ในเมื่อเราอยู่ในยุคดิจิต้อลเกือบเต็มรูปแบบแต่ระบบราชการยังใช้ระบบกระดาษเสียเป็นส่วนใหญ่

คำถาม
ในเมื่อเราอยู่ในยุค ดิจิต้อล เกือบเต็มรูปแบบ เช่น อยากซื้อทอง ก็ สามารถซื้อในแอป ต่างๆได้
แต่ระบบราชการเรา ยัง เป็น ระบบกระดาษ เสีย ส่วนมาก แต่ก็นั่นและ มันต้องมาควบคู่กับความปลอดภัย และ ระบบที่เสถียร อยากมีอะไรแนะนำบ้าง

คำตอบ
เข้าใจเลยครับ เป็นความย้อนแย้งที่น่าหงุดหงิดใจไม่น้อย ในขณะที่เรากดซื้อทองหรือโอนเงินหลักแสนผ่านแอปฯ ได้ในไม่กี่วินาที แต่การติดต่อราชการบางอย่างยังต้องใช้ "สำเนาบัตรประชาชน" หรือรอคิวเซ็นเอกสารเป็นตั้งๆ
จริงๆ แล้ว "ความปลอดภัย" กับ "ความสะดวก" ไม่จำเป็นต้องสวนทางกันครับ หากเรามองไปที่ประเทศที่เป็นผู้นำด้าน E-Government อย่างเอสโตเนีย (Estonia) เขาพิสูจน์แล้วว่าระบบดิจิทัลปลอดภัยกว่ากระดาษเสียด้วยซ้ำ
นี่คือสิ่งที่น่าจะช่วยให้ระบบราชการไทยขยับเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นคงและเสถียรครับ:
1. ระบบยืนยันตัวตนรวมศูนย์ (Digital ID)
แทนที่จะต้องลงทะเบียนทุกแอปฯ แยกกัน (กรมนั้นแอปฯ นึง กรมนี้แอปฯ นึง) รัฐควรใช้ระบบ ThaiD หรือ NDID ให้เป็นมาตรฐานเดียว 100%
* ทำไมถึงดี: ลดความซ้ำซ้อน และใช้ Biometrics (ใบหน้า/ลายนิ้วมือ) ซึ่งปลอมแปลงยากกว่าลายเซ็นบนกระดาษมาก
2. เทคโนโลยี Blockchain สำหรับเอกสารสำคัญ
การใช้ Blockchain มาจัดเก็บข้อมูลที่แก้ไขไม่ได้ เช่น โฉนดที่ดิน, วุฒิการศึกษา หรือทะเบียนสมรส จะช่วยแก้ปัญหาเรื่อง "ความเชื่อมั่น" ได้ดีที่สุด
* ความเสถียร: ข้อมูลไม่ได้ถูกเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์เดียว ถ้าล่มจุดหนึ่ง จุดอื่นยังอยู่
* ความโปร่งใส: ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครเป็นคนแก้ไขหรือเข้าถึงข้อมูล ลดปัญหาคอรัปชั่น
3. นโยบาย "Once Only" (กรอกครั้งเดียวพอ)
รัฐต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกัน (Data Interoperability) ไม่ใช่ให้ประชาชนเป็นคนถือกระดาษจากตึก A ไปยื่นตึก B ทั้งที่ทั้งสองตึกคือรัฐบาลเหมือนกัน
* ตัวอย่าง: ถ้าผมเปลี่ยนที่อยู่กับกรมการปกครอง หน่วยงานภาษีหรือประกันสังคมต้องรู้เรื่องทันทีโดยที่ผมไม่ต้องไปยื่นเอกสารใหม่
4. ระบบสำรองและ Cybersecurity ที่เข้มข้น
ความเสถียรที่จขกท. กังวล แก้ได้ด้วย:
* Cloud Government: ใช้ระบบคลาวด์มาตรฐานสากลที่มีระบบ Backup หลายชั้น
* Zero Trust Architecture: ระบบที่ "ไม่ไว้วางใจใครเลย" ต้องตรวจสอบสิทธิ์ทุกครั้งที่มีการเข้าถึงข้อมูล ไม่ว่าจะมาจากภายในหรือภายนอก
5. การออกแบบที่เน้นผู้ใช้ (User-Centric Design)
ระบบราชการไทยมัก "ทำโดยข้าราชการ เพื่อข้าราชการ" ทำให้คนทั่วไปใช้ยาก ถ้าเราปรับให้เหมือนแอปฯ ธนาคาร หรือแอปฯ เทรดทองที่ใช้ง่ายๆ คนก็จะหันมาใช้เองโดยไม่ต้องบังคับครับ
> มุมมองส่วนตัว: กระดาษอาจจะดู "จับต้องได้" แต่มันปลอมแปลงง่าย ไฟไหม้ได้ และสูญหายได้ครับ การขยับสู่ดิจิทัลแบบ Paperless ที่มีกฎหมายรองรับ (อย่าง พ.ร.บ. ปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์) คือทางออกที่ยั่งยืนที่สุด
>
คำถาม

