากจะดันให้ราคาข้าวพุ่งเร็วขึ้นอีกครั้ง หลายฝ่ายเริ่มออกมาเตือนแล้ว ผู้ส่งออกข้าวก็กำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ” นายชูเกียรติ กล่าว
.
นางสาวอรุโณทัย วิชิตพันธุ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย ถั่วแระญี่ปุ่น และอาหารแปรรูป กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยเกิดภัยแล้งยาวมาแล้ว ก็ได้รับผลกระทบ ดังนั้น เมื่อมีกระแสข่าวว่าจะมีภัยแล้ง บริษัทก็จะเตรียมแผนไว้เนิ่นๆ ในหลายรูปแบบเพื่อให้สินค้าเพียงพอและควบคุมด้านต้นทุน ตอนนี้กำลังติดตามสถานการณ์เรื่องภาวะอากาศและผลผลิต
.

.
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชง 2 มาตรการ กู้สถานการณ์ ‘สมาคมฌาปนกิจ’ หวั่นล้มเป็น ‘โดมิโน’
https://www.dailynews.co.th/news/5622160/
.
"รศ.ดร.อัจฉรา" นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ “สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์” กว่า 3,800 แห่ง เสี่ยงล้มเป็นโดมิโน เหตุสมาชิกตื่นตระหนกจนอาจไม่กล้าส่งเงินต่อ เสนอรัฐยกเครื่องใหญ่ ตั้งองค์กรอิสระคุมเหมือนบริษัทประกัน พร้อมสร้างเครือข่ายระหว่างสมาคมช่วยเหลือกันและกัน-ถ่วงดุลตรวจสอบ
.
เมื่อวันที่ 21 ก.พ. รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ภายหลังมีการสั่งยุบเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 10 แห่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้ที่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ทั้งหมด 3,839 แห่ง จะยุบเลิกเป็นโดมิโนต่อๆ กัน เนื่องจาก 1. สมาชิกในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์แห่งอื่นๆ เกิดความตื่นตระหนก หรือรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าจนไม่ส่งเงินต่อ 2. ประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุนหรือเงินของสมาชิกแต่ละแห่ง 3. โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปจากอัตราเด็กเกิดน้อย และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์
.
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ยังอยู่ต่อไปได้ และเป็นรูปแบบสวัสดิการที่ยังมีความสำคัญกับประเทศไทยด้วย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีสวัสดิการอยู่ 3 ระดับ คือ 1. การซื้อด้วยเงินของตัวเอง 2. สวัสดิการที่รัฐจัดมาบริการให้ 3. สวัสดิการชุมชน ซึ่งในส่วนของสวัสดิการชุมชนนั้นจะเป็นส่วนที่จะรองรับคนที่ตกหล่นจาก 2 ระดับแรกไว้ ฉะนั้นสิ่งสำคัญก็คือการปรับรูปแบบการบริหารจัดการให้สอดรับกับสภาพสังคมและความเป็นจริง
.
ในเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหาร พบว่าบางแห่งมีการสร้างความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องว่าเป็นการออมเงิน จนมีประชาชนเข้าใจผิดคิดว่ามีดอกเบี้ย หรือพบผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้เงินกองทุนสุ่มเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest) หรือการนำเงินของสมาชิกไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ บางแห่งไม่ได้มีการกันเงินสำรองไว้ (Buffer) สำหรับกรณีฉุกเฉินที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่ปัจจุบันอัตราการเกิดน้อยที่ต่ำ วัยแรงงานและประชากรลดน้อยลง จำนวนผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่การเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้ประชากรมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่จะเกิดการยุบเลิกเป็นโดมิโนต่อๆ กัน” รศ. ดร.อัจฉรา กล่าว
.
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ควรดำเนินการเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ มีด้วยกันอย่างน้อย 2 ประเด็น คือ 1. ภาครัฐต้องมีการตั้งองค์กรอิสระ เพื่อกำกับควบคุมการบริหารจัดการสมาคมให้มีมาตรฐาน และมีธรรมมาภิบาล ผ่านการออกกฎหมาย หรือประกาศออกมา เหมือนกับกรณีของประกันชีวิตที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีการออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ เช่น จะต้องมีทุนสำรองจำนวนเท่าไหร่ หรือมีการกันเงินขนาดไหน มีการคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้า ฯลฯ
.
ทั้งนี้ องค์กรอิสระดังกล่าวอาจมีการสร้างตัวชี้วัด (indicator) ในการตรวจวัดสถานะและประสิทธิภาพการบริหารของกองทุน หรือสมาคมฌาปนกิจฯ จากนั้นก็ให้การรับรองว่าอยู่ในระดับไหน พร้อมกับทำหน้าที่เปิดเผยข้อมูลเหล่านั้น เพื่อให้สมาชิกได้รับรู้สถานะของกองทุน หรือคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกได้มีความมั่นใจ รวมถึงหากมีระดับที่น่าเป็นห่วงก็มีการแนะนำในการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหมือนกับบริษัทประกันที่มีระดับ A หรือระดับ AA
.
2.รัฐควรสนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างสมาคม หรือกองทุนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการประสานงานทรัพยากรกับเครือข่ายอื่นๆ เข้ามาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะบางพื้นที่มีจำนวนสมาชิกไม่มาก ทำให้การบริหารอาจจะต้องทำรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ส่งผลต่อความเสี่ยงที่จะมีเงินไม่เพียงพอในการบริหารจัดการ ซึ่งการสร้างเครือข่ายยังจะช่วยเพิ่มกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างกันได้ด้วยอีกส่วน
.
นั่นเพราะ ที่ผ่านมาระบบเหล่านี้ทำงานแบบต่างคนต่างทำ (Silo) เพราะท้องถิ่นก็จะขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย (มท.) ส่วนสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ขึ้นกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และไม่เคยคุยหรือประสานงานกัน เพื่อที่ส่วนหนึ่งจะได้รู้ด้วยว่าปัญหาในพื้นที่จริงๆ คืออะไร และนำไปสู่การแก้ไข หรือหาทางออกร่วมกันให้กับพื้นที่
.
สำหรับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่มีการสั่งยุบเลิกไป 10 แห่งตามข่าวนั้น ตามกฎหมายแล้วตัวเงินสามารถคืนให้กับสมาชิกได้ แต่ไม่ใช่ในรูปแบบการเฉลี่ยจ่ายให้ แต่จะเป็นการโอนให้กับสมาคม หรือกองทุนอื่นๆ เพื่อให้ดำเนินการต่อแทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่สมาคมที่เป็นสมาชิกด้วยว่ามีการเก็บเงินแบบไหน เช่น เก็บเงินเฉพาะเมื่อมีผู้เสียชีวิตเป็นรายครั้งแบบไม่มีการกันเงินเอาไว้ กรณีนี้จะไม่สามารถรับเงินคืนได้ แต่ยังสามารถไปสมัครเป็นสมาชิกอื่นๆ ได้อยู่” รศ. ดร.อัจฉรา กล่าว
.

