ก่อนที่โลกจะตกอยู่ในอุ้งมือมัจจุราชนั้น มันเคยถูกสั่นสะเทือนด้วยความตื่นตระหนกทางดิจิทัลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
สิบสี่วันก่อนหน้านี้ ในวินาทีเดียวกันทั่วทั้งโลก อุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดตั้งแต่นาฬิกาอัจฉริยะไปจนถึงจอยักษ์ในไทม์สแควร์ พลันเกิดอาการกระตุกและดับวูบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะปรากฏข้อความสีขาวนวลตาที่สว่างโร่บนพื้นหลังสีดำสนิท เป็นตัวอักษรที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังราวกับคำพิพากษาจากสวรรค์
"อีก 14 วัน มนุษย์ที่มีอายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไป จะต้องตาย"
หลังจากที่ข้อความนั้นปรากฎ โลกถูกแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างรุนแรงยิ่งกว่ายุคสงครามเย็นใดๆ ไม่ใช่ด้วยพรมแดนทางภูมิศาสตร์ แต่ด้วยพรมแดนแห่ง "ความเชื่อ"
ในซีกหนึ่งคือกลุ่มคนที่ตกอยู่ในอาการตระหนกสุดขีด (Mass Hysteria) พวกเขาเชื่อว่านี่คือคำประกาศจากพระเจ้า หรือไม่ก็สิ่งมีชีวิตทรงปัญญาจากนอกโลก ประชาชนนับล้านเบียดเสียดกันเข้าโบสถ์ มัสยิด และศาสนสถาน เพื่อบูชาหรือทำการปัดเป่า บางส่วนรีบถอนเงินสดออกมาจนระบบธนาคารแทบจะจะล้มเหลวเพียงเพื่อจะใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับปู่ย่าตายาย ในขณะที่อีกซีกหนึ่งกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและโกรธแค้น กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับทฤษฎีสมคบคิดมองว่านี่คือ 'ปฏิบัติการทางจิตวิทยา' (Psychological Operation) ครั้งใหญ่ของรัฐบาลเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาความล้มเหลว หรือไม่ก็เป็นการโฆษณาไวรัลที่ล้ำเส้นเกินขอบเขตของบริษัทเทคโนโลยีบางแห่ง
"มันเป็นไปไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์" นักวิชาการต่างถกเถียงกันตามสื่อต่าง ๆ อย่างเผ็ดร้อน "คุณจะฆ่าคนนับล้านพร้อมกันตามเกณฑ์อายุโดยไม่ใช้ระเบิดหรือกระสุนได้อย่างไร? นี่คือการตบตาไซเบอร์ครั้งมโหฬาร!"
แต่สำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ตึกเพนตากอนและทำเนียบขาว ความจริงนั้นหนาวเหน็บกว่ามาก
คามีลาจำได้ถึงการประชุมลับที่ตึงเครียดในห้องสถานการณ์ รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาประกาศสถานะเฝ้าระวังระดับสูงสุด (DEFCON) ทันทีที่ข้อความปรากฏ หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ (CISA) และ NSA ทำงานร่วมกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากซิลิคอนแวลลีย์ทุกเจ้าเพื่อพยายามแกะรอยหาที่มาของสัญญาณ แต่สิ่งที่พบกลับเป็นความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว
"เราหาทางกำจัดมันไม่ได้ครับท่าน" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิรายงานด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว "เราพยายามลบข้อความนั้นออกจากระบบเมนเฟรม พยายามปิดเซิร์ฟเวอร์หลัก แม้แต่การตัดสายเคเบิลใต้น้ำสัญญาณอินเทอร์เน็ตบางจุด แต่ทันทีที่ไฟกระพริบกลับมา ข้อความสีขาวบนพื้นดำนั้นก็ยังคงอยู่ มันไม่ได้แฝงตัวอยู่ในซอฟต์แวร์ แต่มันเหมือนว่ามันได้ 'ฝัง' ตัวเองลงในฮาร์ดแวร์ทุกชิ้นที่มีแผงวงจรประมวลผล"
รัฐบาลพยายาม 'รับมือ' ด้วยวิธีเดียวที่พวกเขาถนัด นั่นคือการควบคุมข้อมูลข่าวสารและการเตรียมพร้อมทางการแพทย์ ประธานาธิบดี จอห์น โบเดน สั่งระดมพลกองกำลังรักษาดินแดนเพื่อเตรียมจัดการความวุ่นวาย มีการสั่งจองโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ทั่วประเทศเพื่อเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเมื่อครบกำหนด 14 วัน แต่ในทางกฎหมายและจริยธรรม รัฐบาลกลับตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมือถูกโยนคำถามกลับมาว่า
"เราจะอพยพคนวัย 80 กว่าล้านคนไปที่ไหนเพื่อปกป้องพวกเขา?"
