ให้คิดว่าทุกคนสําคัญที่สุด

คนทุกคนมีดีหมด เพียงแต่เราจะค้นพบสิ่งดีๆ เหล่านั้น จากคนที่อยู่กับเราหรือเปล่า เมื่อเลิกคิดว่าตัวเองสําคัญที่สุด ไม่หลงตนเองว่าเรา เป็นศูนย์กลางของโลกแล้ว เคล็ดลับข้อถัดมาก็คือ ให้คิดว่า ทุกคนสําคัญที่สุด เหมือนกับนิ้วทั้งห้าที่สําคัญเท่ากันหมด ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะใช้มันทําอะไร

หมอชีวกโกมารภัจจ์ บิดาแห่งการแพทย์แผน
ตะวันออก ระหว่างที่ท่านร่ําเรียนวิชาแพทยศาสตร์มากว่า 7 ปี ท่านเกิดอาการเซ็งชีวิตมาก เพราะเรียนอย่างไรก็ ไม่จบเสียที วันหนึ่งจึงไปขอลาออกกับอาจารย์

“เธอจะลาออกก็ได้ แต่ครูอยากให้เธอไปทําวิจัย มาก่อนว่า ในรัศมี 16 กิโลเมตรรอบมหาวิทยาลัยนี้มีต้นไม้ ใบหญ้าชนิดไหนเอามาปรุงเป็นตัวยาไม่ได้ หมอชีวกหายไปหนึ่งเดือน ก่อนจะกลับมามือเปล่า และบอกอาจารย์ว่า “อาจารย์ครับ ต้นไม้ใบหญ้าทุกชนิด ไม่มีชนิดไหนที่ไม่มีสรรพคุณทางยาเลย”

เพื่อนในชั้นเรียนได้ยินดังนั้น พากันหัวเราะเสียง ดังลั่น แต่อาจารย์กลับเดินเข้ามาตบไหล่เบาๆ แล้วบอกว่า “เธอเรียนจบแล้ว”

คิดดูสิ ต้นไม้ใบหญ้าทุกชนิดยังมีสรรพคุณเป็นตัวยา ได้หมด นับประสาอะไรกับคน คนทุกคนมีดีหมด เพียงแต่เราจะค้นพบสิ่งดีๆ เหล่านั้นจากคนที่อยู่กับเราหรือเปล่า ยกตัวอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อัจฉริยะของโลก ใครจะเชื่อว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกอาจารย์เชิญออกจากโรงเรียน ข้อหาที่โง่กว่าเพื่อนๆ สอนอะไรไปก็ไม่รู้เรื่อง และชอบถาม คําถามที่อาจารย์ตอบไม่ได้ หรือ โทมัส อัลวา เอดิสัน เด็กน้อยที่ครูเคยตราหน้าว่าเป็นเด็กมีปัญหาทางสมอง แต่ สุดท้ายเขาก็กลายเป็นผู้คิดค้นดวงอาทิตย์ดวงที่สองให้แก่โลก

คนทุกคนมีดีอยู่ในตัวหมด สําคัญที่ว่าคนที่อยู่ใกล้ๆ จะเห็นหรือไม่ ฉะนั้น หน้าที่ของคนทํางานที่ดี คือ การ ค้นหา “ดี” ของคนที่มาอยู่กับเราให้พบ เช่น นาย ก. เก่งทําข่าว แต่เอาเขาไปอ่านข่าว นอกจากจะเสียเวลา งานก็คงไม่ราบรื่น ฝีมือดีๆ ที่เขาเคยมีพาลจะหายหมด
_____________________

การทํางานเป็นทีม

สิ่งสําคัญในการทํางานเป็นทีมนั้น อันดับแรกคือ ต้องเลิกเป็นโรคริษยาเสียก่อน

การทํางานเป็นทีมนี้ ฝรั่งเขาชอบ ต่างจากคนไทยที่ ทํางานเป็นทีมเมื่อไหร่ มักมีปัญหาเสมอ เหตุผลหนึ่งเพราะ คนไทยส่วนใหญ่ยังติดกับกิเลสข้อ “ริษยา” อยู่มาก เห็น คนอื่นได้ดีไม่ค่อยได้ ทั้งที่ในแง่เทคนิคแล้ว คนไทยเก่งกัน ทุกคน แต่พอให้ทํางานเป็นทีมเมื่อไร ฟังทุกที ประสานงานกันไม่ค่อยติด