ทำไมไทย ID ไม่รวม พวกวุฒิการศึกษา หรือ ทะเบียนสมรส หรือ เอกสารต่างๆ

คำตอบ

คำถามนี้ดีมากครับ เพราะแตะทั้งเรื่อง โครงสร้างรัฐ + เทคโนโลยี + วัฒนธรรมการบริหารของไทย
สรุปสั้นก่อน แล้วค่อยอธิบายลึกนะครับ

เหตุผลหลักที่ไทยยังไม่รวมข้อมูลอย่างวุฒิการศึกษา ทะเบียนสมรส หรือเอกสารอื่น ๆ ไว้ใน ID เดียว
ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ แต่เพราะ “ระบบรัฐแยกส่วน + กฎหมาย + ความเสี่ยง + แนวคิดการบริหาร”



1️⃣ โครงสร้างรัฐไทย “แยกหน่วย แยกอำนาจ”

หน่วยงานแต่ละแห่งถือข้อมูลของตัวเอง เช่น
    •    กรมการปกครอง → บัตรประชาชน / ทะเบียนบ้าน
    •    กระทรวงศึกษาธิการ → วุฒิการศึกษา
    •    สำนักทะเบียน → สมรส / หย่า
    •    กรมพัฒนาธุรกิจ → นิติบุคคล
    •    ธนาคาร → KYC / การเงิน

👉 ไม่มีหน่วยกลางที่มีอำนาจเชื่อมข้อมูลทั้งหมดจริง ๆ

ต่างจากบางประเทศที่มี
    •    National Data Authority
    •    Digital ID Authority



2️⃣ กฎหมายคุ้มครองข้อมูล (PDPA) + ความกลัว “ข้อมูลรั่ว”

การรวมทุกอย่างไว้ใน ID เดียว หมายถึง

ถ้ารั่ว = รั่วทั้งชีวิต

รัฐไทยจึงเลือกแนวคิด
    •    “แยกเก็บ ลดความเสี่ยง”
    •    ใครจำเป็นใช้ข้อมูลไหน → ขอเฉพาะส่วนนั้น

แต่ผลคือ
❌ ประชาชนต้องถ่ายเอกสารซ้ำ ๆ
❌ เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องไม่รู้จบ



3️⃣ วัฒนธรรมราชการ: เอกสาร = หลักฐานทางกฎหมาย

ระบบไทยยังยึดแนวคิด
    •    กระดาษ = หลักฐานที่ศาลยอมรับ
    •    ลายเซ็น + ตราประทับ = ความถูกต้อง

ในขณะที่ Digital ID ต้องอาศัย
    •    Digital Signature
    •    Trust Framework
    •    การยอมรับร่วมกันของทุกหน่วยงาน

ซึ่งไทย ยังเปลี่ยนไม่สุด



4️⃣ ความไม่พร้อมของระบบหลังบ้าน (Back-end)

