อุบัติรถบรรทุกพลิคว่ำ ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายบนเส้นทาง แต่ยังเปิดเผยให้เห็นการขนส่ง ‘เถ้าลอย’ (Fly Ash)

กระทู้ข่าว
อุบัติเหตุรถบรรทุกพลิกคว่ำบนถนนสาย 101 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายบนเส้นทางคดเคี้ยวชายแดนไทย-ลาวเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยให้เห็นการขนส่ง ‘เถ้าลอย’ (Fly Ash) หรือกากของเสียอันตรายจากการเผาไหม้ถ่านหิน จำนวนกว่า 27 ตัน ที่ไหลทะลักออกมาเป็นทางยาว

ณัฐปคัลภ์ เข็มขาว ประชาชนในตำบลบ้านปอน จังหวัดน่าน ให้ข้อมูลว่า แม้เส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่มีอุบัติเหตุรถขนส่งน้ำมันหรือสินค้าเกษตรเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นทางผ่านหลักสู่โรงไฟฟ้าหงสาใน สปป.ลาว แต่ชุมชนกลับไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่า มีการขนส่งเถ้าลอยผ่านเส้นทางนี้ตั้งแต่ตอนไหน เพราะไม่เคยได้รับข้อมูลจากภาครัฐเลย

🔴 โรงไฟฟ้าหงสา ทุนไทยเพื่อคนไทย หรือทุนไทยเพื่อใคร?

โครงการเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าหงสาเริ่มสำรวจตั้งแต่ปี 2539 และเปิดดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2558 ภายใต้สัมปทาน 25 ปี ประกอบด้วยเหมืองถ่านหินลิกไนต์แบบเปิดพื้นที่ 76 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีลักษณะเดียวกับเหมืองแม่เมาะ เพื่อป้อนเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้ากำลังผลิต 1,878 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงสร้างอำนาจและการเงินของโครงการ พบว่ามีความเชื่อมโยงกับประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

1.ระยะทางที่ใกล้จนไร้กันชน โครงการนี้ตั้งอยู่ห่างจากเวียงจันทน์กว่า 300 กิโลเมตร แต่กลับอยู่ห่างจาก ชายแดนจังหวัดน่านเพียง 30 กิโลเมตร ระยะห่างเพียงเท่านี้ ทำให้มลพิษข้ามพรมแดนเข้าสู่ไทยได้ง่าย และเร็วกว่าส่งไปถึงเมืองหลวงของลาวเสียอีก นอกจากนั้น การบุกเบิกพื้นที่ทำเหมืองยังแลกมาด้วยการต้องอพยพชุมชนเกษตรกรกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อกว่า 400 หลังคาเรือนออกจากถิ่นฐานเดิมที่เคยอยู่อาศัยมาอย่างยาวนาน

2.ทุนไทยกุมบังเหียน แม้จะเป็นทรัพยากรบนดินแดนลาว แต่สัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 80% กลับตกเป็นของสองยักษ์ใหญ่พลังงานไทยอย่าง บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) 40% และ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) 40% โดยที่รัฐบาลลาวถือหุ้นเพียง 20% เท่านั้น

3.การสนับสนุนจากภาคธนาคารไทย โครงการนี้ได้รับเงินกู้จาก 9 สถาบันการเงินชั้นนำใน ประเทศไทย จึงไม่ใช่เพียงการลงทุนของบริษัทพลังงานบางแห่ง แต่เป็นการระดมทุนครั้งใหญ่จากภาคการเงินไทย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมถ่านหินข้ามพรมแดนโดยตรง

4.ไฟฟ้าจากทุนไทยที่ผลิตเพื่อคนไทย? ภายใต้สัญญาซื้อขาย 25 ปีนี้ ไฟฟ้าส่วนใหญ่ราว 1,473 เมกะวัตต์ถูกส่งเข้าสู่ระบบของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อใช้ในประเทศไทย (กฟผ.) ขณะที่ สปป.ลาว ได้รับจัดสรรไฟฟ้าใช้ภายในประเทศเพียง 100–170 เมกะวัตต์เท่านั้น

ห่วงโซ่ธุรกิจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา ใช้ทรัพยากรและพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานการผลิตพลังงาน โดยมีการลงทุนและการสนับสนุนจากกลุ่มทุนและสถาบันการเงินของไทย ขณะที่ประเด็นผลกระทบด้านมลพิษและกากของเสีย กลับเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับชุมชนในพื้นที่ชายแดน

🔴 จากน่านถึงลำปาง ห่วงโซ่ความเสี่ยงบนเส้นทางสายมรณะ

อุบัติเหตุการขนส่งเถ้าลอยบนถนนสาย 101 ไม่ได้สิ้นสุดเพียงการกู้ซากรถ แต่สะท้อนความเสี่ยงระยะยาวต่อระบบนิเวศและสุขภาพของชุมชน เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ เตือนว่า หากการจัดเก็บเถ้าลอยที่ตกค้างไม่รัดกุม สารพิษที่หลงเหลือจะกลายเป็น ภัยเงียบที่สะสมใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น

เธอมองว่าหากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้ายังคงมีการนำเข้าเถ้าลอยอย่างต่อเนื่อง เส้นทางขนส่งผ่านพื้นที่จังหวัดน่านอาจกลายเป็น ‘เส้นทางขนส่งมลพิษ’ ขณะเดียวกัน พื้นที่ปลายทางอย่าง  ‘จังหวัดลำปาง’ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานรีไซเคิลเถ้าลอย ก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน เนื่องจากกระบวนการแปรรูปอาจก่อให้เกิดฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศจำนวนมาก

“ในช่วงที่สังคมไทยให้ความสนใจกับปัญหา PM2.5 จากภาคเกษตร แหล่งกำเนิดมลพิษจากโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมกลับมักถูกมองข้าม ทั้งที่ฝุ่นจากภาคอุตสาหกรรมอาจมีความเข้มข้นของสารพิษสูงกว่า”

อย่างไรก็ตาม แผนสำรวจโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ช่วงเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ และการเชื่อมต่อด่านชายแดนเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวเพื่อเชื่อมเครือข่ายขนส่งระหว่างประเทศสู่ ลาว และ จีน ผ่านด่านเชียงของ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 ยิ่งตอกย้ำทิศทางยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนดังกล่าว

“ตอนแรกที่ได้ยินว่าจะสร้างรถไฟ ผมก็งงว่ารัฐจะลงทุนมหาศาลเพื่อขนส่งมวลชนหรือพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ขนาดนี้จริงหรือ? แต่เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว จุดประสงค์หลักน่าจะเป็นการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนแบบเบ็ดเสร็จมากกว่า”

ณัฐปคัลภ์ตั้งคำถามต่อความคุ้มค่าของโครงการ โดยเห็นว่าเป้าหมายอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขนส่งผู้โดยสารหรือผลผลิตทางการเกษตร แต่มีแนวโน้มมุ่งรองรับระบบการค้าข้ามพรมแดนแบบครบวงจรมากกว่า

“ในขณะที่คนน่านจำนวนมากอาจจะรู้สึกภูมิใจที่จะได้มีรถไฟนั่ง แต่กลับยังไม่มีใครมองถึงผลกระทบในมิตินี้ หากสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง มันจะเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับชุมชนในการรับมือหรือลุกขึ้นต่อสู้”

อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ https://www.lannernews.com/17022569-01/

เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย
ภาพ: ณัฐปคัลภ์ เข็มขาว
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่