เรื่องการให้เพื่อนยืมเงินนี่มันเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ นะ เพราะหลายครั้งที่ใจอ่อนตอนนั้น พอถึงเวลาต้องการเงินคืนกลับกลายเป็นเรื่องเครียด ๆ ทั้งสองฝ่าย บางคนถึงขั้นเสียเพื่อนไปเลยก็มี
การยืมเงินกันระหว่างเพื่อนมันเหมือนบททดสอบมิตรภาพชั้นดีเลย เพราะมันเผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายเวลาที่สถานการณ์ไม่เป็นใจ ถ้าถึงกำหนดคืนแล้วเพื่อนเงียบ หายหน้า หรือมีข้ออ้างตลอด
การจะทวงเงินให้ได้คืนโดยที่ยังรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ มันต้องอาศัยทั้งความนุ่มนวลในการพูดคุยและความรู้เรื่องกฎหมายมาช่วยหนุนหลัง เพราะถ้าทำไม่ดีอาจเสียทั้งเงินและเสียเพื่อนไปพร้อมกัน
ก่อนอื่นเลยต้องเข้าใจพื้นฐานกฎหมายไทยเรื่องการกู้ยืมเงินก่อน
ถ้ายืมกันเกิน 2,000 บาท กฎหมายจะบังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือและให้ผู้กู้เซ็นชื่อไว้ถึงจะเอาไปฟ้องร้องบังคับคดีได้
แต่ในยุคนี้ที่ทุกอย่างเป็นดิจิทัล กฎหมายก็ปรับตัวตามทันสมัยมาก ข้อความแชทใน LINE, Messenger, WhatsApp หรือแม้แต่อีเมล สามารถใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมได้เลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ขอแค่ในแชทต้องเขียนชัดเจนว่าขอกู้เงินเท่าไหร่ จะคืนวันไหน หรือมีเงื่อนไขอะไร และต้องมีหลักฐานการโอนเงิน เช่น สลิปโอนธนาคารที่ตรงกันประกอบด้วย
ยิ่งถ้ามีการพูดคุยต่อเนื่องที่ยืนยันว่ายืมจริงและรับเงินไปแล้ว ยิ่งแข็งแรงมาก
สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือลบแชททิ้ง ควรแคปหน้าจอเก็บไว้ให้ครบ ให้เห็นชื่อโปรไฟล์ วันเวลา และเนื้อความชัดเจน เพราะถ้าถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล หลักฐานพวกนี้จะช่วยได้เยอะมาก บางเคสศาลเคยรับแชท LINE เป็นหลักฐานจนชนะคดีมาแล้วหลายครั้ง
พอมีหลักฐานพร้อม การทวงเงินก็ต้องระวังให้ดี เพราะมีกฎหมายคุ้มครองลูกหนี้ชัดเจน
นั่นคือพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 แม้จะเป็นเพื่อนกันแต่กฎหมายไม่ยกเว้นนะ ทวงได้วันละครั้งเท่านั้น ถ้าทวงซ้ำในวันเดียวกันอาจผิดกฎหมายได้เลย
แล้วเรื่องเวลาก็มีกำหนดชัดเจน วันจันทร์ถึงศุกร์ ทวงได้ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม
ส่วนวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ทวงได้ถึง 6 โมงเย็นเท่านั้น
ที่สำคัญสุด ๆ คือห้ามประจานลงโซเชียลมีเดียอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะโพสต์ด่า โพสต์ชื่อนามสกุล หรือแคปแชทไปลงให้คนอื่นเห็นเพื่อให้สังคมตัดสินแทน
