Wi-Fi Calling คืออะไร ทำไมนักเดินทางต้องรู้ก่อนออกเดินทาง

ได้ลองใช้ Wi-Fi Calling ครั้งแรกแล้วรู้สึกว่า "ทำไมไม่รู้จักเร็วกว่านี้!" เลยอยากมาแชร์ให้ฟัง



ปัญหาที่เจอก่อนรู้จัก Wi-Fi Calling:

ทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ จะติดปัญหา 2 อย่างเสมอ:
1. ถ้าใช้ SIM หลักไปเลย → โดนค่าโรมมิ่งแพงมาก
2. ถ้าเปลี่ยน Travel SIM → ขาดจากเบอร์หลัก รับสายจากไทยไม่ได้

ปัญหานี้จะหมดไปด้วย Wi-Fi Calling + 2 SIM



สรุปสั้นๆ:

ใช้ 2 SIM พร้อมกัน
- SIM หลัก (True/AIS/DTAC) → รับโทรศัพท์ โทรออก ผ่าน Wi-Fi
- Travel SIM (Sim2Fly ฯลฯ) → ใช้เน็ต

ผลลัพธ์: โทรรับสายเบอร์ไทยได้เหมือนอยู่บ้าน ไม่โดนค่าบริการเพิ่มเลย!



ขั้นตอนก่อนออกเดินทาง (สำคัญ ต้องทำที่ไทยก่อน):

1. เปิด Wi-Fi Calling ให้ SIM หลัก
- True กด *440*1# แล้วโทรออก
- AIS/DTAC → ติดต่อ Call center หรือตั้งค่าในแอป

2. ปิด Data Roaming SIM หลัก (กันเน็ตรั่ว!)
- True กด *113*2# แล้วโทรออก

3. เตรียม Travel SIM ไว้ (SIM จริงหรือ eSIM ก็ได้)



เมื่อถึงต่างประเทศ ตั้งค่าในมือถือ:

(ทดสอบด้วย Samsung S23 Ultra ที่ญี่ปุ่น)

เข้า Connections แล้วตั้งตามนี้:
- เปิด Wi-Fi Calling
- SIM Manager → Calls/Messages ใช้ SIM หลัก, Mobile data ใช้ Travel SIM
- เปิด Data switching
- Mobile networks → เลือก Network ที่ SIM หลักจับไม่ได้ (เช่น KDDI ในญี่ปุ่น)



สัญญาณที่บอกว่า Set ถูกแล้ว:

ก่อนโทรออกหรือรับสาย ให้ดูแถบสัญญาณที่มุมบน:
- เห็น VoWiFi หรือ VoLTE → ✅ ปลอดภัย ไม่โดนค่าเพิ่ม
- เบอร์ขึ้นต้นด้วย 08/09/06 → ✅ ปกติ
- เบอร์ขึ้นต้นด้วย +66 → ⚠️ อาจโดนค่าโรมมิ่ง



iPhone ง่ายกว่า:
iPhone จะแยก Setting ของแต่ละ SIM ออกมาเลย ตั้งค่าง่ายกว่า Samsung มาก



ทดลองใช้จริงที่ญี่ปุ่นแล้ว ใช้งานได้ดีมากเลย ทั้งรับสายและโทรออกเบอร์ไทย ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเลยตลอดทริป

อ่านรายละเอียดแบบเต็มๆ ได้ที่นี่:
👉 https://www.thaitourfinder.com/articles/wifi-calling



ใครเคยใช้ Wi-Fi Calling ระหว่างเดินทางบ้าง?
หรือใครติดปัญหาตรงไหน มาคุยกันได้เลยนะ 💬

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่