คนรุ่น GEN Y และ GEN Z ซึ่งส่วนมีแนวโน้มจะโหวตให้พรรคประชาชนมากกว่า พรรคการเมืองอื่น ๆ ว่าทำไม คนกลุ่มนี้ถึงมีแนวโน้มจะโหวตให้ พรรคสังคมนิยมมากกว่า แล้วทำไมแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อประชากรกลุ่มนี้ในไทยจึงมีพื้นฐานแนวคิดแบบฝ่ายซ้าย ทั้งทาง เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม
.
[ ประชากรกลุ่ม GEN Y และ GEN Z ในไทย ในฐานะฐานเสียงของ“ฝ่ายซ้าย” ]
.
ในปัจจุบันนั้นเราจะเห็นได้ว่า กลลุ่มประชากร ที่มีแนวโน้มจะเป็นเป็นฐานเสียงหลักให้กับพรรคที่มีแนวคิดสังคมนิยม อย่าง พรรคประชาชน นั้นคือ กลุ่มคนที่เรียกกันว่า คนรุ่น GEN Y (คนที่เกิดประมาณปี 1981–1996) และ GEN Z (คนที่เกิดประมาณปี 1997–2012) ซึ่งมักมีสัดส่วนในการโหวตให้พรรคประชาชนมากกว่า กลุ่มคนรุ่นอื่น ๆ เช่น คนรุ่น “Baby Boomers (คนที่เกิดประมาณปี 1946–1964) และ คนรุ่น GEN X (คนที่เกิดในประมาณปี 1965–1980)อย่างมีนัยสำคัญ โดย ผลสำรวจของ Nation Poll ที่ถูกรายงานโดยสื่อกระแสหลัก พบว่ากลุ่มอายุ 18–25 ปี และ 26–35 ปี มีสัดส่วนสูงในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล (ซึ่งเป็นฐานทางการเมืองเดิมของพรรคประชาชนในปัจจุบัน) เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุที่มากกว่า นอกจากนี้ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ของหน่วยเลือกตั้งบางประเภท เช่น หน่วยในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งวัย 18–22 ปีจำนวนมาก ก็พบว่าพรรคก้าวไกล (ซึ่งต่อมาเป็น“พรรคประชาชน”ในปัจจุบัน) ก็ได้รับคะแนนนำอย่างโดดเด่นในหน่วยลักษณะดังกล่าว
.
ในเชิงโครงสร้างประชากร จากข้อมูลก่อนการเลือกตั้งปี 2566 ระบุว่ากลุ่ม “New Voter” หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18–22 ปี มีจำนวนกว่า 4 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 7–8% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ขณะที่ประชากร Gen Z ในภาพรวมมีจำนวนมากกว่า 6 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าน้ำหนักของคนรุ่นใหม่ในระบบเลือกตั้งไทยมีนัยสำคัญทางการเมือง และเมื่อประกอบกับแนวโน้มเชิงแบบสำรวจที่แสดงการสนับสนุนพรรคแนวก้าวหน้าหรือสังคมนิยม ในกลุ่มอายุ 18–35 ปี จึงสามารถกล่าวได้ว่า คนรุ่น Gen Y และ Gen Z มีแนวโน้มบทบาทเจะป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาชน
สาเหตุที่ กลุ่ม GEN Y และ GEN Z นั้นมีแนวโน้มทางการเมือง ที่จะสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย นั้นเกิดขึ้นจากแรงจูงใจทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม อันเป็นเงื่อนไขที่แตกต่างจากบริบทของคนรุ่น “Baby Boomers” และ “GEN X” ในประเทศไทย ซึ่งเราสามารถจำแนกปัจจัยต่าง ๆ นั้นออกมาเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้
(ข้อ 1) โครงสร้างเศรษฐกิจ กดทับมาตรฐานชีวิตของ คนรุ่น GEN Y และ GEN Z
คนรุ่น GEN Y และ GEN Z นั้นกลายเป็นฝ่ายซ้าย ไม่ใช่เพราะ ขาดความสามารถ ขี้เกียจ หรือ ต้องการจะ พึ่งพารัฐ เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเพราะพวกเขาเติบโตมาในช่วงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่เหมือนกันกับคนรุ่นพ่อและแม่เนื่องจากในช่วงเวลาที่ คนรุ่นก่อนหน้า โดยเฉพาะ Baby Boomers และส่วนหนึ่งของ Gen X เข้าสู่วัยทำงานนั้น ในช่วงเวลาดั่งกล่าว เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวรวดเร็ว อัตราการเติบโตสูง ราคาที่อยู่อาศัยภายในเมืองยังไม่ถ่างจากรายได้มากนัก และการสะสมทรัพย์สินสามารถทำได้ในระยะเวลาสั้นกว่า ในทางตรงกันข้ามเมื่อเทียบกันกับ คนรุ่น Gen Y และ Gen Z จำนวนมาก นั้นกลับเริ่มต้นชีวิตการทำงานในบริบทที่แตกต่างกันมาก พวกเขาต้องเผชิญกับค่าครองชีพสูงขึ้นเร็วกว่าค่าจ้าง ราคาที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่พุ่งสูงเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ย และตลาดแรงงานมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ทั้งในประเทศและจากแรงกดดันเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเราสามารถแยกปัจจัยทางเศรษฐกิจออกกเป็นข้อ ๆ ได้ดั่งนี้
* อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลงอย่างชัดเจน หากในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ประเทศไทยเคยมีอัตราการเติบโตของ GDP สูงเฉลี่ยราว 8–10% ต่อปี แต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 อัตราการเติบโตระยะยาวลดลงมาอยู่ในช่วงประมาณ 3–4% และในบางช่วงหลังปี 2557 ต่ำกว่านั้น การเติบโตที่ชะลอลงส่งผลโดยตรงต่อโอกาสการเลื่อนชนชั้นของแรงงานรุ่นใหม่
* ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงปี 2565–2566 ระบุว่า หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 85–90% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในระดับรายได้ใกล้เคียงกัน โครงสร้างหนี้ดังกล่าวกดทับความสามารถในการออมและการสะสมทรัพย์สินของคนวัยทำงานรุ่นใหม่
* ราคาที่อยู่อาศัยในเขตเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่ารายได้เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าจ้างเริ่มต้นของบัณฑิตใหม่ในหลายสาขายังอยู่ในช่วงประมาณ 15,000–20,000 บาทต่อเดือน ทำให้การเข้าถึงกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยกลายเป็นเรื่องยากกว่าในยุคของคนรุ่นก่อนที่ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ขยายตัวในอัตราเดียวกับปัจจุบัน
* ตลาดแรงงานมีการแข่งขันสูงขึ้นจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การจ้างงานรูปแบบไม่ประจำ (gig economy) และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ความมั่นคงในการทำงานลดลงเมื่อเทียบกับอดีต
(ข้อ 2) การเชื่อมโยงประสบการณ์การเมือง เข้ากับวิถีชีวิตของกลุ่มประชากร Gen Y และ Gen Z
.
นอกจากกลุ่มประชากร Gen Y และ Gen Z จะเติบโตภายใต้บริบททางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวแล้ว พวกเขายังเติบโต ภายใต้บริบททางการเมืองของไทยที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งที่สูง การเปลี่ยนรัฐบาล และความไม่มีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม คนรุ่น Baby Boomers และส่วนหนึ่งของ Gen X นั้นถึงแม้จะประสบกกับสถานการณ์การ์ความไม่มั่นคงทางการเมืองเช่นเดียวกัน แต่อย่างน้อยพวกเขานั้นก็ได้รับการชดเชยด้วยความมั่นคงทางเศรษฐกิจแทน กล่าวคือ พวกเขาเติบโตในยุคที่เศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็ว โอกาสในการสะสมทรัพย์สินเปิดกว้าง และการเลื่อนสถานะทางสังคมยังเป็นไปได้ในเชิงประสบการณ์จริง
.
ในทางกลับกัน คนรุ่น Gen Y และ Gen Z ไม่ได้มีประสบการณ์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจแบบเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพสูงขึ้น และโอกาสการสะสมทรัพย์สินลดลง ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจจึงถูกเชื่อมโยงกับเรื่องราวการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และฝ่ายซ้ายซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ได้เปรียบในเชิงวาทกรรมที่สุดก็เข้ามารับช่วงต่อในการสร้างกรอบการเมืองให้กับคนรุ่น Gen Y และ Gen Z ที่ผิดหวังจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย
.