คำถามนั้นไม่มีใครตอบได้ หากจะคุ้มครองผู้สูงวัยทั้งประเทศให้ปลอดภัยอย่างแท้จริง จะต้องทำการอพยพครั้งใหญ่เพื่อให้พวกเขาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนแล้วจะต้องจัดกำลังทหารหรือตำรวจเพื่อเฝ้าระวัง ยังไม่นับหน่วยงานแพทย์ หน่วยงานสนับสนุนต่าง ๆ อีก ซึ่งการจะทำการถึงขั้นนั้นกับสิ่งที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้น มันเป็นอะไรที่ก้าวข้ามเกินขอบเขตของปฏิบัติการที่เหมาะสมในการรับมือสถานการณ์ รัฐบาลจึงทำได้เพียงออกแถลงการณ์รายวันที่ขอให้ประชาชน "อยู่ในความสงบ" และบอกว่าเป็นเพียงการก่อกวนทางไซเบอร์ ทั้งที่เบื้องหลังหน้ากากแห่งความมั่นใจนั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงได้งเร่งสร้าง 'ที่พักพิงนิรภัย' (Bunker) ที่ป้องกันรังสีและคลื่นความถี่หรืออันตรายใด ๆ ที่จะสามารถทำอันตรายบุคลากรทางการเมืองที่ตกอยู่ในความเสี่ยงนี้ แต่กลับพบในสัปดาห์ต่อมาว่า แม้แต่อุปกรณ์สื่อสารภายในบังเกอร์ที่ลึกที่สุดในภูเขาเชเยนน์ที่ควบคุมสัญญาณสื่อสารอย่างเข้มงวดที่สุด ก็ยังขึ้นข้อความสีขาวนวลตานั้นท้าทายพวกเขาอยู่ดี
พวกเขาไม่สามารถมั่นใจได้เลย ว่าที่ไหนคือที่ปลอดภัย
ไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลานั้น ความเงียบแปลกประหลาดเข้าปกคลุมวอชิงตัน ดี.ซี. การถกเถียงกันบนโลกโซเชียลเริ่มซาลง แล้วถูกแทนที่ด้วยความหวาดระแวงที่เย็นเยียบ รัฐบาลเริ่มตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถหยุดยั้ง 'สิ่งที่กำลังจะมา' ได้ด้วยงบประมาณทหารหรือเทคโนโลยีที่มีอยู่ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการนับถอยหลังไปพร้อมกับหน้าจอสีดำเหล่านั้น และรอคอยดูว่าเมื่อเข็มนาฬิกาบรรจบกัน โลกจะเผชิญกับ 'ความลวง' หรือ 'ความตาย' ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล เธอ ท่านประธานาธิบดีและเหล่าคณะรัฐบาลได้อยู่ร่วมกันในศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินนี้เพิ่อเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่จะมาถึง
แล้วมันก็เกิดขึ้นจริง และเกิดขึ้นทั่วทั้งโลก
ทั่วทั้งโลกที่มีประชากรที่มีชีวิตผ่านร้อนหนาวมาเกินกว่าแปดทศวรรษมีจำนวนราวหนึ่งร้อยห้าสิบถึงหนึ่งร้อยหกสิบล้านคน พวกเขาคือพยานหลักฐานที่ยังมีลมหายใจของศตวรรษที่ผ่านมา แม้ในวัยที่ร่างกายร่วงโรยและบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์เริ่มถอยห่างจากแสงไฟ แต่พวกเขายังคงดำรงอยู่ดุจ "รอยต่อ" สำคัญที่เชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบัน กลุ่มคนเหล่านี้กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ส่วนตัวและที่สาธารณะอย่างเงียบเชียบ บ้างนั่งพักผ่อนอยู่ในบ้านพักวัยเกษียณอันเงียบสงบ บ้างยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ที่ไม่มีภาระหน้าที่หนักหน่วง หรือบางส่วนคือปู่ย่าตายายที่เป็นเพียงผู้อาวุโสที่สุดในบ้าน ผู้คอยเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของลูกหลานด้วยสายตาที่ผ่านโลกมาเนิ่นนาน หากแต่ด้วยสภาพร่างกายอันถดถอยของพวกเขา ทำให้ในสายตาของคนรุ่นใหม่ ผู้อาวุโสเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ห้องสมุดที่มีชีวิต แต่คือ ‘ภาระทางสวัสดิการ’ ที่ขยายตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด งบประมาณมหาศาลของรัฐถูกทุ่มลงไปกับระบบบำนาญและการรักษาพยาบาลประคับประคองร่างที่ร่วงโรย ขณะที่คนหนุ่มสาวกลับต้องดิ้นรนกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงและโอกาสในการลืมตาอ้าปากที่น้อยลงเรื่อยๆ