พระพุทธเจ้าเคยตรัสเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันว่า ใน สถานการณ์ปกติให้อยู่กันด้วยความเมตตา ในสถานการณ์ที่เขาลําบากให้กรุณา ในสถานการณ์ที่เขาก้าวหน้ารุ่งเรืองให้คอยมุทิตา คือ พลอยยินดี แต่คนไทยแทนที่จะมุทิตา กลับไปริษยาแทน

ซึ่งผลของความโกรธเกลียดริษยานั้น เป็นเหมือนไฟที่เผาตัวเองอยู่ตลอด ขณะที่คนอื่นเขากําลังก้าวไปข้างหน้า คนที่อิจฉาริษยานั้นกลับเผาตัวเองอยู่กับที่

สิ่งสําคัญในการทํางานเป็นทีมนั้น อันดับแรกคือ ต้องเลิกเป็นโรคริษยาเสียก่อน เห็นลูกน้องเก่งมีศักยภาพ ที่จะเป็นแม่ทัพนายกองได้ ให้รีบสนับสนุน อย่ามัวแต่ริษยา แล้วฉุดแม่ทัพให้เป็นคนปลูกผักกาด เจอคนเก่งๆ ต้องเอา มาใช้ให้เป็น

ในต่างประเทศนั้น เขามีองค์กรที่เรียกว่า Head Hunter ซึ่งทําหน้าที่เสาะแสวงหาคนเก่งๆ ระดับมืออาชีพ ให้มาร่วมงานในองค์กรใหญ่ คัดกันแต่หัวกะทิ ค้นหาพญาอินทรีมาทํางานด้วย แต่ในเมืองไทยนั้น พญาอินทรีทํางานร่วมกันไม่ค่อยได้ ต้องบินเดี่ยว บินใครบินมัน ปัญหาของคนไทยนั้นไม่ใช่ เพราะเราไม่มีคนเก่ง แต่การที่เราจะเอาคนเก่งมาทํางาน ร่วมกันอย่างราบรื่นนั้นเป็นเรื่องยาก

ในทางจิตวิทยาเชื่อว่า มนุษย์ชื่นชมตนเองมากกว่าคนทั้งโลก อับราฮัม ลิงคอล์น (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับการยกย่อง ว่าเป็นนักบริหารคนมือฉกาจ เขาเป็นบุคคลที่มีความจําชื่อคนได้ดีคนหนึ่ง โดยเฉพาะชื่อของลูกเต้าเมียขวัญของ ผู้ใต้บังคับบัญชา รวมถึงเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน แม้เป็นเพียงคนเล็กๆ ที่ไม่มียศศักดิ์ตําแหน่งใดๆ

นี่เองที่ทําให้เขาชนะใจลูกน้อง และชื่อเขายังติดอันดับ ประธานาธิบดีที่คนอเมริกันรักมากที่สุดคนหนึ่ง

นอกจากนี้คําว่า “เตือนกันได้” ในการทํางานเป็นทีม ยังเป็นสิ่งสําคัญมาก ในวัฒนธรรมพุทธ ทุกๆ วันออกพรรษา จะมีวันเตือนกัน คือ วันมหาปวารณา ซึ่งวันนั้นพระทุกรูป เตือนกันได้ โดยไม่มีการโกรธหรือโมโหกัน

ถ้าองค์กรไหนอนุญาตให้นําวัฒนธรรมเตือนกันนี้ไปใช้ ปีหนึ่งจัดประชุมกันสักครั้ง และผู้บริหารเปิดให้ลูกน้องทําประชาพิจารณ์ พูดถึงเจ้านายได้ทุกแง่ภายใต้ความจริงใจและความรัก โดย ไม่โกรธไม่โมโหอย่างที่พระทํา รับรองว่าองค์กรนั้นรุ่งเรือง
เพราะการเตือนกันถือเป็นการชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของกัน และกัน รวมถึงจุดอ่อนขององค์กรด้วย

