เศรษฐีฮ่องกงวางแผน จ่ายเงินเดือนจากมรดก ให้ลูกหลานยาวนานถึง 1,750 ปี | MONEY LAB
“รุ่น 1 สร้าง รุ่น 2 รักษา รุ่น 3 หลานทำพัง”
คำกล่าวข้างต้นนี้ เป็นสุภาษิตของจีนโบราณ เกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจครอบครัวว่า รุ่นที่ 1 เป็นรุ่นสร้างธุรกิจ รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นรุ่นลูกก็มักจะมาสานต่อกิจการในครอบครัว
แต่สุดท้ายธุรกิจครอบครัวของคนจีนมักจะจบลงที่รุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นรุ่นหลาน ที่ไม่ได้ทันเห็นรุ่นที่ 1 ใช้ความพยายามในการสร้างธุรกิจขึ้นมาจากศูนย์
ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจจะเกิดกับตระกูล Hui เจ้าของบริษัท Central Development Limited อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ ของฮ่องกงเช่นกัน
หลังจากที่ต้องสูญเสียหลานชายคนโต ที่มีความสามารถในการรับช่วงต่อกิจการ ทำให้ธุรกิจทั้งหมดตกเป็นของหลานชายคนเล็กที่มีนิสัยเพลย์บอย รักสนุก ไม่ค่อยสนใจธุรกิจ
แต่ด้วยเครื่องมือทางการเงินที่พัฒนาดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้คุณ Hui Sai Fun ผู้เป็นพ่อ สามารถวางแผนส่งต่อมรดกได้อย่างมั่นคงไปอีกอย่างน้อย 1,750 ปี
แล้วคุณ Hui Sai Fun ใช้วิธีอะไร ในการส่งต่อมรดกได้แบบไม่กลัวเงินหมดยาวนานถึงพันปีแบบนี้ ?
ยินดีต้อนรับสู่ “Old Money” ซีรีส์คอนเทนต์ที่จะทำให้คุณรู้ว่า ทำไมตระกูลที่รวยอยู่แล้ว ถึงยังส่งต่อความรวยได้เรื่อย ๆ
จุดเริ่มต้นอาณาจักรธุรกิจของตระกูล Hui เกิดจากผู้ก่อตั้งรุ่นที่ 1 คือคุณ Hui Oi Chow ซึ่งเป็นพ่อของคุณ Hui Sai Fun เห็นโอกาสในธุรกิจการค้าทางทะเล ในช่วงที่เขาเป็นแรงงานอยู่ในท่าเรือของฮ่องกง
เมื่อสะสมเงินทุนได้จำนวนหนึ่ง เขาก็กลายเป็นเจ้าของเรือขนส่งสินค้าได้ 1 ลำ ไม่นานธุรกิจของเขาก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นเจ้าของกองเรือขนส่งสินค้าทางทะเลขนาดใหญ่ และได้รับฉายาว่า ราชาแห่งกองเรือ
คุณ Hui Oi Chow ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจรุ่นที่ 1 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการถีบตัวเองจากชนชั้นแรงงาน กลายเป็นผู้สร้างอาณาจักรเรือขนส่งสินค้ารายใหญ่ของฮ่องกงได้สำเร็จ
แต่โชคร้ายที่บุตรชายคนโต และคนรองเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร ทำให้ผู้ที่จะเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวเป็นรุ่นที่ 2 ก็คือลูกชายคนเล็กอย่างคุณ Hui Sai Fun
คุณ Hui Sai Fun มีบุคลิกที่ต่างออกไปจากพ่อของเขาพอสมควร เพราะเขาชอบเก็บเนื้อเก็บตัว ใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ ไม่ค่อยปรากฏตัวออกสื่อเท่าไรนัก
แต่ถ้าเป็นเรื่องของฝีมือ และวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจ ก็ต้องบอกว่า คนคนนี้ไม่ธรรมดาเลย