แต่ถึงกระนั้น ในหมู่ผู้ชราที่ร่วงโรย ยังมีคนเพียงหยิบมือไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ แต่ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองลึกลับขับเคลื่อนโลก พวกเขาคือที่ปรึกษาอาวุโสในอาณาจักรการเงินแห่งวอลล์สตรีทและลอนดอน ผู้ซึ่งคำแนะนำเพียงประโยคเดียวสามารถพลิกทิศทางกระแสเงินทุนมหาศาลได้ในชั่วพริบตา คือนักวิทยาศาสตร์ชั้นครูในห้องปฏิบัติการลับผู้ถือครองสิทธิบัตรและองค์ความรู้จำเพาะที่ยังไร้ผู้สืบทอด และคือตุลาการระดับสูงผู้กุมบรรทัดฐานทางกฎหมายที่โลกต้องสยบยอม รวมไปถึงเหล่านักการเมืองและผู้ปกครองรุ่นปู่ย่าที่ยังคงกำอำนาจบริหารไว้แน่น มือที่เหี่ยวย่นเหล่านั้นยังคงชี้แนะ ขัดขวาง และลากเส้นทางเดินให้คนรุ่นหลังอย่างไม่ลดละ จนหลายครั้งมันกลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระหน่ำความขัดแย้งระหว่างวัยให้ลุกโชน ความอัดอั้นนี้แฝงตัวอยู่ในบทสนทนาลับหลังและโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยคำประชดประชันเผ็ดร้อน หลายคนมองว่ากลุ่มผู้อาวุโสเหล่านี้คือ ‘เสียงส่วนใหญ่ที่กุมชะตาอนาคต’ ของคนรุ่นน้อยที่ต้องแบกรับกรรมต่อไป พวกเขาตัดสินใจเรื่องสิ่งแวดล้อม วางนโยบายภาษี และลงมติทำสงคราม ทั้งที่รู้ดีว่าตนเองอาจไม่ได้อยู่ดูผลลัพธ์อันเลวร้ายที่ตามมา ความรู้สึกถูกเอาเปรียบสะสมจนกลายเป็นกำแพงสูงชัน เมื่อคนวัยแปดสิบกลายเป็นสัญลักษณ์ของความดื้อรั้นที่ไม่ยอมส่งมอบไม้ต่อ และเป็นการทวงถามบุญคุณที่กินไม่ได้ในยุคสมัยที่ความอยู่รอดนั้นสำคัญกว่าความกตัญญู
ทว่าเมื่อเข็มนาฬิกาเดินไปถึงวินาทีแห่งปริศนา ลมหายใจที่แผ่วเบาของคนนับร้อยล้านคนกลับดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้ร่องรอยของการขัดขืน ไม่มีการร่ำลา ไม่มีการส่งสัญญาณเตือน มีเพียงร่างกายที่อ่อนแรงลงตามธรรมชาติซึ่งตัดสินใจหยุดทำงานในเสี้ยววินาทีเดียวกันทั่วทั้งโลก ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่เข้าแทนที่การดำรงอยู่ของกลุ่มคนที่เคยเป็นรากฐานของครอบครัวและสังคม
ทันทีที่ข่าวปรากฏ เจ้าหน้าที่หนุ่มสาวบางคนสบตากันชั่วครู่ ในแววตาที่เต็มไปด้วยความตระหนกนั้นมีความรู้สึกประหลาดบางอย่างวูบผ่าน ความรู้สึกผิดที่ลึกซึ้งทว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกที่เคยหนักอึ้งและอุดตันด้วยระเบียบเก่า กำลังถูก ‘ทำความสะอาด’ จนโล่งว่างอย่างรุนแรง ความน่ารำคาญที่เคยบ่นพึมพำถึงการจ่ายภาษีเพื่อเลี้ยงดูคนรุ่นก่อนหายไปในวินาทีเดียว แต่มันถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัวกว่า
คามีลา แอร์ริส มองเห็นรอยร้าวนี้ในแววตาของทีมงานวัยหนุ่มสาวของเธอ เธอรู้ดีว่าหลายคนในห้องนี้เคยแอบคิดถึงโลกที่ไม่มีคนรุ่นเก่าคอยขวางทาง แต่เมื่อโลกนั้นมาถึงจริงๆ ในรูปแบบของหายนะทางชีวภาพที่เงียบกริบ ความสะใจที่เคยจินตนาการไว้กลับกลายเป็นความหนาวสั่น พวกเขาเพิ่งตระหนักว่า แม้ปู่ย่าตายายจะเคยเป็นภาระที่น่ารำคาญเพียงใด แต่เมื่อไม่มี ‘การชักนำ’ รุ่นสุดท้ายนี้อีกต่อไป พวกเขาเองนั่นแหละที่ต้องเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่ในโลกที่ไม่มีใครคอยเตือนภัยอีกแล้ว