.
ทรัมป์ด่าศาลฎีกา “ไม่รักชาติ” หลังโดนคว่ำอำนาจเก็บภาษี หวั่นรัฐบาลโดนฟ้องคืนเงิน
https://www.dailynews.co.th/news/5622139/
.
ผู้นำสหรัฐโจมตีศาลฎีกาอย่างรุนแรง จวกยับผู้พิพากษาไม่รักชาติและถูกต่างชาติครอบงำ หลังมีมติชี้ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจเก็บภาษี “ครอบคลุม” ทั่วโลก พร้อมโอดศาลไม่ระบุสถานะของเงินที่เก็บไปแล้ว หวั่นทำรัฐบาลเผชิญ “มหากาพย์ฟ้องร้อง”
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงการที่ศาลฎีกามีมติว่า ผู้นำสหรัฐไม่มีอำนาจในการใช้กฎหมายกฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ( ไออีอีพีเอ ) ฉบับปี 2520 เพื่อกำหนดอัตราภาษีแบบ “เหวี่ยงแห” กับทั่วโลก “เป็นเรื่องที่น่าอับอายและน่าผิดหวังอย่างมาก
.
ขณะเดียวกัน ทรัมป์กล่าวว่า ตุลาการศาลฎีกาชุดนี้บางคน “ไม่รักชาติและทรยศต่อรัฐธรรมนูญ” และอ้างว่า ศาลสูงสุดของประเทศ “ถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ต่างชาติ
.
ด้านนักวิชาการสายกฎหมายของสหรัฐหลายคนวิจารณ์ว่า การที่ผู้นำสหรัฐกล่าวเช่นนี้ แสดงถึง “การขาดความเข้าใจขั้นพื้นฐานในเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ” และดูเหมือนทรัมป์จะเชื่อว่า ใครก็ตามที่เห็นต่างจากตัวเอง คือคนที่ไม่มีความชอบธรรม ซึ่งไม่ใช่ลักษณะการทำงานของระบอบประชาธิปไตย
.
นอกจากนี้ ทรัมป์ยอมรับว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาเกี่ยวกับการใช้อำนาจของเขาตามกฎหมายไออีอีพีเอ จะนำไปสู่ “มหากาพย์การฟ้องร้อง” ว่ารัฐบาลจะต้องจ่ายเงินคืนจำนวนมหาศาลให้กับผู้ประกอบการทั่วโลกหรือไม่ เนื่องจากคำวินิจฉัยไม่ได้ระบุว่า รัฐบาลควรจัดการอย่างไรกับเงินภาษีมหาศาลที่จัดเก็บเข้าคลังไปแล้ว จึงมีการคาดการณ์ว่า ผู้ประกอบการจะแห่ฟ้องร้องภาครัฐเพื่อขอรับเงินคืน

ทั้งนี้ ทรัมป์ตำหนิศาลสูงสุดของประเทศ ระหว่างการแถลงที่ทำเนียบขาวว่า “คุณไม่คิดหรือว่าพวกเขาควรใส่มาสักประโยคหนึ่งว่า ให้เราเก็บเงินไว้ หรือห้ามเก็บเงินไว้ แต่นี่กลับไม่มีการพูดถึงเลย เราคงต้องสู้กันในศาลไปอีก 5 ปีต่อจากนี้”.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่