เพราะเขาไม่ใช่แค่ทายาททางธุรกิจที่คิดแต่จะรักษาธุรกิจครอบครัวให้อยู่ไปเรื่อย ๆ เท่านั้น แต่ยังมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
เพราะเขามองว่าอนาคตธุรกิจการค้าทางทะเลจะซบเซาลง ขณะที่อสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงจะเป็นธุรกิจห่านทองคำ
เขาจึงตัดสินใจขายธุรกิจเรือขนส่งสินค้าทิ้ง แล้วทุ่มเงินลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ใจกลางฮ่องกง แล้วถือสินทรัพย์ในระยะยาว เพื่อเก็บกินค่าเช่าไปเรื่อย ๆ
ด้วยความที่ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก และมีพื้นที่จำกัด โครงการอสังหาริมทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนของเขาจึงสามารถขึ้นค่าเช่าได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ
แต่คำสาปประจำตระกูลก็กลับมาเล่นตลกกับตระกูล Hui อีกครั้ง เมื่อลูกชายคนโตของเขาที่มีความสามารถทางธุรกิจในระดับสูงต้องเสียชีวิตก่อนเวลาอันสมควร
การสืบทอดกิจการในรุ่นที่ 3 จึงกลายเป็นหน้าที่ของลูกชายคนที่ 2 อย่างคุณ Julian
แต่คุณ Julian กลับไม่มีความสามารถทางธุรกิจเทียบเท่ากับพี่ชาย แถมยังมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีในเรื่องชู้สาว และการชอบใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอีกด้วย
คุณ Hui Sai Fun จึงรู้สึกเป็นกังวลกับอนาคตของธุรกิจครอบครัวว่าอาจจะสิ้นสุดลงในรุ่นที่ 3 ตามสุภาษิตจีนโบราณ
เขาจึงก่อตั้ง Trust ขึ้นมา ซึ่งเป็นเหมือนกองทุนที่ช่วยเก็บรักษาความมั่งคั่งของตระกูลไว้ ภายใต้การบริหารของสถาบันการเงินที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
สำหรับใครที่ไม่รู้ว่า Trust คืออะไร ?
นึกภาพง่าย ๆ ว่า Trust เป็นเหมือนกองทุนรวม แต่กองทุนนี้บริหารเฉพาะเงินของครอบครัวเราโดยเฉพาะ
และผู้ก่อตั้ง Trust อย่างคุณ Hui Sai Fun ก็สามารถตั้งกฎเพื่อควบคุมการใช้เงินทุกอย่างในกองทุนนี้ ตั้งแต่นโยบายการลงทุน การฝากเงิน การถอนเงิน และกฎนั้นก็จะมีผลทางกฎหมายอัตโนมัติ
แต่ข้อเสียของ Trust ก็คือ คุณ Hui Sai Fun และทายาท จะไม่ใช่เจ้าของเงินที่อยู่ใน Trust ตามกฎหมายอีกต่อไป แต่เป็นเพียงผู้รับผลประโยชน์เท่านั้น
หมายความว่า คุณ Hui Sai Fun และทายาท ไม่มีสิทธิถอนเงินทั้งหมดออกจาก Trust ไปใช้จ่ายได้ง่าย ๆ อีกต่อไป แต่ยังคงสามารถรับดอกเบี้ย และผลประโยชน์อื่น ๆ ตามที่ผู้ก่อตั้ง Trust กำหนดไว้
ในกรณีของคุณ Hui Sai Fun นั้น เขากำหนดไว้ว่า Trust กองนี้จะต้องจ่ายเงินเดือนให้กับทายาทของเขาคนละ 2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงต่อเดือน หรือตกประมาณ 8 ล้านบาทต่อเดือน
และถึงแม้คุณ Hui Sai Fun จะตายไป แต่ทายาทที่ยังอยู่ก็จะไม่สามารถถอนเงินได้ตามอำเภอใจ เพราะมีผู้ที่คุมกฎเหล็กที่ผู้ก่อตั้งเขียนไว้อยู่ เรียกว่า Trustee
ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว Trustee ก็คือนักบัญชี หรือนักการเงินที่อยู่ในสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ
ทำให้นอกจากจะคอยเป็นผู้คุมกฎแล้ว Trustee ยังมีหน้าที่บริหารทรัพย์สินให้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย
พอเป็นแบบนี้แล้ว แม้ทายาทจะเป็นคนที่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายมากแค่ไหน แต่ทายาทคนนั้นจะไม่สามารถผลาญเงินที่มีอยู่ใน Trust ได้จนหมดเกลี้ยง
อีกข้อดีของการเก็บทรัพย์สินไว้ใน Trust ก็คือ แม้ทายาทของเราจะก่อหนี้ก่อสินท่วมหัวจนล้มละลาย แต่เจ้าหนี้จะไม่สามารถบังคับเอาทรัพย์สินใน Trust ไปล้างหนี้ได้
เพราะถือว่าเราสละความเป็นเจ้าของทรัพย์สินใน Trust ไปแล้ว
และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เอง เมื่อเราส่งต่อมรดกเป็น Trust มรดกเหล่านั้นก็จะไม่ถูกเก็บภาษีมรดก เพราะรัฐบาลมองว่าทรัพย์สินใน Trust ไม่ใช่ของทายาทนั่นเอง
กลับมาต่อกันที่เรื่องราวของตระกูล Hui
ก่อนที่คุณ Hui Sai Fun จะเสียชีวิตในปี 2018 ในขณะที่อายุ 97 ปี เขาได้ใส่ทรัพย์สิน ซึ่งมีทั้งหุ้นของบริษัท Central Development Limited และอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมที่ถือครอง
ลงไปในกอง Trust ของครอบครัว เป็นมูลค่ามากถึง 168,000 ล้านบาท
นั่นจึงหมายความว่า ต่อให้กอง Trust กองนี้จะทำผลตอบแทนได้ 0%
แต่ด้วยอัตราการถอนเงินที่ 8 ล้านบาทต่อเดือน ก็จะทำให้กอง Trust ของตระกูล Hui นี้ อยู่ได้นานถึง 1,750 ปี
อย่างไรก็ตาม เราก็ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าสินทรัพย์ในกอง Trust นี้ มีทั้งอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม ที่สามารถขึ้นค่าเช่าได้ รวมถึงหุ้นของบริษัท
จึงมีโอกาสน้อยมาก ๆ ที่กอง Trust นี้จะทำผลตอบแทนได้ 0% ตลอดไป
ทำให้ในทางทฤษฎีแล้ว กอง Trust นี้ จะสามารถอยู่จ่ายเงินเดือน เดือนละ 8 ล้านบาท ให้กับลูกหลานตระกูล Hui ได้ตลอดไปโดยไม่มีวันเงินหมดเลย
เรื่องการส่งต่อมรดกของตระกูล Hui นี้เอง จึงได้ให้บทเรียนกับเราว่า หากความมั่งคั่งพึ่งพาแค่คน ที่สามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยใจคอ หรืออาจจะไม่ได้เกิดมาพร้อมความสามารถในการสร้างความมั่งคั่งต่อได้
สุดท้ายความมั่งคั่งก็จะเสื่อมสลายไปพร้อมกับนิสัยใจคอของคนที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
แต่ถ้าหากเรามีระบบในการส่งต่อความมั่งคั่งที่ชัดเจน ไม่ว่าคนจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่สุดท้ายสินทรัพย์ที่เราสร้างไว้ก็จะยังคงอยู่
จนเราสามารถมั่นใจ และจากไปได้อย่างสบาย เพราะรู้ว่าสุดท้าย ความมั่งคั่งของเราจะไม่ถูกทำลาย
เพียงเพราะลูกหลาน ไม่ได้เกิดมาเป็นนักธุรกิจ หรือนักลงทุน ที่เก่งกาจเหมือนกับเรา..