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการพังทลายของลำดับอาวุโสและความสับสนที่ไม่มีใครคาดคิด โลกตกอยู่ในสภาวะสูญญากาศทางจิตวิญญาณและระเบียบเดิมที่เคยยึดถือมานานหลายทศวรรษ เมื่อตำแหน่งสูงสุดในผังองค์กรระดับโลกนับพันแห่งว่างลงพร้อมกันโดยไม่มีการถ่ายโอนอำนาจ ทรัพย์สินมหาศาลที่ถูกถือครองโดยผู้ทรงคุณวุฒิรุ่นเก่าตกอยู่ในสภาวะชะงักงันทางกฎหมายในชั่วข้ามคืน ท่ามกลางความตื่นตระหนกนั้น คามีลายืนนิ่งอยู่หน้าจอภาพขนาดใหญ่ที่แสดงแถบรายงานการเสียชีวิตที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จนระบบวิเคราะห์ข้อมูลเริ่มแสดงผลผิดพลาด เธอฟังรายงานสรุปจากหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ด้วยสีหน้าที่พยายามซ่อนความตระหนก
"มันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขครับท่านประธานาธิบดี" เสียงรายงานนั้นสั่นพร่า "แต่มันคือการหายไปของ 'ชั้นความรับผิดชอบ' ที่อยู่บนสุดของโลก รายงานจากทุกเมืองใหญ่แจ้งตรงกันว่า ผู้อาวุโสที่เป็นหัวหลักของตระกูล ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และผู้มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายในโครงสร้างสังคมส่วนใหญ่ พวกเขาจากไปพร้อมกันหมด เราไม่ได้สูญเสียแค่คนกลุ่มหนึ่ง แต่เราสูญเสีย 'ผู้ใหญ่' ของเราไปทั้งหมดในครั้งเดียว"
คามีลาหลับตาลง ข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาบอกเธอว่าโลกที่เธอต้องรับช่วงต่อในวินาทีนี้คือโครงสร้างที่เพิ่งจะสูญเสียส่วนยอดที่คอยค้ำยันน้ำหนักมาโดยตลอด ความเงียบที่ปกคลุมวอชิงตัน ดี.ซี. ในเวลานี้ ไม่ใช่ความเงียบของสันติภาพ แต่เป็นความเงียบของการสูญเสียรากเหง้าที่เชื่อมโยงคนรุ่นปัจจุบันไว้กับอดีต
"ตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัด" เธอสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ดิฉันต้องการทราบว่าในบรรดาคนนับร้อยล้านที่มีอายุถึงเกณฑ์นั้น มีใครที่รอดพ้นจากเหตุการณ์นี้บ้างไหม แม้แต่คนเดียวก็ยังดี"
เธอกวาดสายตามองไปที่เจ้าหน้าที่ในห้อง ทุกคนมองมาที่เธอด้วยสายตาที่โหยหาคำตอบในโลกที่ไม่มี "ผู้ใหญ่" ให้คำปรึกษาอีกต่อไป คามิลารู้ดีว่าภาระหน้าที่ของเธอไม่ใช่แค่การบริหารประเทศ แต่มันคือการพยายามพยุงสังคมที่เพิ่งจะสูญเสีย” ผู้ปกครอง” ให้ยืนหยัดต่อไปได้ ท่ามกลางความสับสนที่กำลังขยายตัวออกไปอย่างไร้ทิศทาง
The Messages บทที่ 1 คามีลา แอร์ริส 60 ปี (1) (การเมือง/Scifi)
สิบสี่วันก่อนหน้านี้ ในวินาทีเดียวกันทั่วทั้งโลก อุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดตั้งแต่นาฬิกาอัจฉริยะไปจนถึงจอยักษ์ในไทม์สแควร์ พลันเกิดอาการกระตุกและดับวูบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะปรากฏข้อความสีขาวนวลตาที่สว่างโร่บนพื้นหลังสีดำสนิท เป็นตัวอักษรที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังราวกับคำพิพากษาจากสวรรค์
