ต้องขอเท้าความก่อนค่ะ เราเป็นผู้ใช้ช่วยเครื่องฟังและเรียนหลักสูตรอังกฤษอยู่แล้ว เราจึงถือว่ามีความเข้าใจในภาษาอังกฤษระดับหนึ่ง แต่อันเนื่องจากข้อจํากัดปัญหาทางการพูดและการฟัง เวลาดูหนังซี่รี่ยสารคดี จึงมักต้องใช้ซับอังกฤษเป็นส่วนมาก เราจึงไม่ค่อยมั่นใจในการพูดกับฟังมาตลอด และลึกๆเรารู้ตัวว่าเราจะพัฒนาทักษะการพูดและฟังแบบกระโดดจากตอนนี้ในระยะเวลาอันสั้นนี้ไม่ได้ เราจึงตัดทิ้งส่วนนี้ไปเลย และใช้เวลาส่วนมากไปกับการฝึกเขียน อ่าน ทําข้อสอบ reading ทุกวัน writing อาทิตย์ละครั้ง ทําไปเรื่อยๆจนครบสองเดือนแล้วเดินเข้าห้องสอบเลย
เราเลือกสอบศูนย์ IDP เพราะมี service ที่นอกเหนือนี้ต่างจากการสอบทั่วไปสําหรับคนบกพร่องการได้ยิน คือสามารถให้ฟังสองรอบใน listening test ได้ เราเลยสมัครโดยตรงกับทางศูนย์ไป วิธีการก็คือส่งอีเมล์ไป ยื่นหลักฐานทางแพทย์ และควรบอกว่าเราต้องการความช่วยเลือกในด้านไหนบ้าง หลังจากนั้นต้องรอหนึ่งเดือนจึงจะสามารถจองคิวสอบได้ ระหว่างนั้นเขาจะส่ง request ของเราไปให้ศูนย์หลักพิจารณาและอนุมัติคําขอ
เราเรียนขอความช่วยเหลือในด้าน listening มีสามข้อ การขออนุญาตเอาเครื่องช่วยฟังเข้าห้องสอบ , ฟังสองรอบ , และการอ่านปาก ตามข้อ service ที่หน้าเว็บไซต์ได้ระบุ และเขาก็ได้ตอบกลับอีเมลในราวๆสองอาทิตย์ต่อมา เขาอนุมัติทุกคําขอของเรายกเว้นการอ่านปาก เพราะ ณ ตอนนั้น ยังไม่มีศูนย์ไหนในไทยที่มีการรับรองมอบ service การอ่านให้ฟัง
LISTENING: ตอนเช้าในวันสอบ เขาจะเรียกชื่อเรา แยกเราจากคนอื่นแล้วไปรอหน้าห้องนึง พอเข้าไปปุ๊ป ห้องนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงและลําโพงข้างๆ เรานั้งตรงข้ามเขาแล้วเขาจะยื่นข้อสอบ paper มาให้ (กรณีขอฟังสองรอบ เขาจะให้ทําแบบกระดาษเท่านั้น เพื่อเอื้อความสะดวกในการฟังผ่านลําโพง) เจ้าหน้าที่ยิ้มๆดูอบอุ่น
listening มี four section เขาจะให้เราฟังหนึ่ง section ก่อนหยุดสักประมาณสิบวินาทีแล้วฟังอีกรอบในsection เดิมแล้วหยุด เขาจะให้เวลาเรา fill in answer ก่อนไปยัง section ต่อไป ทําแบบนี้เหมือนเดิมไปเรื่อยๆจนครบ ใช้เวลาการทําไปชั่วโมงกว่าๆนานกว่าที่คนปกติทําเสร็จในสี่สิบนาทีซะอีก
SPEAKING: ก็นึกสภาพคนเข้าใจทุกคําถาม แต่สมองโล่งแบบโล่งงงง555555 เราโชคดีตรงที่ว่าเจอ examiner สำเนียงอเมริกา แล้วออกเสียงชัดมากกกกกก ฟังออกทุกคําไม่ต้องขอให้เขาพูดซํ้าสองเลย เกิดคาดกว่าตอนที่ซ้อมพูดกับคลิปอีก มันอยู่ที่ตัวเราเองค่ะ55555 section 1 เขาจะถามทั่วไปๆ ชื่ออะไรืมีเพื่อนไหม ชอบทําอะไรกับเพื่อน ชอบไอติมรสอะไร นู่นนี่นั้น จริงๆเราว่าบางข้อเราว่าไม่จําเป็นต้องตอบตามความเป็นจริงก็ได้ อย่างเขาถามว่ามีเพื่อนไหม ซึ่งในชีวิตจริงเราแทบจะเหงาโดดเดี่ยวในโรงเรียนอยู่แล้ว เพื่อนนี้ไม่ต้องพูดถึง แต่เราก็ตอบว่า yes, I have. Most of them are from my school. เพราะเรารู้ว่า examiner จะต้อง expand ต่อจากคําตอบที่เราพูดไว้แน่ๆ รวมกับเรานึกคำศัพท์มาตอบว่าทําไมเราไม่มีเพื่อนไม่ได้ ง่ายๆก็คือเราต้องเน้นบทสนทนาให้ smooth and flow ไม่เน้นข้อเท็จจริง แล้วเขาถามต่อไปว่า คบมากี่ปีแล้ว เราก็มโนไป ตอบยาวๆไว้ก่อน
