“บุฟเฟต์สุกี้” ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นตลาดแข่งขันดุเดือดมาก คู่แข่งก็มีแต่ตัวใหญ่ ๆ เช่น สุกี้ตี๋น้อย ลัคกี้สุกี้ โบนัสสุกี้
แต่มีแบรนด์หนึ่งที่เลือก “ไม่เล่นเกมเดียวกัน” และสามารถขยายสาขาได้กว่า 22 สาขา
แบรนด์นั้นคือ
Mandarin Suki
🎯
ความต่างที่ชัดมาก: วางตัวเป็น “บุฟเฟต์สุกี้ฮาลาล”
แทนที่จะพยายามแข่งราคา หรือแข่งโปรโมชัน Mandarin Suki เลือกใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า
Niche Marketing (การตลาดเฉพาะกลุ่ม)
คือ โฟกัสลูกค้ากลุ่ม “ชาวมุสลิม” ที่มีข้อจำกัดในการเลือกร้านอาหาร เพราะร้านสุกี้ ชาบู ส่วนใหญ่ในตลาด ไม่ได้ทำฮาลาลเต็มรูปแบบ
Mandarin Suki เลยวางตัวชัด ๆ ว่า
👉 อาหารทุกเมนูเป็น “ฮาลาล”
👉 มีใบรับรองชัดเจนหน้าร้าน
👉 โปร่งใสเรื่องวัตถุดิบ
💰
โครงสร้างราคาที่แข่งได้ แต่ไม่ต้องตัดราคา
ร้านตั้งราคาใกล้เคียงตลาด
- 199 บาท – บุฟเฟต์ติ่มซำ (มากกว่า 30 เมนู)
- 299 บาท – บุฟเฟต์สุกี้ + ติ่มซำ
- 399 บาท – บุฟเฟต์พรีเมียม (เนื้อ US, NZ, กุ้งแม่น้ำ, แซลมอน ฯลฯ)
(ยังไม่รวมน้ำรีฟิล 29 บาท / จำกัดเวลา 90 นาที)
ราคานี้ถือว่า “ชนตลาดได้” แต่จุดขายจริง ๆ ไม่ใช่ราคา คือ “ฮาลาลทั้งระบบ”
📍
การขยายสาขาแบบมีกลยุทธ์
ตอนนี้ Mandarin Suki มี 22 สาขา ในรูปแบบแฟรนไชส์ และควบคุมคุณภาพผ่านครัวกลาง ที่น่าสนใจคือ 8 สาขาอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ เช่น ยะลา, ปัตตานี, สงขลา, ภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช
นอกจากนี้ยังมีสาขาใน กรุงเทพฯ, นนทบุรี, พัทยา และฉะเชิงเทรา สะท้อนว่า แม้จะเริ่มจาก Niche แต่ก็สามารถขยายไป Mass ได้ในภายหลัง
🧠
บทเรียนการตลาดที่น่าสนใจ
- แทนที่จะถามว่า “จะสู้เจ้าตลาดยังไง?” Mandarin Suki เลือกถามว่า “มีกลุ่มลูกค้าคนไหนที่ยังไม่มีใครดูแลดีพอ?” นี่คือหัวใจของ Niche Marketing
- เหมือนที่แบรนด์อย่าง GoPro เริ่มต้นจากการเจาะกลุ่มคนเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม ก่อนจะโตจนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก
ที่มา
MarketThink
🔥 การตลาด “Mandarin Suki” บุฟเฟต์สุกี้ฮาลาล 22 สาขา สร้างความต่างยังไงในตลาดทะเลเลือด?
แต่มีแบรนด์หนึ่งที่เลือก “ไม่เล่นเกมเดียวกัน” และสามารถขยายสาขาได้กว่า 22 สาขา
แบรนด์นั้นคือ Mandarin Suki
🎯 ความต่างที่ชัดมาก: วางตัวเป็น “บุฟเฟต์สุกี้ฮาลาล”
แทนที่จะพยายามแข่งราคา หรือแข่งโปรโมชัน Mandarin Suki เลือกใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Niche Marketing (การตลาดเฉพาะกลุ่ม)
คือ โฟกัสลูกค้ากลุ่ม “ชาวมุสลิม” ที่มีข้อจำกัดในการเลือกร้านอาหาร เพราะร้านสุกี้ ชาบู ส่วนใหญ่ในตลาด ไม่ได้ทำฮาลาลเต็มรูปแบบ
Mandarin Suki เลยวางตัวชัด ๆ ว่า
👉 อาหารทุกเมนูเป็น “ฮาลาล”
👉 มีใบรับรองชัดเจนหน้าร้าน
👉 โปร่งใสเรื่องวัตถุดิบ
💰 โครงสร้างราคาที่แข่งได้ แต่ไม่ต้องตัดราคา
ร้านตั้งราคาใกล้เคียงตลาด
- 199 บาท – บุฟเฟต์ติ่มซำ (มากกว่า 30 เมนู)
- 299 บาท – บุฟเฟต์สุกี้ + ติ่มซำ
- 399 บาท – บุฟเฟต์พรีเมียม (เนื้อ US, NZ, กุ้งแม่น้ำ, แซลมอน ฯลฯ)
(ยังไม่รวมน้ำรีฟิล 29 บาท / จำกัดเวลา 90 นาที)
ราคานี้ถือว่า “ชนตลาดได้” แต่จุดขายจริง ๆ ไม่ใช่ราคา คือ “ฮาลาลทั้งระบบ”
📍 การขยายสาขาแบบมีกลยุทธ์
ตอนนี้ Mandarin Suki มี 22 สาขา ในรูปแบบแฟรนไชส์ และควบคุมคุณภาพผ่านครัวกลาง ที่น่าสนใจคือ 8 สาขาอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ เช่น ยะลา, ปัตตานี, สงขลา, ภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช
นอกจากนี้ยังมีสาขาใน กรุงเทพฯ, นนทบุรี, พัทยา และฉะเชิงเทรา สะท้อนว่า แม้จะเริ่มจาก Niche แต่ก็สามารถขยายไป Mass ได้ในภายหลัง
🧠 บทเรียนการตลาดที่น่าสนใจ
- แทนที่จะถามว่า “จะสู้เจ้าตลาดยังไง?” Mandarin Suki เลือกถามว่า “มีกลุ่มลูกค้าคนไหนที่ยังไม่มีใครดูแลดีพอ?” นี่คือหัวใจของ Niche Marketing
- เหมือนที่แบรนด์อย่าง GoPro เริ่มต้นจากการเจาะกลุ่มคนเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม ก่อนจะโตจนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก
ที่มา MarketThink