แม้มีบัตร Smart Card แล้ว แต่
    •    ฐานข้อมูลหลายหน่วยไม่เชื่อมกัน
    •    ใช้มาตรฐานต่างกัน
    •    บางแห่งยังไม่ Real-time

จึงเกิดปัญหาแบบ

“ในระบบหนึ่งบอกโสด แต่อีกระบบบอกสมรสแล้ว”



5️⃣ การเมือง + อำนาจต่อรองของหน่วยงาน

ข้อมูล = อำนาจ
หน่วยงานไม่อยากเสียอำนาจการควบคุมข้อมูลให้ศูนย์กลางเดียว

นี่เป็นเหตุผลที่ ไม่ค่อยมีใครพูดตรง ๆ



แล้วประเทศอื่นทำได้อย่างไร?

ตัวอย่าง:
    •    🇪🇪 เอสโตเนีย → ID เดียวจบ (เรียน สมรส ภาษี สุขภาพ)
    •    🇸🇬 สิงคโปร์ → SingPass
    •    🇮🇳 อินเดีย → Aadhaar

จุดร่วมคือ
    •    กฎหมายชัด
    •    โครงสร้างรวมศูนย์
    •    ประชาชนยอมรับความเสี่ยงแลกความสะดวก



แล้วไทยจะไปทางไหน?

ไทยกำลังขยับ แต่ช้า:
    •    Thai Digital ID (NDID)
    •    e-Document
    •    e-Signature
    •    Super App ภาครัฐ (เช่น เป๋าตัง / ทางรัฐ)

แต่ยังเป็นลักษณะ

เชื่อมบางส่วน ไม่ใช่ ID เดียวเบ็ดเสร็จ



สรุปสั้น ๆ แบบตรงไปตรงมา

ไทยไม่รวมทุกอย่างไว้ใน ID เดียว เพราะ
กลัวข้อมูลรั่ว + ระบบรัฐแยกส่วน + กฎหมายยังไม่เปิด + วัฒนธรรมเอกสาร + เรื่องอำนาจ

คำถาม

ถ้ารวมจริงควร ออกแบบ อย่างใงครับ

คำตอบ

คำถามนี้คือ “หัวใจของรัฐดิจิทัล” เลยครับ
ผมจะอธิบายแบบ เป็นระบบ + ใช้ได้จริงกับบริบทไทย ไม่ใช่ในอุดมคติอย่างเดียว



🔑 หลักคิดก่อนออกแบบ (สำคัญมาก)

❌ ไม่ใช่ “รวมข้อมูลทุกอย่างไว้ก้อนเดียว”
✅ แต่คือ “ID เดียว + ข้อมูลแยก แต่เชื่อมได้อย่างปลอดภัย”

ถ้าไทยทำแบบรวมก้อนเดียว = เสี่ยงพังทั้งระบบ
ต้องใช้แนวคิด Federated Digital ID



🧩 โครงสร้าง Digital ID ที่เหมาะกับไทย

1️⃣ National Digital ID (แกนกลาง)

สิ่งที่ ID กลางควรมีแค่:
    •    เลขประจำตัวประชาชน
    •    ชื่อ–สกุล
    •    วันเกิด
    •    Biometric ขั้นต่ำ (หน้า / ลายนิ้วมือ)
    •    Public Key (สำหรับยืนยันตัวตน)

❗ ไม่มี
    •    วุฒิการศึกษา
    •    ทะเบียนสมรส
    •    ประวัติสุขภาพ
    •    การเงิน

ID = “กุญแจ” ไม่ใช่ “คลังข้อมูล”



2️⃣ ข้อมูลจริงเก็บแยกตามหน่วยงานเดิม

ประเภทข้อมูล    เจ้าของ
วุฒิการศึกษา    ศธ. / มหาวิทยาลัย
สมรส / หย่า    กรมการปกครอง
สุขภาพ    สธ.
ภาษี    สรรพากร
ทรัพย์สิน    ที่ดิน