"อีก 14 วัน มนุษย์ที่มีอายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไป จะต้องตาย"
หลังจากที่ข้อความนั้นปรากฎ โลกถูกแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างรุนแรงยิ่งกว่ายุคสงครามเย็นใดๆ ไม่ใช่ด้วยพรมแดนทางภูมิศาสตร์ แต่ด้วยพรมแดนแห่ง "ความเชื่อ"
ในซีกหนึ่งคือกลุ่มคนที่ตกอยู่ในอาการตระหนกสุดขีด (Mass Hysteria) พวกเขาเชื่อว่านี่คือคำประกาศจากพระเจ้า หรือไม่ก็สิ่งมีชีวิตทรงปัญญาจากนอกโลก ประชาชนนับล้านเบียดเสียดกันเข้าโบสถ์ มัสยิด และศาสนสถาน เพื่อบูชาหรือทำการปัดเป่า บางส่วนรีบถอนเงินสดออกมาจนระบบธนาคารแทบจะจะล้มเหลวเพียงเพื่อจะใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับปู่ย่าตายาย ในขณะที่อีกซีกหนึ่งกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและโกรธแค้น กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับทฤษฎีสมคบคิดมองว่านี่คือ 'ปฏิบัติการทางจิตวิทยา' (Psychological Operation) ครั้งใหญ่ของรัฐบาลเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาความล้มเหลว หรือไม่ก็เป็นการโฆษณาไวรัลที่ล้ำเส้นเกินขอบเขตของบริษัทเทคโนโลยีบางแห่ง
"มันเป็นไปไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์" นักวิชาการต่างถกเถียงกันตามสื่อต่าง ๆ อย่างเผ็ดร้อน "คุณจะฆ่าคนนับล้านพร้อมกันตามเกณฑ์อายุโดยไม่ใช้ระเบิดหรือกระสุนได้อย่างไร? นี่คือการตบตาไซเบอร์ครั้งมโหฬาร!"
แต่สำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ตึกเพนตากอนและทำเนียบขาว ความจริงนั้นหนาวเหน็บกว่ามาก
คามีลาจำได้ถึงการประชุมลับที่ตึงเครียดในห้องสถานการณ์ รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาประกาศสถานะเฝ้าระวังระดับสูงสุด (DEFCON) ทันทีที่ข้อความปรากฏ หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ (CISA) และ NSA ทำงานร่วมกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากซิลิคอนแวลลีย์ทุกเจ้าเพื่อพยายามแกะรอยหาที่มาของสัญญาณ แต่สิ่งที่พบกลับเป็นความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว
"เราหาทางกำจัดมันไม่ได้ครับท่าน" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิรายงานด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว "เราพยายามลบข้อความนั้นออกจากระบบเมนเฟรม พยายามปิดเซิร์ฟเวอร์หลัก แม้แต่การตัดสายเคเบิลใต้น้ำสัญญาณอินเทอร์เน็ตบางจุด แต่ทันทีที่ไฟกระพริบกลับมา ข้อความสีขาวบนพื้นดำนั้นก็ยังคงอยู่ มันไม่ได้แฝงตัวอยู่ในซอฟต์แวร์ แต่มันเหมือนว่ามันได้ 'ฝัง' ตัวเองลงในฮาร์ดแวร์ทุกชิ้นที่มีแผงวงจรประมวลผล"
รัฐบาลพยายาม 'รับมือ' ด้วยวิธีเดียวที่พวกเขาถนัด นั่นคือการควบคุมข้อมูลข่าวสารและการเตรียมพร้อมทางการแพทย์ ประธานาธิบดี จอห์น โบเดน สั่งระดมพลกองกำลังรักษาดินแดนเพื่อเตรียมจัดการความวุ่นวาย มีการสั่งจองโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ทั่วประเทศเพื่อเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเมื่อครบกำหนด 14 วัน แต่ในทางกฎหมายและจริยธรรม รัฐบาลกลับตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมือถูกโยนคำถามกลับมาว่า
"เราจะอพยพคนวัย 80 กว่าล้านคนไปที่ไหนเพื่อปกป้องพวกเขา?"
