นี่จิต นี่อาการของจิต เป็นอย่างไร.
#อาการ
คำว่า...“ตั้งสติตามรู้ตามเห็น”
กับคำว่า...“รู้เท่ารู้ทัน”
และคำว่า...“รู้แจ้งแทงตลอด”
มันมีลักษณะ และความหมายผิดกัน
นี่! พูดถึงเรื่องของจิต
จิต เป็นสภาวธรรม ไม่มี...ตัวตน
แต่แสดงออกมา...เป็นอาการ
ให้ผู้มีปัญญาญาณรู้ได้ว่า นี่! จิต
นี่! อาการของจิต
#ตามรู้
สติ เป็นอาการของจิตที่ตามรู้ตามเห็น
คือ ตามรู้ตามเห็นอาการกิริยาของจิต
แต่มิใช่เห็นตัวจิต จิตแท้ คือผู้รู้...ผู้ตาม
รู้ตามเห็นอาการ ของจิต
ไม่มี...วันจะทันจิตได้เลย
เหมือนบุคคลผู้ตามรอยโค ที่หายไป
ไม่เห็นตัวมัน จึงตามรอยของมันไป
แต่โคเป็นวัตถุ ไม่เหมือนจิต ซึ่งเป็นนามธรรม
เอาจิต ไปตามอาการของจิต
มันก็ผิดวิสัย เมื่อไรจะเห็นตัวจิตสักที.
#เท่าทัน
คำว่า...“รู้เท่าทัน”
ก็บ่งชัดอยู่แล้วว่า ผู้รู้...คือจิต
รู้เท่า ก็คือ...รู้เท่าที่จิตรู้นั้น
ไม่เหลือไม่เกิน เมื่อรู้เท่าอย่างนี้แล้ว
อาการของจิต...ไม่มี
เมื่ออาการของจิต...ไม่มี รอยของจิต ก็ไม่มี
แล้วใครจะเป็นผู้ไปตามรอยของจิตอีกเล่า
รวมความแล้ว สติระลึกอยู่...ตรงไหน
ใจผู้รู้ ก็อยู่...ตรงนั้น
สติ กับผู้รู้เท่ากันอยู่...ณ. ที่เดียวกัน
ทำงานร่วมกันขณะเดียวกัน
#แทงตลอด
คำว่า...“รู้แจ้งแทงตลอด”
ก็หมายเอาความรู้ ที่รู้ชัดรู้แจ้งของผู้รู้
ที่รู้ไม่เหลือไม่เกิน.
แทงตลอด คือตลอดเบื้องต้น
ตั้งแต่เริ่มคิดเริ่มรู้ จนตรวจตรอง
รู้ชัดถ่องแท้ลงเป็นสภาวธรรม
จิตไม่ส่งส่ายแส่หาอะไร อีกต่อไป
เพราะความแจ้งแทงตลอดในเหตุผลนั้นๆ
หมดสิ้นแล้ว...
#พบของจริง
ถ้านักปฏิบัติเข้าใจ ตามข้อความที่แสดง
มานี้แล้ว หวังว่าคงไม่หลงเอาผู้รู้ (คือจิต)
ไปตามรอยของจิต.
เมื่อเราทำจิต คือผู้รู้...ให้นิ่งแนว อยู่...กับสติแล้ว
รอย(คืออาการของจิต) ก็...ไม่มี.
เมื่อจิตผู้รู้...กับสติผู้ระลึกได้
เข้ามาทำงานรวมอยู่ ณ.ที่แห่งเดียวกันแล้ว
การไปการมา การหลงแส่ส่ายแสวงหา
ก็จะหมดสิ้นไป จะพบของจริงที่จิตสงบนิ่ง
อยู่...ณ. ที่แห่งเดียว.
เหมือนกับชาวนาผู้หาผ้าโพกศีรษะบนหัวของตนเอง
เที่ยววนเวียนหารอบป่า รอบทุ่ง
จนเหน็ดเหนื่อย กลับมาบ้าน นั่งพักผ่อน
เพื่อเอาแรง ยกมือขึ้นตบศีรษะ ผ้าโพกตกลงมาทันที
เขาเลยหมดกังวล ในการหาต่อไป."