_________________


อย่าทํางานเพื่อให้เสร็จ แต่ทํางานเพื่อให้สําเร็จ

ทุกสิ่งที่เราทํา สุดท้ายมันจะกลายเป็นอนุสาวรีย์ ซึ่งจะดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับตัวเรา

ทํางานเพื่อให้เสร็จ กับ ทําให้สําเร็จ นั้นไม่เหมือนกัน “เสร็จ” คือ เสร็จสิ้นตามเวลาที่กําหนด แต่ “สําเร็จ” คือ ทํางานที่ได้รับมอบหมายมาให้สําเร็จเรียบร้อยด้วยการ ทําจากจิตใจ

ดังเช่น เฮนรี เดวิด ทอโร (Henry David Thoreau) นักคิดนักเขียนเสรีนิยมก้าวหน้าและนักธรรมชาตินิยมที่มี อิทธิพลต่อความคิดของชาวอเมริกันอย่างมาก ทั้งชีวิตเขาเขียนหนังสือไม่กี่เล่ม ผลงานที่เขาเขียนเพียงไม่กี่เล่มนี้เองสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศสหรัฐอเมริกาให้มีการเลิกทาส

ชีวิตของเขากลายเป็นตํานาน ผู้คนขนานนามให้เขาว่า “ฤาษีแห่งสหรัฐอเมริกา” จนก่อเกิดตํานานฤๅษีไปทั่วโลก หนังสือทุกเล่มกลายเป็นหลักสูตรปริญญาตรี โท เอก ทาง วรรณกรรมไปทั่วโลกตราบจนถึงทุกวันนี้

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะผลงานของเขาทุกเล่มเขียนด้วย จิตด้วยใจ เรียกว่า ทํางานสําเร็จแล้วยังเพิ่มคุณภาพเข้าไป ด้วย คือ ทําแล้วอุทิศกายใจ พลังสมองลงไปในงานทุกชิ้นเสมือนการแกะสลักความคิดให้กลายเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง และนี่เองที่ทําให้เขาได้งานชิ้นเยี่ยมตอบแทน

มันไม่สําคัญหรอกว่าเราจะทํางานมามากแค่ไหน หากงานนั้นไม่ได้ทําให้ตัวเองพัฒนา หรือไม่ได้ทําให้องค์กร พัฒนา ต่อให้ทํางานมากแค่ไหนก็เหนื่อยเปล่า สู้ทํางาน น้อยๆ แต่สําเร็จลุล่วงและมีคุณภาพจะดีกว่า เพราะฉะนั้น อย่าทํางานสักแต่ว่าให้เสร็จ ต้องทํางานให้สําเร็จด้วย เพราะงานนั้นคือ

1. งานคือเงาของสติปัญญา กล่าวคือ ข้างในของ มันก็จะแสดงออกมาทางผลงานเท่านั้น
เรามีเท่าไร

2. งานคือเวทีแสดงออกซึ่งศักยภาพ ผลงาน จะเป็นตัวประกาศศักยภาพของคนทํางานได้เป็นอย่างดี

3. งานที่ดีคืออนุสาวรีย์ชีวิต เราต้องถือว่างาน ทุกชิ้นของเราคืออนุสาวรีย์ชีวิต แม้ตัวจะตาย แต่ผลงานยังคงอยู่

เช่นเดียวกับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เจ้าของ นามปากกา ศรีบูรพา ไม่ว่าจะผ่านมานานกี่ปี ผลงาน ของเขาก็ยังเป็นที่ต้องการของผู้อ่าน และมีการวิพากษ์ วิจารณ์อยู่จนถึงทุกวันนี้

เพราะฉะนั้น จงจําไว้ว่า ทุกสิ่งที่เราทํา สุดท้าย มันจะกลายเป็นอนุสาวรีย์ ซึ่งจะดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับตัว เราหากทํางานแค่ให้เสร็จไปวัน ๆ อนุสาวรีย์ของเราจะเป็นอย่างไร คงเดากันออก

________________
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่