section 3 เขาจะถามต่อจาก section 2 ที่เราได้พูดไป จํา promot เป็ะๆไม่ได้ แต่จําได้ว่าในมาในหมวดหมู่ popular ซึ่งจะเป็น key words ในถามเราต่อไปๆ คําถามมันจะลึกขึ้น academic มากขึ้น แต่เราว่าเราดูตอบไม่ฉลาดซะเท่าไหร่55555
และแล้วสองอาทิตย์หลังจากการสอบ ผลก็มาแล้ว ได้ IELTS 6 มาอ้อมกอดในหัวใจแล้วค่า พอที่จะยื่นเกณฑ์ขั้นตํ่าบางคณะบางมหาลัย ได้อยู่
(สอบครั้งแรก)
READING: 7.5
WRITING: 6
ขอไม่บอก band Listening & Speaking นะคะ อายจัง5555555 reading & writing ช่วยดึงคะแนนให้ออกมาดูดีได้(ไม่)นิดนึง
เรารู้ว่า IELTS 6 ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลิศ แต่เราภูมิใจกับมันมากๆนะคะ ในฐานะคนที่มีข้อจํากัด การต้องออกจาก comfort zone แล้วยอมรับจุดอ่อนที่เป็นปมด้อยมาทั้งชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เราวิตกกังวลร้องไห้ทุกวันก่อนสอบ เพราะนึกว่าจะได้ตํ่ากว่า 5 แล้วเข้ามหาลัยที่ไหนไม่ได้ ค่าสอบมันก็แพงไม่ใช่เล่นแล้วเราก็ไม่อยากสิ้นเปลืองไปกับพวกนี้หลายรอบๆด้วยค่ะ แต่ท้ายสุดแล้วเราว่าจะเอาใหม่ค่ะ เอาให้มันได้ดีกว่าเดิมรอบหน้า เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กําลังเตรียมสอบ ielts อยู่นะคะ🩷🩷
IELTS สําหรับคนใช้เครื่องช่วยหูฟัง
เราเลือกสอบศูนย์ IDP เพราะมี service ที่นอกเหนือนี้ต่างจากการสอบทั่วไปสําหรับคนบกพร่องการได้ยิน คือสามารถให้ฟังสองรอบใน listening test ได้ เราเลยสมัครโดยตรงกับทางศูนย์ไป วิธีการก็คือส่งอีเมล์ไป ยื่นหลักฐานทางแพทย์ และควรบอกว่าเราต้องการความช่วยเลือกในด้านไหนบ้าง หลังจากนั้นต้องรอหนึ่งเดือนจึงจะสามารถจองคิวสอบได้ ระหว่างนั้นเขาจะส่ง request ของเราไปให้ศูนย์หลักพิจารณาและอนุมัติคําขอ
เราเรียนขอความช่วยเหลือในด้าน listening มีสามข้อ การขออนุญาตเอาเครื่องช่วยฟังเข้าห้องสอบ , ฟังสองรอบ , และการอ่านปาก ตามข้อ service ที่หน้าเว็บไซต์ได้ระบุ และเขาก็ได้ตอบกลับอีเมลในราวๆสองอาทิตย์ต่อมา เขาอนุมัติทุกคําขอของเรายกเว้นการอ่านปาก เพราะ ณ ตอนนั้น ยังไม่มีศูนย์ไหนในไทยที่มีการรับรองมอบ service การอ่านให้ฟัง