คำถามนั้นไม่มีใครตอบได้ หากจะคุ้มครองผู้สูงวัยทั้งประเทศให้ปลอดภัยอย่างแท้จริง จะต้องทำการอพยพครั้งใหญ่เพื่อให้พวกเขาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนแล้วจะต้องจัดกำลังทหารหรือตำรวจเพื่อเฝ้าระวัง ยังไม่นับหน่วยงานแพทย์ หน่วยงานสนับสนุนต่าง ๆ อีก ซึ่งการจะทำการถึงขั้นนั้นกับสิ่งที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้น มันเป็นอะไรที่ก้าวข้ามเกินขอบเขตของปฏิบัติการที่เหมาะสมในการรับมือสถานการณ์ รัฐบาลจึงทำได้เพียงออกแถลงการณ์รายวันที่ขอให้ประชาชน "อยู่ในความสงบ" และบอกว่าเป็นเพียงการก่อกวนทางไซเบอร์ ทั้งที่เบื้องหลังหน้ากากแห่งความมั่นใจนั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงได้งเร่งสร้าง 'ที่พักพิงนิรภัย' (Bunker) ที่ป้องกันรังสีและคลื่นความถี่หรืออันตรายใด ๆ ที่จะสามารถทำอันตรายบุคลากรทางการเมืองที่ตกอยู่ในความเสี่ยงนี้ แต่กลับพบในสัปดาห์ต่อมาว่า แม้แต่อุปกรณ์สื่อสารภายในบังเกอร์ที่ลึกที่สุดในภูเขาเชเยนน์ที่ควบคุมสัญญาณสื่อสารอย่างเข้มงวดที่สุด ก็ยังขึ้นข้อความสีขาวนวลตานั้นท้าทายพวกเขาอยู่ดี
พวกเขาไม่สามารถมั่นใจได้เลย ว่าที่ไหนคือที่ปลอดภัย
ไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลานั้น ความเงียบแปลกประหลาดเข้าปกคลุมวอชิงตัน ดี.ซี. การถกเถียงกันบนโลกโซเชียลเริ่มซาลง แล้วถูกแทนที่ด้วยความหวาดระแวงที่เย็นเยียบ รัฐบาลเริ่มตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถหยุดยั้ง 'สิ่งที่กำลังจะมา' ได้ด้วยงบประมาณทหารหรือเทคโนโลยีที่มีอยู่ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการนับถอยหลังไปพร้อมกับหน้าจอสีดำเหล่านั้น และรอคอยดูว่าเมื่อเข็มนาฬิกาบรรจบกัน โลกจะเผชิญกับ 'ความลวง' หรือ 'ความตาย' ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล เธอ ท่านประธานาธิบดีและเหล่าคณะรัฐบาลได้อยู่ร่วมกันในศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินนี้เพิ่อเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่จะมาถึง
แล้วมันก็เกิดขึ้นจริง และเกิดขึ้นทั่วทั้งโลก
ทั่วทั้งโลกที่มีประชากรที่มีชีวิตผ่านร้อนหนาวมาเกินกว่าแปดทศวรรษมีจำนวนราวหนึ่งร้อยห้าสิบถึงหนึ่งร้อยหกสิบล้านคน พวกเขาคือพยานหลักฐานที่ยังมีลมหายใจของศตวรรษที่ผ่านมา แม้ในวัยที่ร่างกายร่วงโรยและบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์เริ่มถอยห่างจากแสงไฟ แต่พวกเขายังคงดำรงอยู่ดุจ "รอยต่อ" สำคัญที่เชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบัน กลุ่มคนเหล่านี้กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ส่วนตัวและที่สาธารณะอย่างเงียบเชียบ บ้างนั่งพักผ่อนอยู่ในบ้านพักวัยเกษียณอันเงียบสงบ บ้างยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ที่ไม่มีภาระหน้าที่หนักหน่วง หรือบางส่วนคือปู่ย่าตายายที่เป็นเพียงผู้อาวุโสที่สุดในบ้าน ผู้คอยเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของลูกหลานด้วยสายตาที่ผ่านโลกมาเนิ่นนาน