การทำแบบนั้นเสี่ยงโดนฟ้องกลับข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งโทษหนักมาก ทั้งจำทั้งปรับ และอาจผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ด้วย บางครั้งยอดเงินที่ยืมกันอาจแค่หมื่นสองหมื่น แต่ค่าปรับหรือค่าทนายความที่ต้องจ่ายถ้าแพ้คดีกลับมากกว่านั้นหลายเท่า จบแล้วได้ไม่คุ้มเสียจริง ๆ
ส่วนวิธีทวงแบบที่ยังรักษาความสัมพันธ์ได้
ลองเริ่มจากคุยแบบนุ่มนวลก่อนเลย แทนที่จะถามตรง ๆ ว่า “เมื่อไหร่จะคืนเงิน” ลองเปลี่ยนเป็นเล่าเรื่องความจำเป็นของตัวเอง เช่น “ช่วงนี้ต้องใช้เงินจ่ายค่างวดรถหรือซ่อมบ้านพอดี เลยอยากขอคืนส่วนที่ยืมไปหน่อยได้ไหม”
วิธีนี้จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกน้อยลงว่าถูกทวง แต่เหมือนกำลังช่วยเหลือเพื่อนที่กำลังลำบากแทน จะช่วยเซฟหน้าเซฟความรู้สึกให้เขามากขึ้น
ถ้าเขาบอกจริง ๆ ว่ายังไม่มี ลองเจรจาขอผ่อนทีละน้อยก็ได้ แม้จะแค่พันสองพันต่อเดือน แต่แค่เขาเริ่มโอนมาก็แสดงถึงความตั้งใจ
และยังช่วยให้หนี้ก้อนนี้ยัง “เคลื่อนไหว” อยู่ ทำให้อายุความไม่ขาดตอนด้วย
บางคนใช้วิธีนี้แล้วสุดท้ายได้เงินคืนครบ แถมความสัมพันธ์ยังดีเหมือนเดิม
เพิ่มเติมที่น่าสนใจ คือ อายุความของหนี้เงินกู้ ปกติจะอยู่ที่ 10 ปี นับจากวันที่ถึงกำหนดคืนตามที่ตกลงกันไว้
ถ้าไม่ได้ระบุวันคืนชัดเจน อายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่โอนเงินให้ยืมไปเลย
เพราะฉะนั้นถ้าผ่านไปนาน ๆ แล้วไม่ได้ทวงหรือมีหลักฐานอะไรยืนยันว่าเคยทวง อายุความอาจหมดแล้วฟ้องไม่ได้
ส่วนเรื่องดอกเบี้ย กฎหมายกำหนดสูงสุดไว้ที่ 15% ต่อปี ถ้าเรียกเกินกว่านี้ ดอกเบี้ยทั้งหมดจะกลายเป็นโมฆะทันที หมายความว่าเรียกดอกไม่ได้เลยแม้แต่บาทเดียว แต่เงินต้นยังเรียกคืนได้ตามปกติ บางคนที่ใจร้อนอยากได้ดอกเยอะ ๆ สุดท้ายเสียสิทธิ์ดอกไปทั้งหมดก็มี
อีกเรื่องที่ควรรู้ไว้คือ ถ้าต้องการป้องกันปัญหาตั้งแต่แรก วิธีที่ดีที่สุดคือทำหลักฐานให้ชัดเจนตั้งแต่วันยืม
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือกู้ยืมง่าย ๆ ที่เขียนมือเซ็นชื่อทั้งสองฝ่าย หรืออย่างน้อยคุยในแชทให้ครบถ้วน ทั้งจำนวนเงิน วันคืน
และถ้ามีดอกเบี้ยก็ระบุให้ชัด บางคนใช้วิธีให้เพื่อนเซ็นสลิปโอนเงินว่า “ยืมเงิน” หรือ “กู้เงิน” ไว้ด้วยก็ช่วยได้เยอะ
หรือถ้ายืมเยอะ ๆ จริงจัง ลองให้มีพยานเซ็นรับรู้ด้วยอีกคนก็ยิ่งดี เพราะความเกรงใจตอนให้ยืม มักจะหายไปตอนที่อยากได้เงินคืน
การเตรียมตัวไว้ก่อนจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่ามานั่งแก้ปัญหาทีหลังที่อาจต้องเสียทั้งเงิน ทั้งเวลา และที่แย่สุดคือเสียเพื่อนไปตลอดกาล