#วางแผนการเงิน
#หลักวางแผนการเงิน
#OldMoney
เสดถีวางแผนจ่ายเงินเดือนลุกหลานจากมรดก1750ปี
เศรษฐีฮ่องกงวางแผน จ่ายเงินเดือนจากมรดก ให้ลูกหลานยาวนานถึง 1,750 ปี | MONEY LAB
“รุ่น 1 สร้าง รุ่น 2 รักษา รุ่น 3 หลานทำพัง”
คำกล่าวข้างต้นนี้ เป็นสุภาษิตของจีนโบราณ เกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจครอบครัวว่า รุ่นที่ 1 เป็นรุ่นสร้างธุรกิจ รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นรุ่นลูกก็มักจะมาสานต่อกิจการในครอบครัว
แต่สุดท้ายธุรกิจครอบครัวของคนจีนมักจะจบลงที่รุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นรุ่นหลาน ที่ไม่ได้ทันเห็นรุ่นที่ 1 ใช้ความพยายามในการสร้างธุรกิจขึ้นมาจากศูนย์
ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจจะเกิดกับตระกูล Hui เจ้าของบริษัท Central Development Limited อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ ของฮ่องกงเช่นกัน
หลังจากที่ต้องสูญเสียหลานชายคนโต ที่มีความสามารถในการรับช่วงต่อกิจการ ทำให้ธุรกิจทั้งหมดตกเป็นของหลานชายคนเล็กที่มีนิสัยเพลย์บอย รักสนุก ไม่ค่อยสนใจธุรกิจ
แต่ด้วยเครื่องมือทางการเงินที่พัฒนาดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้คุณ Hui Sai Fun ผู้เป็นพ่อ สามารถวางแผนส่งต่อมรดกได้อย่างมั่นคงไปอีกอย่างน้อย 1,750 ปี
แล้วคุณ Hui Sai Fun ใช้วิธีอะไร ในการส่งต่อมรดกได้แบบไม่กลัวเงินหมดยาวนานถึงพันปีแบบนี้ ?
ยินดีต้อนรับสู่ “Old Money” ซีรีส์คอนเทนต์ที่จะทำให้คุณรู้ว่า ทำไมตระกูลที่รวยอยู่แล้ว ถึงยังส่งต่อความรวยได้เรื่อย ๆ
จุดเริ่มต้นอาณาจักรธุรกิจของตระกูล Hui เกิดจากผู้ก่อตั้งรุ่นที่ 1 คือคุณ Hui Oi Chow ซึ่งเป็นพ่อของคุณ Hui Sai Fun เห็นโอกาสในธุรกิจการค้าทางทะเล ในช่วงที่เขาเป็นแรงงานอยู่ในท่าเรือของฮ่องกง
เมื่อสะสมเงินทุนได้จำนวนหนึ่ง เขาก็กลายเป็นเจ้าของเรือขนส่งสินค้าได้ 1 ลำ ไม่นานธุรกิจของเขาก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นเจ้าของกองเรือขนส่งสินค้าทางทะเลขนาดใหญ่ และได้รับฉายาว่า ราชาแห่งกองเรือ
คุณ Hui Oi Chow ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจรุ่นที่ 1 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการถีบตัวเองจากชนชั้นแรงงาน กลายเป็นผู้สร้างอาณาจักรเรือขนส่งสินค้ารายใหญ่ของฮ่องกงได้สำเร็จ
แต่โชคร้ายที่บุตรชายคนโต และคนรองเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร ทำให้ผู้ที่จะเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวเป็นรุ่นที่ 2 ก็คือลูกชายคนเล็กอย่างคุณ Hui Sai Fun
คุณ Hui Sai Fun มีบุคลิกที่ต่างออกไปจากพ่อของเขาพอสมควร เพราะเขาชอบเก็บเนื้อเก็บตัว ใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ ไม่ค่อยปรากฏตัวออกสื่อเท่าไรนัก