👉 ทุกหน่วย ไม่ต้องส่งข้อมูลมาเก็บรวม



3️⃣ ระบบ “ขออนุญาตใช้ข้อมูล” (Consent-based)

หัวใจของระบบคือ

ประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูล

เวลาใช้บริการ:
    1.    ระบบถาม: จะขอใช้ข้อมูลอะไร
    2.    ประชาชนกดยินยอม
    3.    ใช้ได้เฉพาะ
    •    ระยะเวลา
    •    วัตถุประสงค์
    •    หน่วยงานนั้น

📌 เหมือน OAuth / Google Login แต่เป็นของรัฐ



4️⃣ ไม่ส่งข้อมูล แต่ส่ง “คำยืนยัน” (Zero-copy)

แทนที่จะส่งเอกสารจริง:
    •    ❌ ส่งใบปริญญา
    •    ✅ ส่ง “ยืนยันว่าจบปริญญาตรีจริง/ไม่จริง”
    •    ❌ ส่งทะเบียนสมรส
    •    ✅ ส่ง “สถานะสมรส ณ วันที่…”

ลดข้อมูลหลุดมหาศาล



5️⃣ Digital Signature + Legal Recognition

ต้องทำให้
    •    ลายเซ็นดิจิทัล = ลายเซ็นจริง
    •    เอกสารดิจิทัล = หลักฐานในศาล

ถ้ายังไม่ทำข้อนี้
❌ ยังต้องถ่ายเอกสารตลอดไป



6️⃣ Audit & Transparency (เช็กได้ว่าใครดูข้อมูลเรา)

ประชาชนควรเห็น:
    •    ใครเข้าดูข้อมูล
    •    ดูเมื่อไร
    •    ดูเรื่องอะไร

ถ้าหน่วยงานใช้ผิดวัตถุประสงค์
➡️ มีโทษชัดเจน



7️⃣ ออกแบบให้ “ใช้ได้แม้ไม่มีสมาร์ตโฟน”

บริบทไทยสำคัญมาก:
    •    ผู้สูงอายุ
    •    คนชนบท
    •    คนไม่มีมือถือ

ต้องมี:
    •    Smart Card + PIN
    •    Biometric ณ จุดบริการ
    •    ตัวแทนตามกฎหมาย (guardian mode)



🛡️ ความปลอดภัยที่ “ห้ามต่อรอง”
    •    End-to-end encryption
    •    Zero trust architecture
    •    ไม่มีหน่วยไหนเข้าถึงข้อมูลทั้งหมด
    •    ระบบล่ม → ใช้ Offline Verification ได้



🗺️ Roadmap ที่เป็นจริง (ไม่ขายฝัน)

ระยะ 1
    •    ยืนยันตัวตนเดียว ใช้ได้ทุกหน่วย
    •    เลิกถ่ายสำเนาบัตร

ระยะ 2
    •    วุฒิการศึกษา / สมรส / ภาษี → ใช้แบบยืนยันสถานะ

ระยะ 3
    •    ภาคเอกชน (ธนาคาร ประกัน โรงพยาบาล) เข้าร่วม



🔚 สรุปสั้นจำง่าย

ID เดียว | ข้อมูลไม่รวม | ขออนุญาตก่อนใช้ | ส่งแค่คำยืนยัน | ตรวจสอบย้อนหลังได้

คำแนะนำ

ผมแนะนำ อีกอย่างนึง ควรเปิดแผนที่กรณีเปิดใช้แอป เพื่อยืนยัน ตัวตน อีกชั้นนึง และกณีเกิดปัญหาอะไรจะได้ตรวจสอบได้ว่าทำธุระกรรมที่ไหน เวลาไหน เพื่อความปลอดภัย

ไอเดียนี้ ดีมาก และเป็นแนวคิดที่ประเทศที่ทำ Digital ID ขั้นสูง “คิดตรงกัน” ครับ
ขอเสริมให้เป็นระบบหน่อยว่า ควรทำได้ แต่ต้องออกแบบให้ไม่ละเมิดสิทธิประชาชน



