สารคดีจรวดหลายลำกล้อง BM-30 Smerch อสุรกายพายุหมุน พลังทำลายล้างจากนรก

ภาพรวมและความน่าเกรงขาม
บีเอ็ม-30 สเมิร์ช คือระบบจรวดหลายลำกล้อง (MLRS) สัญชาติรัสเซียที่ได้รับฉายาว่า "อสุรกายแห่งสมรภูมิ" หรือ "เพชฌฆาตหน้าตารางแผนที่" ชื่อ "สเมิร์ช" หมายถึง "พายุหมุน" (Tornado) สะท้อนถึงอานุภาพการทำลายล้างที่รุนแรงและรวดเร็ว สามารถกวาดล้างพื้นที่เป้าหมายให้กลายเป็นทะเลเพลิงได้ในชั่วพริบตา ถือเป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อทิศทางของสงคราม
ความเป็นมาและวิวัฒนาการ
อาวุธชนิดนี้เกิดจากมรดกความเชี่ยวชาญด้านปืนใหญ่ของรัสเซียที่มีมานาน โดยเฉพาะจากสำนักออกแบบสปลัฟในเมืองตูลา ซึ่งมีชื่อเสียงด้านมาตรฐานการผลิตที่ล้ำสมัยมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 สเมิร์ชถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 เพื่อตอบโต้ระบบ M270 MLRS ของนาโต โดยมีการตั้งเป้าหมายให้มีหัวรบหนักกว่า 100 กิโลกรัมเพื่อสร้างผลกระทบทางจิตวิทยาและพลังทำลายล้างสูง และได้เข้าประจำการอย่างเป็นทางการในปี 1987
สถาปัตยกรรมยานยนต์และการเคลื่อนที่
ตัวรถใช้ฐานรากจากรถบรรทุกหนัก MAZ-543M แบบ 8x8 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล V12 กำลัง 525 แรงม้า แม้จะมีน้ำหนักรวมกว่า 43 ตัน แต่สามารถทำความเร็วบนถนนได้ถึง 60-80 กม./ชม. และเคลื่อนที่ในภูมิประเทศทุรกันดารได้ดี จุดเด่นคือกลยุทธ์ "ยิงแล้วย้าย" (Shoot and Scoot) ที่สามารถตั้งค่าการยิงได้ใน 3 นาที และถอนตัวได้ภายใน 3-5 นาที เพื่อหลบเลี่ยงการถูกยิงโต้ตอบ
ประสิทธิภาพของระบบอาวุธ
สเมิร์ชติดตั้งท่อยิงขนาด 300 มิลลิเมตร จำนวน 12 ท่อ สามารถยิงจรวดทั้งหมดออกไปได้ภายในเวลาเพียง 38 วินาที จรวดแต่ละลูกหนักประมาณ 800 กิโลกรัม การยิงเต็มอัตราศึกเพียงหนึ่งครั้งสามารถทำลายล้างพื้นที่ได้กว้างถึง 400-450 ไร่ โดยมีระยะยิงตั้งแต่ 70 กิโลเมตรในรุ่นแรก และพัฒนาจนถึง 120 กิโลเมตรในรุ่นปัจจุบัน
ความหลากหลายของหัวรบ
ระบบนี้ถูกออกแบบให้รองรับหัวรบหลายประเภทตามภารกิจ ได้แก่:
หัวรบแรงระเบิดสูง (HE-FRAG): สำหรับสังหารบุคคลและรถเกราะเบา
หัวรบคลัสเตอร์ (Cluster): บรรจุระเบิดลูกหว่านเพื่อทำลายกองกำลังรถถังหรือรันเวย์
หัวรบอัจฉริยะ: ติดตั้งเซนเซอร์อินฟราเรดเพื่อค้นหาและโจมตีรถถังจากด้านบน
หัวรบเทอร์โมบาริก: หรือระเบิดสุญญากาศสำหรับทำลายเป้าหมายในอาคารหรือบังเกอร์
หัวรบวางทุ่นระเบิด: สำหรับปิดกั้นเส้นทางเดินทัพจากระยะไกล
เทคโนโลยีการนำวิถีและการควบคุม