LISTENING: ตอนเช้าในวันสอบ เขาจะเรียกชื่อเรา แยกเราจากคนอื่นแล้วไปรอหน้าห้องนึง พอเข้าไปปุ๊ป ห้องนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงและลําโพงข้างๆ เรานั้งตรงข้ามเขาแล้วเขาจะยื่นข้อสอบ paper มาให้ (กรณีขอฟังสองรอบ เขาจะให้ทําแบบกระดาษเท่านั้น เพื่อเอื้อความสะดวกในการฟังผ่านลําโพง) เจ้าหน้าที่ยิ้มๆดูอบอุ่น
listening มี four section เขาจะให้เราฟังหนึ่ง section ก่อนหยุดสักประมาณสิบวินาทีแล้วฟังอีกรอบในsection เดิมแล้วหยุด เขาจะให้เวลาเรา fill in answer ก่อนไปยัง section ต่อไป ทําแบบนี้เหมือนเดิมไปเรื่อยๆจนครบ ใช้เวลาการทําไปชั่วโมงกว่าๆนานกว่าที่คนปกติทําเสร็จในสี่สิบนาทีซะอีก
SPEAKING: ก็นึกสภาพคนเข้าใจทุกคําถาม แต่สมองโล่งแบบโล่งงงง555555 เราโชคดีตรงที่ว่าเจอ examiner สำเนียงอเมริกา แล้วออกเสียงชัดมากกกกกก ฟังออกทุกคําไม่ต้องขอให้เขาพูดซํ้าสองเลย เกิดคาดกว่าตอนที่ซ้อมพูดกับคลิปอีก มันอยู่ที่ตัวเราเองค่ะ55555 section 1 เขาจะถามทั่วไปๆ ชื่ออะไรืมีเพื่อนไหม ชอบทําอะไรกับเพื่อน ชอบไอติมรสอะไร นู่นนี่นั้น จริงๆเราว่าบางข้อเราว่าไม่จําเป็นต้องตอบตามความเป็นจริงก็ได้ อย่างเขาถามว่ามีเพื่อนไหม ซึ่งในชีวิตจริงเราแทบจะเหงาโดดเดี่ยวในโรงเรียนอยู่แล้ว เพื่อนนี้ไม่ต้องพูดถึง แต่เราก็ตอบว่า yes, I have. Most of them are from my school. เพราะเรารู้ว่า examiner จะต้อง expand ต่อจากคําตอบที่เราพูดไว้แน่ๆ รวมกับเรานึกคำศัพท์มาตอบว่าทําไมเราไม่มีเพื่อนไม่ได้ ง่ายๆก็คือเราต้องเน้นบทสนทนาให้ smooth and flow ไม่เน้นข้อเท็จจริง แล้วเขาถามต่อไปว่า คบมากี่ปีแล้ว เราก็มโนไป ตอบยาวๆไว้ก่อน
section 3 เขาจะถามต่อจาก section 2 ที่เราได้พูดไป จํา promot เป็ะๆไม่ได้ แต่จําได้ว่าในมาในหมวดหมู่ popular ซึ่งจะเป็น key words ในถามเราต่อไปๆ คําถามมันจะลึกขึ้น academic มากขึ้น แต่เราว่าเราดูตอบไม่ฉลาดซะเท่าไหร่55555
และแล้วสองอาทิตย์หลังจากการสอบ ผลก็มาแล้ว ได้ IELTS 6 มาอ้อมกอดในหัวใจแล้วค่า พอที่จะยื่นเกณฑ์ขั้นตํ่าบางคณะบางมหาลัย ได้อยู่
(สอบครั้งแรก)
READING: 7.5
WRITING: 6
ขอไม่บอก band Listening & Speaking นะคะ อายจัง5555555 reading & writing ช่วยดึงคะแนนให้ออกมาดูดีได้(ไม่)นิดนึง
เรารู้ว่า IELTS 6 ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลิศ แต่เราภูมิใจกับมันมากๆนะคะ ในฐานะคนที่มีข้อจํากัด การต้องออกจาก comfort zone แล้วยอมรับจุดอ่อนที่เป็นปมด้อยมาทั้งชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เราวิตกกังวลร้องไห้ทุกวันก่อนสอบ เพราะนึกว่าจะได้ตํ่ากว่า 5 แล้วเข้ามหาลัยที่ไหนไม่ได้ ค่าสอบมันก็แพงไม่ใช่เล่นแล้วเราก็ไม่อยากสิ้นเปลืองไปกับพวกนี้หลายรอบๆด้วยค่ะ แต่ท้ายสุดแล้วเราว่าจะเอาใหม่ค่ะ เอาให้มันได้ดีกว่าเดิมรอบหน้า เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กําลังเตรียมสอบ ielts อยู่นะคะ🩷🩷