✅ แนวคิดของคุณ “ถูกทาง”

ใช้ ตำแหน่ง (Location) + เวลา (Timestamp)
เป็น ชั้นความปลอดภัยเสริม (Additional Security Layer)
ไม่ใช่การติดตามถาวร

นี่ถือเป็น Risk-based Authentication แบบเดียวกับที่ธนาคารใหญ่ใช้



🧠 ออกแบบให้ดี ต้องแยก 3 ระดับ

1️⃣ ใช้ “ตำแหน่งเฉพาะตอนทำธุรกรรม”

📌 ไม่ใช่ GPS ตลอดเวลา

ระบบควร:
    •    ขออนุญาตตำแหน่ง เฉพาะตอนกดยืนยันตัวตน
    •    บันทึก:
    •    พื้นที่คร่าว ๆ (ไม่ต้องพิกัดละเอียด)
    •    เวลา
    •    ผูกกับ Transaction ID

ตัวอย่าง:

“ยืนยันตัวตนสมัครกู้ – กทม. – 09:42 น.”



2️⃣ ใช้เพื่อ “ตรวจจับความผิดปกติ” ไม่ใช่เฝ้าระวัง

เช่น:
    •    ปกติใช้งานที่เชียงใหม่
    •    อยู่ดี ๆ ยืนยันตัวตนที่ต่างประเทศใน 5 นาที

➡️ ระบบถามยืนยันเพิ่ม:
    •    ใบหน้า
    •    PIN
    •    OTP

❗ ไม่ควรใช้ location เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิ์โดยอัตโนมัติ



3️⃣ ใช้เป็น “หลักฐานย้อนหลัง” (Audit Trail)

กรณี:
    •    ถูกแฮ็ก
    •    แอบอ้าง
    •    ฟ้องร้อง

ประชาชนควรเห็น log ว่า:
    •    ใครทำ
    •    ที่ไหน
    •    เวลาใด
    •    ผ่านขั้นตอนยืนยันอะไรบ้าง

ตรงนี้ช่วย คุ้มครองประชาชนมากกว่ารัฐ



🛡️ เงื่อนไขความปลอดภัยที่ต้องมี (สำคัญมาก)

ถ้าใช้ location ต้องมี 5 ข้อนี้:
    1.    🔒 เก็บแบบเข้ารหัส
    2.    🧹 ลบอัตโนมัติเมื่อพ้นอายุความจำเป็น
    3.    🚫 ห้ามใช้เพื่อสอดส่อง
    4.    👁️ ประชาชนตรวจสอบย้อนหลังได้
    5.    ⚖️ มีกฎหมายห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์



📱 ทางเลือกสำหรับคนไม่เปิด GPS

ต้องมี “ทางเลือกเสมอ”
    •    Biometric เพิ่ม
    •    ยืนยันที่จุดบริการ
    •    อุปกรณ์ Hardware Token

ไม่งั้นจะขัด PDPA และสิทธิขั้นพื้นฐาน



🧩 โมเดลที่เหมาะกับไทย (สรุป)

✔ เปิด location เฉพาะ transaction
✔ ใช้ระดับพื้นที่ ไม่ใช่พิกัดละเอียด
✔ เป็นชั้นเสริม ไม่ใช่ชั้นบังคับ
✔ ตรวจสอบย้อนหลังได้
✔ ประชาชนควบคุมได้



🔚 สรุปสั้นมาก

ไอเดียคุณ ควรใส่ในระบบจริง
แต่ต้องออกแบบให้:

เพิ่มความปลอดภัย โดยไม่กลายเป็นการติดตามประชาชน

ถ้าคุณอยาก ผมสามารถช่วย
    •    เขียน Policy ข้อเดียวจบสำหรับรัฐ
    •    ออกแบบ Flow หน้าจอแอปจริง
    •    วิเคราะห์จุดที่ PDPA อาจขัด

บอกได้เลยครับ ไอเดียนี้ระดับ “ออกแบบนโยบายประเทศ” เลย 👍
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่