แต่ถ้าเป็นเรื่องของฝีมือ และวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจ ก็ต้องบอกว่า คนคนนี้ไม่ธรรมดาเลย
เพราะเขาไม่ใช่แค่ทายาททางธุรกิจที่คิดแต่จะรักษาธุรกิจครอบครัวให้อยู่ไปเรื่อย ๆ เท่านั้น แต่ยังมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
เพราะเขามองว่าอนาคตธุรกิจการค้าทางทะเลจะซบเซาลง ขณะที่อสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงจะเป็นธุรกิจห่านทองคำ
เขาจึงตัดสินใจขายธุรกิจเรือขนส่งสินค้าทิ้ง แล้วทุ่มเงินลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ใจกลางฮ่องกง แล้วถือสินทรัพย์ในระยะยาว เพื่อเก็บกินค่าเช่าไปเรื่อย ๆ
ด้วยความที่ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก และมีพื้นที่จำกัด โครงการอสังหาริมทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนของเขาจึงสามารถขึ้นค่าเช่าได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ
แต่คำสาปประจำตระกูลก็กลับมาเล่นตลกกับตระกูล Hui อีกครั้ง เมื่อลูกชายคนโตของเขาที่มีความสามารถทางธุรกิจในระดับสูงต้องเสียชีวิตก่อนเวลาอันสมควร
การสืบทอดกิจการในรุ่นที่ 3 จึงกลายเป็นหน้าที่ของลูกชายคนที่ 2 อย่างคุณ Julian
แต่คุณ Julian กลับไม่มีความสามารถทางธุรกิจเทียบเท่ากับพี่ชาย แถมยังมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีในเรื่องชู้สาว และการชอบใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอีกด้วย
คุณ Hui Sai Fun จึงรู้สึกเป็นกังวลกับอนาคตของธุรกิจครอบครัวว่าอาจจะสิ้นสุดลงในรุ่นที่ 3 ตามสุภาษิตจีนโบราณ
เขาจึงก่อตั้ง Trust ขึ้นมา ซึ่งเป็นเหมือนกองทุนที่ช่วยเก็บรักษาความมั่งคั่งของตระกูลไว้ ภายใต้การบริหารของสถาบันการเงินที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
สำหรับใครที่ไม่รู้ว่า Trust คืออะไร ?
นึกภาพง่าย ๆ ว่า Trust เป็นเหมือนกองทุนรวม แต่กองทุนนี้บริหารเฉพาะเงินของครอบครัวเราโดยเฉพาะ
และผู้ก่อตั้ง Trust อย่างคุณ Hui Sai Fun ก็สามารถตั้งกฎเพื่อควบคุมการใช้เงินทุกอย่างในกองทุนนี้ ตั้งแต่นโยบายการลงทุน การฝากเงิน การถอนเงิน และกฎนั้นก็จะมีผลทางกฎหมายอัตโนมัติ
แต่ข้อเสียของ Trust ก็คือ คุณ Hui Sai Fun และทายาท จะไม่ใช่เจ้าของเงินที่อยู่ใน Trust ตามกฎหมายอีกต่อไป แต่เป็นเพียงผู้รับผลประโยชน์เท่านั้น
หมายความว่า คุณ Hui Sai Fun และทายาท ไม่มีสิทธิถอนเงินทั้งหมดออกจาก Trust ไปใช้จ่ายได้ง่าย ๆ อีกต่อไป แต่ยังคงสามารถรับดอกเบี้ย และผลประโยชน์อื่น ๆ ตามที่ผู้ก่อตั้ง Trust กำหนดไว้
ในกรณีของคุณ Hui Sai Fun นั้น เขากำหนดไว้ว่า Trust กองนี้จะต้องจ่ายเงินเดือนให้กับทายาทของเขาคนละ 2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงต่อเดือน หรือตกประมาณ 8 ล้านบาทต่อเดือน
และถึงแม้คุณ Hui Sai Fun จะตายไป แต่ทายาทที่ยังอยู่ก็จะไม่สามารถถอนเงินได้ตามอำเภอใจ เพราะมีผู้ที่คุมกฎเหล็กที่ผู้ก่อตั้งเขียนไว้อยู่ เรียกว่า Trustee
ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว Trustee ก็คือนักบัญชี หรือนักการเงินที่อยู่ในสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ
ทำให้นอกจากจะคอยเป็นผู้คุมกฎแล้ว Trustee ยังมีหน้าที่บริหารทรัพย์สินให้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย
พอเป็นแบบนี้แล้ว แม้ทายาทจะเป็นคนที่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายมากแค่ไหน แต่ทายาทคนนั้นจะไม่สามารถผลาญเงินที่มีอยู่ใน Trust ได้จนหมดเกลี้ยง
อีกข้อดีของการเก็บทรัพย์สินไว้ใน Trust ก็คือ แม้ทายาทของเราจะก่อหนี้ก่อสินท่วมหัวจนล้มละลาย แต่เจ้าหนี้จะไม่สามารถบังคับเอาทรัพย์สินใน Trust ไปล้างหนี้ได้
เพราะถือว่าเราสละความเป็นเจ้าของทรัพย์สินใน Trust ไปแล้ว
และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เอง เมื่อเราส่งต่อมรดกเป็น Trust มรดกเหล่านั้นก็จะไม่ถูกเก็บภาษีมรดก เพราะรัฐบาลมองว่าทรัพย์สินใน Trust ไม่ใช่ของทายาทนั่นเอง
กลับมาต่อกันที่เรื่องราวของตระกูล Hui
ก่อนที่คุณ Hui Sai Fun จะเสียชีวิตในปี 2018 ในขณะที่อายุ 97 ปี เขาได้ใส่ทรัพย์สิน ซึ่งมีทั้งหุ้นของบริษัท Central Development Limited และอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมที่ถือครอง
ลงไปในกอง Trust ของครอบครัว เป็นมูลค่ามากถึง 168,000 ล้านบาท
นั่นจึงหมายความว่า ต่อให้กอง Trust กองนี้จะทำผลตอบแทนได้ 0%
แต่ด้วยอัตราการถอนเงินที่ 8 ล้านบาทต่อเดือน ก็จะทำให้กอง Trust ของตระกูล Hui นี้ อยู่ได้นานถึง 1,750 ปี
อย่างไรก็ตาม เราก็ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าสินทรัพย์ในกอง Trust นี้ มีทั้งอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม ที่สามารถขึ้นค่าเช่าได้ รวมถึงหุ้นของบริษัท
จึงมีโอกาสน้อยมาก ๆ ที่กอง Trust นี้จะทำผลตอบแทนได้ 0% ตลอดไป
ทำให้ในทางทฤษฎีแล้ว กอง Trust นี้ จะสามารถอยู่จ่ายเงินเดือน เดือนละ 8 ล้านบาท ให้กับลูกหลานตระกูล Hui ได้ตลอดไปโดยไม่มีวันเงินหมดเลย
เรื่องการส่งต่อมรดกของตระกูล Hui นี้เอง จึงได้ให้บทเรียนกับเราว่า หากความมั่งคั่งพึ่งพาแค่คน ที่สามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยใจคอ หรืออาจจะไม่ได้เกิดมาพร้อมความสามารถในการสร้างความมั่งคั่งต่อได้
สุดท้ายความมั่งคั่งก็จะเสื่อมสลายไปพร้อมกับนิสัยใจคอของคนที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
แต่ถ้าหากเรามีระบบในการส่งต่อความมั่งคั่งที่ชัดเจน ไม่ว่าคนจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่สุดท้ายสินทรัพย์ที่เราสร้างไว้ก็จะยังคงอยู่
จนเราสามารถมั่นใจ และจากไปได้อย่างสบาย เพราะรู้ว่าสุดท้าย ความมั่งคั่งของเราจะไม่ถูกทำลาย
เพียงเพราะลูกหลาน ไม่ได้เกิดมาเป็นนักธุรกิจ หรือนักลงทุน ที่เก่งกาจเหมือนกับเรา..
#วางแผนการเงิน
#หลักวางแผนการเงิน
#OldMoney