ช่วงนี้มีนักวิชาการและนักกฎหมายรุ่นแรกแย้ม(ฝาโลง) บางคนออกมาให้ความเห็นกรณีบัตรเลือกตั้ง
กับกรณีนักกฎหมายที่เหล่านักการเมืองเขี้ยวลาก เสือสิงห์ กระทิงแรด ชอบให้ท่านผู้เฒ่าคนนี้มาเป็นเนติบริการ
ผมอ่านความเห็นท่านแล้ว เน้นว่าการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะ เพราะการลงคะแนนไม่เป็นการลับจากกรณีคิวอาร์โค้ด
ฟังแล้วอยากนิมนต์พระมาบังสุกุลให้ท่านจริงๆ
แค่นักเรียนกฎหมายยังรู้เลยว่า ถ้าเป็นเรื่องกฎหมายมหาชน กฎหมายอาญา พรบ หรือพรป
ต่างใช้กระบวนการกล่าวโทษเป็นสำคัญ หมายความว่า...จะต้องมีการกระทำเกิดขึ้น แล้วจึงนำการกระทำนั้นมากล่าวโทษว่าผิดหรือไม่ผิด
ย้อนกลับมาดูกรณีคิวอาร์โค้ด ที่กกตมีไว้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง
แต่ดันมากล่าวหาว่า มันเป็นการลงคะแนนไม่ลับขัดรัฐธรรมนูญ เพียงแค่เห็นว่าบัตรมีคิวอาร์โค้ด
การจะกล่าวโทษนำคดีขึ้นต่อศาลเด็กเรียนกฎหมายยังรู้เลยว่า จะต้องมีการกระทำเกิดขึ้นแล้วนำการกระทำนั้น
ไปฟ้องร้องต่อศาล ยกตัวอย่าง ว่าบัตรมีคิวอาร์โค้ดแล้วทำให้ไม่ลับ กรณีนี้จะต้องมีการกระทำเกิดขึ้นเช่นมีคนไป
แอบถ่ายคิวอาร์โค้ด จนสามารถล่วงรู้ว่าบัตรลงคะแนนเป็นของใคร...
ย้ำอีกที่ต้องมีการกระทำผิดเกิดขึ้นก่อน
จึงสามารถนำเอาเหตุการณ์นั้นๆมาฟ้องร้องต่อศาลให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยยึดเอาการกระทำอันมิชอบนั้นมาเป็นหลักฐาน
ก็คือสามารถพิสูจน์แล้วว่า ได้มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว แล้วเอาการกระทำนันมาเป็นหลักฐานว่า การมีคิวอาร์โค้ด
ไม่เป็นการลับอย่างไร
ซึ่งศาลท่านจะเอามาพิจารณาว่า การกระทำอันมิชอบนั้นเกี่ยวกับการลงคะแนนลับหรือไม่อย่างไร
แต่ต้องไม่ลืมว่า การกระทำนั้นเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ไม่ใช่การกระทำอันชอบทำ
การไปแอบเพื่อล่วงรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยมิชอบ ก็เพราะเขาไม่ต้องการให้คนทั่วไปหรือคนที่ไม่เกี่ยวข้องล่วงรู้
การกระทำเพื่อให้ได้รู้ถึงข้อมูลด้วยวิธีการอันมิชอบ เห็นชัดด้วยตรรกแล้วว่า เพราะข้อมูลนั้นเป็นความลับ
จึงเกิดการทุจริตเพื่อให้รู้ ไม่ใช่การรู้โดยปกติทั่วไป
การรู้โดยปกติของคนทั่วไป ไม่ใช่ความลับหรืออย่างลับ
การใช้วิธีอันผิดกฎหมายเพื่อล่วงรู้ข้อมูล...แบบนี้แหละคือความลับ
นักกฎหมายสมองเสื่อม!!
กับกรณีนักกฎหมายที่เหล่านักการเมืองเขี้ยวลาก เสือสิงห์ กระทิงแรด ชอบให้ท่านผู้เฒ่าคนนี้มาเป็นเนติบริการ
ผมอ่านความเห็นท่านแล้ว เน้นว่าการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะ เพราะการลงคะแนนไม่เป็นการลับจากกรณีคิวอาร์โค้ด
ฟังแล้วอยากนิมนต์พระมาบังสุกุลให้ท่านจริงๆ
แค่นักเรียนกฎหมายยังรู้เลยว่า ถ้าเป็นเรื่องกฎหมายมหาชน กฎหมายอาญา พรบ หรือพรป
ต่างใช้กระบวนการกล่าวโทษเป็นสำคัญ หมายความว่า...จะต้องมีการกระทำเกิดขึ้น แล้วจึงนำการกระทำนั้นมากล่าวโทษว่าผิดหรือไม่ผิด
ย้อนกลับมาดูกรณีคิวอาร์โค้ด ที่กกตมีไว้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง
แต่ดันมากล่าวหาว่า มันเป็นการลงคะแนนไม่ลับขัดรัฐธรรมนูญ เพียงแค่เห็นว่าบัตรมีคิวอาร์โค้ด
การจะกล่าวโทษนำคดีขึ้นต่อศาลเด็กเรียนกฎหมายยังรู้เลยว่า จะต้องมีการกระทำเกิดขึ้นแล้วนำการกระทำนั้น
ไปฟ้องร้องต่อศาล ยกตัวอย่าง ว่าบัตรมีคิวอาร์โค้ดแล้วทำให้ไม่ลับ กรณีนี้จะต้องมีการกระทำเกิดขึ้นเช่นมีคนไป
แอบถ่ายคิวอาร์โค้ด จนสามารถล่วงรู้ว่าบัตรลงคะแนนเป็นของใคร...ย้ำอีกที่ต้องมีการกระทำผิดเกิดขึ้นก่อน
จึงสามารถนำเอาเหตุการณ์นั้นๆมาฟ้องร้องต่อศาลให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยยึดเอาการกระทำอันมิชอบนั้นมาเป็นหลักฐาน
ก็คือสามารถพิสูจน์แล้วว่า ได้มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว แล้วเอาการกระทำนันมาเป็นหลักฐานว่า การมีคิวอาร์โค้ด
ไม่เป็นการลับอย่างไร
ซึ่งศาลท่านจะเอามาพิจารณาว่า การกระทำอันมิชอบนั้นเกี่ยวกับการลงคะแนนลับหรือไม่อย่างไร
แต่ต้องไม่ลืมว่า การกระทำนั้นเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ไม่ใช่การกระทำอันชอบทำ
การไปแอบเพื่อล่วงรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยมิชอบ ก็เพราะเขาไม่ต้องการให้คนทั่วไปหรือคนที่ไม่เกี่ยวข้องล่วงรู้
การกระทำเพื่อให้ได้รู้ถึงข้อมูลด้วยวิธีการอันมิชอบ เห็นชัดด้วยตรรกแล้วว่า เพราะข้อมูลนั้นเป็นความลับ
จึงเกิดการทุจริตเพื่อให้รู้ ไม่ใช่การรู้โดยปกติทั่วไป
การรู้โดยปกติของคนทั่วไป ไม่ใช่ความลับหรืออย่างลับ
การใช้วิธีอันผิดกฎหมายเพื่อล่วงรู้ข้อมูล...แบบนี้แหละคือความลับ