สเมิร์ชลบจุดอ่อนเรื่องความไม่แม่นยำของจรวดหลายลำกล้องด้วยการติดตั้งระบบ "ไจโรสโคป" เพื่อรักษาทิศทางในช่วงเริ่มยิง ทำงานร่วมกับระบบควบคุมการยิง "วิวารี" ที่ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาแบบเรียลไทม์ และในรุ่นล่าสุดอย่าง "ทอร์นาโด-เอส" ยังมีการใช้ระบบดาวเทียม GLONASS ที่ช่วยให้จรวดแต่ละลูกสามารถแยกย้ายไปโจมตีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้อย่างแม่นยำ
ยุทธวิธีการรบและระบบสนับสนุน
การปฏิบัติการจะทำเป็นหน่วยแบตเตอรี่ซึ่งมีรถบังคับการและรถส่งกำลังบำรุงสนับสนุน มีการใช้โดรนตรวจการณ์ (เช่น Orlan-10 หรือโดรน R90 ที่ยิงออกจากท่อยิง) เพื่อชี้เป้าและประเมินผล นอกจากนี้ยังมีรถบรรทุกกระสุนพร้อมเครนไฮดรอลิกที่ช่วยให้บรรจุจรวดใหม่ได้ภายใน 10-15 นาที
ประสบการณ์ในสมรภูมิจริงและบทบาทระดับโลก
สเมิร์ชผ่านการพิสูจน์แสนยานุภาพมาแล้วในหลายสงคราม เช่น สงครามเชชเนีย, สงครามนากอร์โน-คาราบัค และความขัดแย้งในยูเครน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและผลกระทบทางจิตวิทยาต่อทหารฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ยังเป็นอาวุธส่งออกที่สำคัญไปยังประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย แอลจีเรีย และคูเวต โดยคูเวตเลือกใช้สเมิร์ชเหนืออาวุธตะวันตกเนื่องจากความทนทานและพลังทำลายล้างที่เหนือกว่าในขณะนั้น
สารคดีจรวดหลายลำกล้อง BM-30 Smerch อสุรกายพายุหมุน พลังทำลายล้างจากนรก
ภาพรวมและความน่าเกรงขาม
บีเอ็ม-30 สเมิร์ช คือระบบจรวดหลายลำกล้อง (MLRS) สัญชาติรัสเซียที่ได้รับฉายาว่า "อสุรกายแห่งสมรภูมิ" หรือ "เพชฌฆาตหน้าตารางแผนที่" ชื่อ "สเมิร์ช" หมายถึง "พายุหมุน" (Tornado) สะท้อนถึงอานุภาพการทำลายล้างที่รุนแรงและรวดเร็ว สามารถกวาดล้างพื้นที่เป้าหมายให้กลายเป็นทะเลเพลิงได้ในชั่วพริบตา ถือเป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อทิศทางของสงคราม
ความเป็นมาและวิวัฒนาการ
อาวุธชนิดนี้เกิดจากมรดกความเชี่ยวชาญด้านปืนใหญ่ของรัสเซียที่มีมานาน โดยเฉพาะจากสำนักออกแบบสปลัฟในเมืองตูลา ซึ่งมีชื่อเสียงด้านมาตรฐานการผลิตที่ล้ำสมัยมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 สเมิร์ชถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 เพื่อตอบโต้ระบบ M270 MLRS ของนาโต โดยมีการตั้งเป้าหมายให้มีหัวรบหนักกว่า 100 กิโลกรัมเพื่อสร้างผลกระทบทางจิตวิทยาและพลังทำลายล้างสูง และได้เข้าประจำการอย่างเป็นทางการในปี 1987
สถาปัตยกรรมยานยนต์และการเคลื่อนที่