บางเคสที่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ มีคนยืมกันแค่สองสามหมื่น แต่สุดท้ายขึ้นโรงขึ้นศาลกันยาว ๆ ความสัมพันธ์จบลงแบบไม่เหลือเยื่อใยเลย
เพราะฉะนั้นคิดให้ดีทุกครั้งก่อนให้ยืม และถ้าต้องทวงก็ทำด้วยสติและความอดทนจะดีที่สุด
ให้เพื่อนยืมเงินแล้วไม่ได้คืน ทวงยังไงให้ถูกกฎหมายและไม่เสียเพื่อน
การยืมเงินกันระหว่างเพื่อนมันเหมือนบททดสอบมิตรภาพชั้นดีเลย เพราะมันเผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายเวลาที่สถานการณ์ไม่เป็นใจ ถ้าถึงกำหนดคืนแล้วเพื่อนเงียบ หายหน้า หรือมีข้ออ้างตลอด
การจะทวงเงินให้ได้คืนโดยที่ยังรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ มันต้องอาศัยทั้งความนุ่มนวลในการพูดคุยและความรู้เรื่องกฎหมายมาช่วยหนุนหลัง เพราะถ้าทำไม่ดีอาจเสียทั้งเงินและเสียเพื่อนไปพร้อมกัน
ถ้ายืมกันเกิน 2,000 บาท กฎหมายจะบังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือและให้ผู้กู้เซ็นชื่อไว้ถึงจะเอาไปฟ้องร้องบังคับคดีได้
แต่ในยุคนี้ที่ทุกอย่างเป็นดิจิทัล กฎหมายก็ปรับตัวตามทันสมัยมาก ข้อความแชทใน LINE, Messenger, WhatsApp หรือแม้แต่อีเมล สามารถใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมได้เลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ขอแค่ในแชทต้องเขียนชัดเจนว่าขอกู้เงินเท่าไหร่ จะคืนวันไหน หรือมีเงื่อนไขอะไร และต้องมีหลักฐานการโอนเงิน เช่น สลิปโอนธนาคารที่ตรงกันประกอบด้วย
ยิ่งถ้ามีการพูดคุยต่อเนื่องที่ยืนยันว่ายืมจริงและรับเงินไปแล้ว ยิ่งแข็งแรงมาก
สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือลบแชททิ้ง ควรแคปหน้าจอเก็บไว้ให้ครบ ให้เห็นชื่อโปรไฟล์ วันเวลา และเนื้อความชัดเจน เพราะถ้าถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล หลักฐานพวกนี้จะช่วยได้เยอะมาก บางเคสศาลเคยรับแชท LINE เป็นหลักฐานจนชนะคดีมาแล้วหลายครั้ง
นั่นคือพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 แม้จะเป็นเพื่อนกันแต่กฎหมายไม่ยกเว้นนะ ทวงได้วันละครั้งเท่านั้น ถ้าทวงซ้ำในวันเดียวกันอาจผิดกฎหมายได้เลย
แล้วเรื่องเวลาก็มีกำหนดชัดเจน วันจันทร์ถึงศุกร์ ทวงได้ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม
ส่วนวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ทวงได้ถึง 6 โมงเย็นเท่านั้น
ที่สำคัญสุด ๆ คือห้ามประจานลงโซเชียลมีเดียอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะโพสต์ด่า โพสต์ชื่อนามสกุล หรือแคปแชทไปลงให้คนอื่นเห็นเพื่อให้สังคมตัดสินแทน