หากแต่ด้วยสภาพร่างกายอันถดถอยของพวกเขา ทำให้ในสายตาของคนรุ่นใหม่ ผู้อาวุโสเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ห้องสมุดที่มีชีวิต แต่คือ ‘ภาระทางสวัสดิการ’ ที่ขยายตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด งบประมาณมหาศาลของรัฐถูกทุ่มลงไปกับระบบบำนาญและการรักษาพยาบาลประคับประคองร่างที่ร่วงโรย ขณะที่คนหนุ่มสาวกลับต้องดิ้นรนกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงและโอกาสในการลืมตาอ้าปากที่น้อยลงเรื่อยๆ
แต่ถึงกระนั้น ในหมู่ผู้ชราที่ร่วงโรย ยังมีคนเพียงหยิบมือไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ แต่ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองลึกลับขับเคลื่อนโลก พวกเขาคือที่ปรึกษาอาวุโสในอาณาจักรการเงินแห่งวอลล์สตรีทและลอนดอน ผู้ซึ่งคำแนะนำเพียงประโยคเดียวสามารถพลิกทิศทางกระแสเงินทุนมหาศาลได้ในชั่วพริบตา คือนักวิทยาศาสตร์ชั้นครูในห้องปฏิบัติการลับผู้ถือครองสิทธิบัตรและองค์ความรู้จำเพาะที่ยังไร้ผู้สืบทอด และคือตุลาการระดับสูงผู้กุมบรรทัดฐานทางกฎหมายที่โลกต้องสยบยอม รวมไปถึงเหล่านักการเมืองและผู้ปกครองรุ่นปู่ย่าที่ยังคงกำอำนาจบริหารไว้แน่น มือที่เหี่ยวย่นเหล่านั้นยังคงชี้แนะ ขัดขวาง และลากเส้นทางเดินให้คนรุ่นหลังอย่างไม่ลดละ จนหลายครั้งมันกลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระหน่ำความขัดแย้งระหว่างวัยให้ลุกโชน ความอัดอั้นนี้แฝงตัวอยู่ในบทสนทนาลับหลังและโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยคำประชดประชันเผ็ดร้อน หลายคนมองว่ากลุ่มผู้อาวุโสเหล่านี้คือ ‘เสียงส่วนใหญ่ที่กุมชะตาอนาคต’ ของคนรุ่นน้อยที่ต้องแบกรับกรรมต่อไป พวกเขาตัดสินใจเรื่องสิ่งแวดล้อม วางนโยบายภาษี และลงมติทำสงคราม ทั้งที่รู้ดีว่าตนเองอาจไม่ได้อยู่ดูผลลัพธ์อันเลวร้ายที่ตามมา ความรู้สึกถูกเอาเปรียบสะสมจนกลายเป็นกำแพงสูงชัน เมื่อคนวัยแปดสิบกลายเป็นสัญลักษณ์ของความดื้อรั้นที่ไม่ยอมส่งมอบไม้ต่อ และเป็นการทวงถามบุญคุณที่กินไม่ได้ในยุคสมัยที่ความอยู่รอดนั้นสำคัญกว่าความกตัญญู
ทว่าเมื่อเข็มนาฬิกาเดินไปถึงวินาทีแห่งปริศนา ลมหายใจที่แผ่วเบาของคนนับร้อยล้านคนกลับดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้ร่องรอยของการขัดขืน ไม่มีการร่ำลา ไม่มีการส่งสัญญาณเตือน มีเพียงร่างกายที่อ่อนแรงลงตามธรรมชาติซึ่งตัดสินใจหยุดทำงานในเสี้ยววินาทีเดียวกันทั่วทั้งโลก ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่เข้าแทนที่การดำรงอยู่ของกลุ่มคนที่เคยเป็นรากฐานของครอบครัวและสังคม
ทันทีที่ข่าวปรากฏ เจ้าหน้าที่หนุ่มสาวบางคนสบตากันชั่วครู่ ในแววตาที่เต็มไปด้วยความตระหนกนั้นมีความรู้สึกประหลาดบางอย่างวูบผ่าน ความรู้สึกผิดที่ลึกซึ้งทว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกที่เคยหนักอึ้งและอุดตันด้วยระเบียบเก่า กำลังถูก ‘ทำความสะอาด’ จนโล่งว่างอย่างรุนแรง ความน่ารำคาญที่เคยบ่นพึมพำถึงการจ่ายภาษีเพื่อเลี้ยงดูคนรุ่นก่อนหายไปในวินาทีเดียว แต่มันถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัวกว่า