คัดลอกจากหนังสือ
สามทัพธรรม : หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
(พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์)
หลวงปู่เทสก์เทสรังสีอธิบายเรื่องอาการของจิตที่เป็นอย่างไร
#อาการ
คำว่า...“ตั้งสติตามรู้ตามเห็น”
กับคำว่า...“รู้เท่ารู้ทัน”
และคำว่า...“รู้แจ้งแทงตลอด”
มันมีลักษณะ และความหมายผิดกัน
นี่! พูดถึงเรื่องของจิต
จิต เป็นสภาวธรรม ไม่มี...ตัวตน
แต่แสดงออกมา...เป็นอาการ
ให้ผู้มีปัญญาญาณรู้ได้ว่า นี่! จิต
นี่! อาการของจิต
#ตามรู้
สติ เป็นอาการของจิตที่ตามรู้ตามเห็น
คือ ตามรู้ตามเห็นอาการกิริยาของจิต
แต่มิใช่เห็นตัวจิต จิตแท้ คือผู้รู้...ผู้ตาม
รู้ตามเห็นอาการ ของจิต
ไม่มี...วันจะทันจิตได้เลย
เหมือนบุคคลผู้ตามรอยโค ที่หายไป
ไม่เห็นตัวมัน จึงตามรอยของมันไป
แต่โคเป็นวัตถุ ไม่เหมือนจิต ซึ่งเป็นนามธรรม
เอาจิต ไปตามอาการของจิต
มันก็ผิดวิสัย เมื่อไรจะเห็นตัวจิตสักที.
#เท่าทัน
คำว่า...“รู้เท่าทัน”
ก็บ่งชัดอยู่แล้วว่า ผู้รู้...คือจิต
รู้เท่า ก็คือ...รู้เท่าที่จิตรู้นั้น
ไม่เหลือไม่เกิน เมื่อรู้เท่าอย่างนี้แล้ว
อาการของจิต...ไม่มี
เมื่ออาการของจิต...ไม่มี รอยของจิต ก็ไม่มี
แล้วใครจะเป็นผู้ไปตามรอยของจิตอีกเล่า
รวมความแล้ว สติระลึกอยู่...ตรงไหน
ใจผู้รู้ ก็อยู่...ตรงนั้น
สติ กับผู้รู้เท่ากันอยู่...ณ. ที่เดียวกัน
ทำงานร่วมกันขณะเดียวกัน
#แทงตลอด
คำว่า...“รู้แจ้งแทงตลอด”
ก็หมายเอาความรู้ ที่รู้ชัดรู้แจ้งของผู้รู้
ที่รู้ไม่เหลือไม่เกิน.
แทงตลอด คือตลอดเบื้องต้น
ตั้งแต่เริ่มคิดเริ่มรู้ จนตรวจตรอง
รู้ชัดถ่องแท้ลงเป็นสภาวธรรม
จิตไม่ส่งส่ายแส่หาอะไร อีกต่อไป
เพราะความแจ้งแทงตลอดในเหตุผลนั้นๆ
หมดสิ้นแล้ว...
#พบของจริง
ถ้านักปฏิบัติเข้าใจ ตามข้อความที่แสดง
มานี้แล้ว หวังว่าคงไม่หลงเอาผู้รู้ (คือจิต)
ไปตามรอยของจิต.
เมื่อเราทำจิต คือผู้รู้...ให้นิ่งแนว อยู่...กับสติแล้ว
รอย(คืออาการของจิต) ก็...ไม่มี.
เมื่อจิตผู้รู้...กับสติผู้ระลึกได้
เข้ามาทำงานรวมอยู่ ณ.ที่แห่งเดียวกันแล้ว
การไปการมา การหลงแส่ส่ายแสวงหา
ก็จะหมดสิ้นไป จะพบของจริงที่จิตสงบนิ่ง
อยู่...ณ. ที่แห่งเดียว.
เหมือนกับชาวนาผู้หาผ้าโพกศีรษะบนหัวของตนเอง
เที่ยววนเวียนหารอบป่า รอบทุ่ง
จนเหน็ดเหนื่อย กลับมาบ้าน นั่งพักผ่อน
เพื่อเอาแรง ยกมือขึ้นตบศีรษะ ผ้าโพกตกลงมาทันที
เขาเลยหมดกังวล ในการหาต่อไป."
คัดลอกจากหนังสือ
สามทัพธรรม : หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
(พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์)