รื่นรมย์ในงาน...เบิกบานในชีวิต

งานต้องสัมฤทธิ์...ชีวิตต้องรื่นรมย์
คนต้องสําราญ...งานต้องสําเร็จ
งานต้องได้ผล...คนต้องเป็นสุข
รื่นรมย์ในงาน...เบิกบานในชีวิต

เคยสังเกตบ้างไหมว่า ทําไมหลายปีมานี้ คําว่า “กูรู “สปา” “โยคะ” “สมาธิ” และ “สุขภาพ” จึงได้รับความนิยม สูงมาก ปัจจุบันคําเหล่านี้กลายเป็นคําที่ถูกใช้ทับศัพท์กันจนเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทย แท้ที่จริงชุดถ้อยคํา ที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนอิงอยู่กับบริบททางศาสนาและภูมิปัญญาตะวันออก

การที่โลกสนใจพุทธศาสนาและภูมิปัญญาตะวันออก คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า โลกกําลังเต็มไปด้วยความทุกข์ มากด้วยปัญหา คุกรุ่นด้วยวิกฤตการณ์ ชาวโลกจึงมุ่งแสวงหา ทางออก เมื่อมองหาในตะวันตกไม่พบ ภูมิปัญญาจากตะวันออกจึงเป็นคําตอบสุดท้าย

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 สตีฟ จอบส์ เป็น โรคมะเร็งในตับอ่อนชนิดที่เรียกว่า “เนื้องอกในเซลล์ที่ผลิตอินซูลินอันส่งผลต่อระบบประสาทที่ควบคุมการทํางานของ ร่างกาย’ (islet cell neuroendocrine tumor) ซึ่งเป็น เนื้องอกที่ไม่ต้องการเคมีบําบัดหรือรังสีบําบัดแต่อย่างใด พบได้น้อยมากในโลก เขาแถลงข่าวลาออกเพื่อไปรักษาตัว ก่อนจะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับนวัตกรรมไอแพดและไอโฟน 4 ซึ่งสร้างยอดขายถล่มทลาย

จากนั้นทําเนียบขาวได้แพร่ภาพการประชุมสุดยอดด้านเทคโนโลยีที่รัฐแคลิฟอร์เนีย นําทีมโดยนายบารัค โอบามา ผู้นําสหรัฐฯ และบรรดายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ของสหรัฐฯ อาทิ สตีฟ จอบส์ ซีอีโอแอปเปิล มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ดิค คอสโทโร ซีอีโอแห่งทวิตเตอร์ ฯลฯ เพื่อสยบข่าวลือว่าจอบส์กําลังป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย

เนื่องจากผู้นําสหรัฐฯ รู้ดีว่าจอบส์มีความสําคัญต่อ ระบบเศรษฐกิจของอเมริกาและของโลกมาก การเผยแพร่ ภาพดังกล่าวจึงเป็นเสมือนการยืนยันว่า สุดยอดผู้สร้าง นวัตกรรมของโลกยังอยู่กับเรา หลังจากวันนั้นหุ้นต่างๆ ก็ ดีดตัวพุ่งขึ้นทั่วโลกตามปกติ
นี่คือบุคคลตัวเล็กๆ ที่คนทั่วโลกมองว่าเขาเกิดมา เพื่อเปลี่ยนแปลงโลก โดยหารู้ไม่ว่าตอนนี้เขาก็ถูก “โรค เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาอยู่เช่นกัน หลังจากทราบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็ง จอบส์ก็ตั้งคําถามกับตัวเองว่า เขาผิดพลาดตรงไหน

จนกระทั่งได้พบคําตอบ ตั้งแต่นั้นมา เขาก็เริ่มเปลี่ยนตัวเองทันที ทุกๆวัน เขาจะตื่นนอนขึ้นมาพร้อมกับบอกตัวเองว่า“วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เหลืออยู่ในชีวิตของเขา”ก่อนจะเข้านอนไปพร้อมกับบอกตัวเองว่า “การนอนครั้งนี้คือการนอนครั้งสุดท้ายในค่ำคืนนี้

แต่สิ่งที่ปฏิวัติชีวิตของเขาที่สุดน่าจะเป็นประโยคที่ว่า“คนที่รู้ตัวว่าความตายกําลังจ่อคอหอยอยู่ ไม่มีทางเหลวไหลไร้สาระ ทุกวันของผมคือวันที่ดีที่สุด”

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 3 ประโยคนี้คือแนวคิดทางพุทธ เขากลายเป็นชาวพุทธโดยไม่ต้องประกาศตัวเลย ณ นาทีนี้ เราได้พรีเซ็นเตอร์ระดับโลกมาแล้วคนหนึ่ง คนที่เจริญ มรณาสติตลอดเวลา ทุกครั้งที่เขาให้สัมภาษณ์ คนจะถามว่า “ทําไมนวัตกรรมที่คุณคิดขึ้นนับวันยิ่งเล็กลงทุกที เขาบอกว่า “ผมมี 2 คําตอบ

หนึ่ง เซนพุทธลิซึม ผมชอบพุทธศาสนานิกายเซนมาก เซนสอนให้ผมทําอะไร เรียบง่าย ยิ่งเรียบง่าย ยิ่งงดงาม ยิ่งเรียบง่าย ยิ่งเข้าใกล้ ความสุข และนั่นคือ นวัตกรรมแอปเปิ้ล ยิ่งเล็กยิ่งบอบบาง แต่ยิ่งทรงพลังในการตอบสนองต่อเพื่อนมนุษย์ของผม นั่นคืออิทธิพลของเซน