ตัวรถใช้ฐานรากจากรถบรรทุกหนัก MAZ-543M แบบ 8x8 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล V12 กำลัง 525 แรงม้า แม้จะมีน้ำหนักรวมกว่า 43 ตัน แต่สามารถทำความเร็วบนถนนได้ถึง 60-80 กม./ชม. และเคลื่อนที่ในภูมิประเทศทุรกันดารได้ดี จุดเด่นคือกลยุทธ์ "ยิงแล้วย้าย" (Shoot and Scoot) ที่สามารถตั้งค่าการยิงได้ใน 3 นาที และถอนตัวได้ภายใน 3-5 นาที เพื่อหลบเลี่ยงการถูกยิงโต้ตอบ
ประสิทธิภาพของระบบอาวุธ
สเมิร์ชติดตั้งท่อยิงขนาด 300 มิลลิเมตร จำนวน 12 ท่อ สามารถยิงจรวดทั้งหมดออกไปได้ภายในเวลาเพียง 38 วินาที จรวดแต่ละลูกหนักประมาณ 800 กิโลกรัม การยิงเต็มอัตราศึกเพียงหนึ่งครั้งสามารถทำลายล้างพื้นที่ได้กว้างถึง 400-450 ไร่ โดยมีระยะยิงตั้งแต่ 70 กิโลเมตรในรุ่นแรก และพัฒนาจนถึง 120 กิโลเมตรในรุ่นปัจจุบัน
ความหลากหลายของหัวรบ
ระบบนี้ถูกออกแบบให้รองรับหัวรบหลายประเภทตามภารกิจ ได้แก่:
หัวรบแรงระเบิดสูง (HE-FRAG): สำหรับสังหารบุคคลและรถเกราะเบา
หัวรบคลัสเตอร์ (Cluster): บรรจุระเบิดลูกหว่านเพื่อทำลายกองกำลังรถถังหรือรันเวย์
หัวรบอัจฉริยะ: ติดตั้งเซนเซอร์อินฟราเรดเพื่อค้นหาและโจมตีรถถังจากด้านบน
หัวรบเทอร์โมบาริก: หรือระเบิดสุญญากาศสำหรับทำลายเป้าหมายในอาคารหรือบังเกอร์
หัวรบวางทุ่นระเบิด: สำหรับปิดกั้นเส้นทางเดินทัพจากระยะไกล
เทคโนโลยีการนำวิถีและการควบคุม
สเมิร์ชลบจุดอ่อนเรื่องความไม่แม่นยำของจรวดหลายลำกล้องด้วยการติดตั้งระบบ "ไจโรสโคป" เพื่อรักษาทิศทางในช่วงเริ่มยิง ทำงานร่วมกับระบบควบคุมการยิง "วิวารี" ที่ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาแบบเรียลไทม์ และในรุ่นล่าสุดอย่าง "ทอร์นาโด-เอส" ยังมีการใช้ระบบดาวเทียม GLONASS ที่ช่วยให้จรวดแต่ละลูกสามารถแยกย้ายไปโจมตีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้อย่างแม่นยำ
ยุทธวิธีการรบและระบบสนับสนุน
การปฏิบัติการจะทำเป็นหน่วยแบตเตอรี่ซึ่งมีรถบังคับการและรถส่งกำลังบำรุงสนับสนุน มีการใช้โดรนตรวจการณ์ (เช่น Orlan-10 หรือโดรน R90 ที่ยิงออกจากท่อยิง) เพื่อชี้เป้าและประเมินผล นอกจากนี้ยังมีรถบรรทุกกระสุนพร้อมเครนไฮดรอลิกที่ช่วยให้บรรจุจรวดใหม่ได้ภายใน 10-15 นาที
ประสบการณ์ในสมรภูมิจริงและบทบาทระดับโลก
สเมิร์ชผ่านการพิสูจน์แสนยานุภาพมาแล้วในหลายสงคราม เช่น สงครามเชชเนีย, สงครามนากอร์โน-คาราบัค และความขัดแย้งในยูเครน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและผลกระทบทางจิตวิทยาต่อทหารฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ยังเป็นอาวุธส่งออกที่สำคัญไปยังประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย แอลจีเรีย และคูเวต โดยคูเวตเลือกใช้สเมิร์ชเหนืออาวุธตะวันตกเนื่องจากความทนทานและพลังทำลายล้างที่เหนือกว่าในขณะนั้น