การทำแบบนั้นเสี่ยงโดนฟ้องกลับข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งโทษหนักมาก ทั้งจำทั้งปรับ และอาจผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ด้วย บางครั้งยอดเงินที่ยืมกันอาจแค่หมื่นสองหมื่น แต่ค่าปรับหรือค่าทนายความที่ต้องจ่ายถ้าแพ้คดีกลับมากกว่านั้นหลายเท่า จบแล้วได้ไม่คุ้มเสียจริง ๆ
ลองเริ่มจากคุยแบบนุ่มนวลก่อนเลย แทนที่จะถามตรง ๆ ว่า “เมื่อไหร่จะคืนเงิน” ลองเปลี่ยนเป็นเล่าเรื่องความจำเป็นของตัวเอง เช่น “ช่วงนี้ต้องใช้เงินจ่ายค่างวดรถหรือซ่อมบ้านพอดี เลยอยากขอคืนส่วนที่ยืมไปหน่อยได้ไหม”
วิธีนี้จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกน้อยลงว่าถูกทวง แต่เหมือนกำลังช่วยเหลือเพื่อนที่กำลังลำบากแทน จะช่วยเซฟหน้าเซฟความรู้สึกให้เขามากขึ้น
ถ้าเขาบอกจริง ๆ ว่ายังไม่มี ลองเจรจาขอผ่อนทีละน้อยก็ได้ แม้จะแค่พันสองพันต่อเดือน แต่แค่เขาเริ่มโอนมาก็แสดงถึงความตั้งใจ
และยังช่วยให้หนี้ก้อนนี้ยัง “เคลื่อนไหว” อยู่ ทำให้อายุความไม่ขาดตอนด้วย
บางคนใช้วิธีนี้แล้วสุดท้ายได้เงินคืนครบ แถมความสัมพันธ์ยังดีเหมือนเดิม
ถ้าไม่ได้ระบุวันคืนชัดเจน อายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่โอนเงินให้ยืมไปเลย
เพราะฉะนั้นถ้าผ่านไปนาน ๆ แล้วไม่ได้ทวงหรือมีหลักฐานอะไรยืนยันว่าเคยทวง อายุความอาจหมดแล้วฟ้องไม่ได้
ส่วนเรื่องดอกเบี้ย กฎหมายกำหนดสูงสุดไว้ที่ 15% ต่อปี ถ้าเรียกเกินกว่านี้ ดอกเบี้ยทั้งหมดจะกลายเป็นโมฆะทันที หมายความว่าเรียกดอกไม่ได้เลยแม้แต่บาทเดียว แต่เงินต้นยังเรียกคืนได้ตามปกติ บางคนที่ใจร้อนอยากได้ดอกเยอะ ๆ สุดท้ายเสียสิทธิ์ดอกไปทั้งหมดก็มี
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือกู้ยืมง่าย ๆ ที่เขียนมือเซ็นชื่อทั้งสองฝ่าย หรืออย่างน้อยคุยในแชทให้ครบถ้วน ทั้งจำนวนเงิน วันคืน
และถ้ามีดอกเบี้ยก็ระบุให้ชัด บางคนใช้วิธีให้เพื่อนเซ็นสลิปโอนเงินว่า “ยืมเงิน” หรือ “กู้เงิน” ไว้ด้วยก็ช่วยได้เยอะ
หรือถ้ายืมเยอะ ๆ จริงจัง ลองให้มีพยานเซ็นรับรู้ด้วยอีกคนก็ยิ่งดี เพราะความเกรงใจตอนให้ยืม มักจะหายไปตอนที่อยากได้เงินคืน
การเตรียมตัวไว้ก่อนจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่ามานั่งแก้ปัญหาทีหลังที่อาจต้องเสียทั้งเงิน ทั้งเวลา และที่แย่สุดคือเสียเพื่อนไปตลอดกาล
บางเคสที่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ มีคนยืมกันแค่สองสามหมื่น แต่สุดท้ายขึ้นโรงขึ้นศาลกันยาว ๆ ความสัมพันธ์จบลงแบบไม่เหลือเยื่อใยเลย
เพราะฉะนั้นคิดให้ดีทุกครั้งก่อนให้ยืม และถ้าต้องทวงก็ทำด้วยสติและความอดทนจะดีที่สุด