วันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta ได้ขึ้นให้การต่อศาลสูงลอสแอนเจลิสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในคดีฟ้องร้องครั้งสำคัญที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็นช่วงเวลา "Big Tobacco" หรือยุคทลายอุตสาหกรรมยาสูบ ของวงการโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีการกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มต่างๆ จงใจออกแบบมาให้เด็กเสพติดและก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพจิต
โดยมีประเด็นสำคัญจากการให้การกับศาล ดังนี้
1. รายละเอียดการหารือกับ Apple ซัคเคอร์เบิร์กเปิดเผยว่าเขาเคยติดต่อไปหา ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ในช่วงปี 2018 เพื่อหารือเกี่ยวกับ "สุขภาวะของวัยรุ่นและเด็ก" โดยทนายจำเลยได้หยิบยกอีเมลโต้ตอบนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าซัคเคอร์เบิร์กมีความกระตือรือร้นในการปกป้องผู้ใช้งานรุ่นเยาว์มากกว่าที่ฝ่ายโจทก์กล่าวหา
2. ฟิลเตอร์ความงามและเสรีภาพในการแสดงออก โดยในประเด็นเรื่องฟิลเตอร์ศัลยกรรมความงาม ซัคเคอร์เบิร์กยอมรับว่าเขาตัดสินใจยกเลิกการแบนฟิลเตอร์ดังกล่าว แม้จะมีข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอาจส่งผลเสียต่อเด็กสาววัยรุ่น โดยเขาให้เหตุผลว่าการแบนนั้นดูเป็นการปกป้องที่มากเกินไป (Paternalistic) และเขาต้องการให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงออกเป็นหลัก
3. เป้าหมายเรื่องยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) ซัคเคอร์เบิร์กปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทตั้งเป้าหมายหลักในการเพิ่มเวลาการใช้งานบน Instagram โดยอ้างว่าอีเมลภายในปี 2015 ที่พูดถึงเรื่องนี้เป็นเพียงความมุ่งหวัง (Aspiration) ไม่ใช่เป้าหมายของบริษัท แม้ทนายฝั่งตรงข้ามจะแย้งด้วยข้อมูลเป้าหมายการเพิ่มเวลาใช้งานของผู้ใช้ก็ตาม
4. การตรวจสอบอายุผู้ใช้ โดยเขายืนยันว่าบริษัทมีการลบผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ออก แต่เขามองว่าหน้าที่ในการตรวจสอบอายุ (Age-verification) นั้นเหมาะสมที่จะเป็นความรับผิดชอบของผู้ให้บริการระบบปฏิบัติการอย่าง Apple และ Google มากกว่า
บรรยากาศในศาลระหว่างการพิจารณาคดี ผู้พิพากษาแคโรลิน บี. คูห์ล ได้กล่าวตักเตือนและขู่ว่าจะดำเนินคดีฐานละเมิดอำนาจศาล หากพบว่ามีใครใช้แว่นตาอัจฉริยะ (AI smart glasses) บันทึกภาพในห้องพิจารณาคดี หลังจากมีรายงานว่าทีมงานของซัคเคอร์เบิร์กสวมแว่นตารุ่น Meta Ray-Ban เข้ามาในบริเวณศาล
คดีนี้นับเป็นหนึ่งในหลายคดีใหญ่ในปีนี้ที่พุ่งเป้าไปที่ผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเยาวชน โดยยังมีคดีอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันรอการพิจารณาอยู่ในรัฐนิวเม็กซิโกและแคลิฟอร์เนียเหนือ
ศาลกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มต่างๆของMeta จงใจออกแบบมาให้เด็กเสพติดและก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพจิต
โดยมีประเด็นสำคัญจากการให้การกับศาล ดังนี้
1. รายละเอียดการหารือกับ Apple ซัคเคอร์เบิร์กเปิดเผยว่าเขาเคยติดต่อไปหา ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ในช่วงปี 2018 เพื่อหารือเกี่ยวกับ "สุขภาวะของวัยรุ่นและเด็ก" โดยทนายจำเลยได้หยิบยกอีเมลโต้ตอบนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าซัคเคอร์เบิร์กมีความกระตือรือร้นในการปกป้องผู้ใช้งานรุ่นเยาว์มากกว่าที่ฝ่ายโจทก์กล่าวหา
2. ฟิลเตอร์ความงามและเสรีภาพในการแสดงออก โดยในประเด็นเรื่องฟิลเตอร์ศัลยกรรมความงาม ซัคเคอร์เบิร์กยอมรับว่าเขาตัดสินใจยกเลิกการแบนฟิลเตอร์ดังกล่าว แม้จะมีข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอาจส่งผลเสียต่อเด็กสาววัยรุ่น โดยเขาให้เหตุผลว่าการแบนนั้นดูเป็นการปกป้องที่มากเกินไป (Paternalistic) และเขาต้องการให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงออกเป็นหลัก
3. เป้าหมายเรื่องยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) ซัคเคอร์เบิร์กปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทตั้งเป้าหมายหลักในการเพิ่มเวลาการใช้งานบน Instagram โดยอ้างว่าอีเมลภายในปี 2015 ที่พูดถึงเรื่องนี้เป็นเพียงความมุ่งหวัง (Aspiration) ไม่ใช่เป้าหมายของบริษัท แม้ทนายฝั่งตรงข้ามจะแย้งด้วยข้อมูลเป้าหมายการเพิ่มเวลาใช้งานของผู้ใช้ก็ตาม
4. การตรวจสอบอายุผู้ใช้ โดยเขายืนยันว่าบริษัทมีการลบผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ออก แต่เขามองว่าหน้าที่ในการตรวจสอบอายุ (Age-verification) นั้นเหมาะสมที่จะเป็นความรับผิดชอบของผู้ให้บริการระบบปฏิบัติการอย่าง Apple และ Google มากกว่า
บรรยากาศในศาลระหว่างการพิจารณาคดี ผู้พิพากษาแคโรลิน บี. คูห์ล ได้กล่าวตักเตือนและขู่ว่าจะดำเนินคดีฐานละเมิดอำนาจศาล หากพบว่ามีใครใช้แว่นตาอัจฉริยะ (AI smart glasses) บันทึกภาพในห้องพิจารณาคดี หลังจากมีรายงานว่าทีมงานของซัคเคอร์เบิร์กสวมแว่นตารุ่น Meta Ray-Ban เข้ามาในบริเวณศาล
คดีนี้นับเป็นหนึ่งในหลายคดีใหญ่ในปีนี้ที่พุ่งเป้าไปที่ผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเยาวชน โดยยังมีคดีอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันรอการพิจารณาอยู่ในรัฐนิวเม็กซิโกและแคลิฟอร์เนียเหนือ