สอง สิ่งที่มีคุณูปการต่อผมก็คือ ผมเจริญมรณสติ ทําให้รู้ว่าผมไม่มีเวลาสําหรับทําเรื่อง เหลวไหล เพราะชีวิตผมนั้น เพชฌฆาตฎีกาแล้วว่าคงอยู่ ไม่นาน ดังนั้น สมองก้อนนี้จึงต้องรังสรรค์แต่สิ่งที่ดีที่สุด”

วิธีคิดนี้ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากพุทธศาสนา แต่อาจจะช้าเกินไปสำหรับ “จอบส์” เสียแล้ว จึงทำให้เขาเป็นบุคคลที่สำเร็จในงาน แต่ไม่สำราญในคน ท่ามกลางชีวิตที่มากด้วยความเร่ง ความเร็ว และความเลว (ของคุณภาพชีวิต) พุทธศาสนาเสนอทางออกเอาไว้ว่า เราไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานมาบวชกันเสียทั้งหมด เราเพียงแต่แสวงหา“สมดุล” หรือ “ทางสายกลาง”ให้พบ คำตอบก็จะอยู่ตรงนั้น
ทางสายกลางที่จะทำให้คนรุ่นใหม่มีชีวิตที่รื่นรมย์มีการงานที่ประสบความสำเร็จ ก็คือ เราจะต้องพยายามสร้างสมดุลงาน สมดุลชีวิตให้เกิดขึ้นให้ได้ สูตรของสมดุลงาน สมดุลชีวิต ก็คือ

การทำงานประสานกับคุณภาพของชีวิต = ผลสัมฤทธิ์ของทางสายกลาง

(งาน + คุณภาพชีวิต = ทางสายกลาง สมดุลงานสมดุลชีวิต)

ทางสายกลางสำหรับคนทำงานนั้น ผู้เขียนขอเขียนเป็นวลีให้จำง่ายๆ ว่า

งานต้องสัมฤทธิ์...ชีวิตต้องรื่นรมย์
คนต้องสำราญ...งานต้องสำเร็จ
งานต้องได้ผล...คนต้องเป็นสุข
รื่นรมย์ในงาน...เบิกบานในชีวิต

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า การทำงานประสานกับคุณภาพชีวิต เป็นผลสัมฤทธิ์ของทางสายกลาง ใครชอบวลีไหนก็จำไปใช้ก็แล้วกัน

การวัดผลว่าเราพบสมดุลในชีวิตหรือยัง อาจดูจากใบหน้าของตัวเองก็ได้ หากทำงานไป งานสัมฤทธิ์ แต่ชีวิตรันทด หรืองานรุ่งโรจน์โชติธนา แต่หน้าตาดูท่าจะร่วงโรยและม้วยมรณ์ อย่างนี้แสดงว่าชีวิตยังไม่สมดุล แต่หากทำงานไปหน้ายิ่งเด็กลง สดชื่น สดใส แสดงว่าเราค้นพบทางสายกลางแล้ว

เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยให้การทำงานลิดรอนคุณภาพชีวิตของเราไปจนหลงลืมคำว่า “ความสุข” สูญเสียแววตาทอประกายวิสัยทัศน์ยาวไกล และความมุ่งมั่นเต็มร้อยที่เคยมีเมื่อเริ่มสมัครงาน ละทิ้งบุคลิกภาพสดชื่น เบิกบานแจ่มใส ที่ประทับใจคนทั้งโลก

ทุกวันนี้ คนในเมืองใหญ่ทั่วโลกป่วยด้วยโรคอารยธรรม คือ มีเงินมหาศาล แต่ไม่มีสังขารจะใช้เงิน น่าเสียดายมาก มีเงินมาก แต่ไม่มีเวลาใช้เงิน มีตำแหน่งงานสูง แต่คุณภาพชีวิตย่ำแย่ลงไปทุกที สมัยก่อนเป็นลูกน้องเขาเคยไปรับส่งลูก แต่พอเป็นหัวหน้าต้องให้คนอื่นไปรับส่งแทน

ลูกศิษย์ของผู้เขียนคนหนึ่ง พาลูกไปหานักจิตวิทยา เพราะครูที่โรงเรียนบอกว่าเด็กมีปัญหา ทั้งๆ ที่พ่อก็เป็นหมอแม่ก็เป็นหมอ แต่ลูกตัวเองมีปัญหารักษาไม่ได้ ต้องไปอาศัยนักจิตวิทยา ผลปรากฏว่า เพราะพ่อแม่แทบไม่เคยกอดลูกเลย มัวแต่ยุ่งกับงาน ต้องจ้างคนอื่นมาเลี้ยงลูกแทน เวลาลูกร้องไห้ก็โยนเงินให้ สุดท้ายเงินก็ไม่ได้ช่วยให้ลูกอบอุ่นขึ้น

ถึงเวลาหรือยังที่เราทั้งหลายจะกลับมาดูแลความเป็นมนุษย์ของตัวเอง หรืออยากจะทำงานไปจนกลายเป็นหุ่นยนต์ ร้ายกว่านั้น ก็เป็นเหมือนกรณี สตีฟ จอบส์ ที่รื่นรมย์ในงาน แต่กลับไม่เบิกบานในชีวิต...ผู้เขียนอยากให้ลองไตร่ตรองดู...
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่