คามีลา แอร์ริส มองเห็นรอยร้าวนี้ในแววตาของทีมงานวัยหนุ่มสาวของเธอ เธอรู้ดีว่าหลายคนในห้องนี้เคยแอบคิดถึงโลกที่ไม่มีคนรุ่นเก่าคอยขวางทาง แต่เมื่อโลกนั้นมาถึงจริงๆ ในรูปแบบของหายนะทางชีวภาพที่เงียบกริบ ความสะใจที่เคยจินตนาการไว้กลับกลายเป็นความหนาวสั่น พวกเขาเพิ่งตระหนักว่า แม้ปู่ย่าตายายจะเคยเป็นภาระที่น่ารำคาญเพียงใด แต่เมื่อไม่มี ‘การชักนำ’ รุ่นสุดท้ายนี้อีกต่อไป พวกเขาเองนั่นแหละที่ต้องเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่ในโลกที่ไม่มีใครคอยเตือนภัยอีกแล้ว
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการพังทลายของลำดับอาวุโสและความสับสนที่ไม่มีใครคาดคิด โลกตกอยู่ในสภาวะสูญญากาศทางจิตวิญญาณและระเบียบเดิมที่เคยยึดถือมานานหลายทศวรรษ เมื่อตำแหน่งสูงสุดในผังองค์กรระดับโลกนับพันแห่งว่างลงพร้อมกันโดยไม่มีการถ่ายโอนอำนาจ ทรัพย์สินมหาศาลที่ถูกถือครองโดยผู้ทรงคุณวุฒิรุ่นเก่าตกอยู่ในสภาวะชะงักงันทางกฎหมายในชั่วข้ามคืน ท่ามกลางความตื่นตระหนกนั้น คามีลายืนนิ่งอยู่หน้าจอภาพขนาดใหญ่ที่แสดงแถบรายงานการเสียชีวิตที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จนระบบวิเคราะห์ข้อมูลเริ่มแสดงผลผิดพลาด เธอฟังรายงานสรุปจากหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ด้วยสีหน้าที่พยายามซ่อนความตระหนก
"มันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขครับท่านประธานาธิบดี" เสียงรายงานนั้นสั่นพร่า "แต่มันคือการหายไปของ 'ชั้นความรับผิดชอบ' ที่อยู่บนสุดของโลก รายงานจากทุกเมืองใหญ่แจ้งตรงกันว่า ผู้อาวุโสที่เป็นหัวหลักของตระกูล ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และผู้มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายในโครงสร้างสังคมส่วนใหญ่ พวกเขาจากไปพร้อมกันหมด เราไม่ได้สูญเสียแค่คนกลุ่มหนึ่ง แต่เราสูญเสีย 'ผู้ใหญ่' ของเราไปทั้งหมดในครั้งเดียว"
คามีลาหลับตาลง ข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาบอกเธอว่าโลกที่เธอต้องรับช่วงต่อในวินาทีนี้คือโครงสร้างที่เพิ่งจะสูญเสียส่วนยอดที่คอยค้ำยันน้ำหนักมาโดยตลอด ความเงียบที่ปกคลุมวอชิงตัน ดี.ซี. ในเวลานี้ ไม่ใช่ความเงียบของสันติภาพ แต่เป็นความเงียบของการสูญเสียรากเหง้าที่เชื่อมโยงคนรุ่นปัจจุบันไว้กับอดีต
"ตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัด" เธอสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ดิฉันต้องการทราบว่าในบรรดาคนนับร้อยล้านที่มีอายุถึงเกณฑ์นั้น มีใครที่รอดพ้นจากเหตุการณ์นี้บ้างไหม แม้แต่คนเดียวก็ยังดี"
เธอกวาดสายตามองไปที่เจ้าหน้าที่ในห้อง ทุกคนมองมาที่เธอด้วยสายตาที่โหยหาคำตอบในโลกที่ไม่มี "ผู้ใหญ่" ให้คำปรึกษาอีกต่อไป คามิลารู้ดีว่าภาระหน้าที่ของเธอไม่ใช่แค่การบริหารประเทศ แต่มันคือการพยายามพยุงสังคมที่เพิ่งจะสูญเสีย” ผู้ปกครอง” ให้ยืนหยัดต่อไปได้ ท่ามกลางความสับสนที่กำลังขยายตัวออกไปอย่างไร้ทิศทาง