ในจุดนี้ ฝ่ายซ้าย ได้เข้ามาอธิบายกรอบ และสร้างวาทกรรมว่า การที่ คนรุ่น Gen Y และ Gen Z ถูกกดทับทางเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นจาก โครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีระบบสวัสดิการและการกระจายทรัพยากร ฉะนั้นถ้าหาก คนรุ่น Gen Y และ Gen Z ต้องการจะยกระดับมาตรฐานชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น พวกเขาจะต้องเข้าร่วมการต่อสู้ทางการเมืองกับฝ่ายซ้าย โดยวาทกรรมนี้กลายเป็นกรอบทางความคิดของ คนรุ่น Gen Y และ Gen Z ในการต่อสู้ทางการเมือง โดยที่ไม่มีวาทกรรมใด ๆ ของฝ่ายขวาจะขึ้นมาโต้แย้งหรือแย้งชิงพื้นที่การนำทางความคิดจากฝ่ายซ้ายเลย
(ข้อ 3)การเปลี่ยนแปลงของค่านิยมทางความคิดในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z
ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่เราจะไม่สามารถพูดได้เลย คือ การเปลี่ยนแปลงของ ค่านิยมทางความคิดในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z เนื่องจากประชากรกลุ่ม Gen Y และ Gen Z เติบโตขึ้นมาในวัฒนธรรมแบบดิจิทัล พวกเขาเสพสื่อในลักษณะที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน เพราะในขณะที่คนรุ่นก่อนนั้นเสพสื่อกระแสหลักแบบทาง (โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ) คนรุ่นใหม่เสพข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ และเครือข่ายสังคมที่เปิดโอกาสให้พวกเขาเป็นทั้ง “ผู้รับสาร” และ “ผู้ผลิตสาร” ในเวลาเดียวกัน
วิธีการการรับรู้สื่อแบบใหม่นี้ส่งผลต่อวิธีคิดทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ประการแรก การเข้าถึงข้อมูลจำนวนมากจากหลากหลายแหล่ง ทำให้คนรุ่นใหม่คุ้นชินกับการตั้งคำถามต่ออำนาจและโครงสร้างเดิม ประการที่สอง อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มดิจิทัลมักจะกีดกันประเด็นที่ค่อนข้างจะมีความสุ่มเสี่ยงในการจะสร้างความเกลียดชังและเลือกปฏิบัติ(ซึ่งส่วนใหญ่เนื้อหาที่กีดกันมักเกี่ยวกับแนวคิดฝ่ายขวา ที่มักถูกตีความว่าสร้างความเกลียดชัง) มันจึงทำให้พื้นทีสื่อนั้นกลายเป็นพื้นที่ขับเน้นสิ่งที่แพลตฟอร์มเหล่านั้นเห็นว่าปลอดภัย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความไม่เท่าเทียม สิทธิ เสรีภาพ การวิพากษ์รัฐและแนวคิดสังคมนิยมแบบรัฐสวัสดิการหรือแนวคิดแบบการกระจายทรัพยากร ซึ่งส่งผลต่อการก่อรูปของกรอบความคิดทางสังคม ของคนรุ่นใหม่
กล่าวอีกนัยหนึ่งเนื่องจากการเติบโตของ สื่อสารมวลชนแบบดิจิทัล ทำให้ คนรุ่นใหม่ในไทยนั้นมีแนวโน้มที่ถูกดึงดูดจาก สิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมแบบฝ่ายซ้าย”(Cultural Left) ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิของปัจเจก ความหลากหลาย การวิพากษ์โครงสร้างอำนาจ และแนวคิดเกี่ยวกับการกระจายทรัพยากร และแนวคิดฝ่ายซ้ายดั่งกล่าวนี้นั้นแพร่กระจายออกไปได้กว้างกว่า ฝ่ายซ้ายทางการเมืองหรือเศรษฐกิจมาก และเมื่อคนรุ่นใหม่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ประเด็นดังกล่าวถูกอภิปรายอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ดิจิทัล กรอบความคิดเชิงวิพากษ์ต่อรัฐและโครงสร้างสังคมจึงมีแนวโน้มกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกทัศน์ทางการเมืองของพวกเขา
(ข้อ 4) “ฝ่ายซ้าย”สามารถสร้างอำนาจนำเหนือพื้นที่ดิจิทัล
การหันเข้าหาฝ่ายซ้ายของคนรุ่น Gen Y และ Gen Z นั้นไม่ใช่ปรากฏการณ์เชิงมวลชน มันไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาโดยธรรมชาติหากแต่ถูกชี้นำโดยฝ่ายซ้าย ที่ได้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกไม่พอใจ และความกัดดันต่อความคาดหวังในอนาคตที่ดี ให้กลายเป็นพลังทางการเมือง
โดย “ความไม่พอใจเชิงโครงสร้าง” เช่น ความกดดันทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงในตลาดแรงงาน หรือความรู้สึกถูกกีดกันทางโอกาส ของคนรุ่น Gen Y และ Gen Z ได้กลายเป็นพลังที่ถูกนำไปจัดกรอบการเมืองโดย ฝ่ายซ้าย ที่ได้สร้างกรอบว่าความผิดหวังที่เกดขึ้นต่อ คนรุ่น Gen Y และ Gen Z นั้นเป็นปรากฏการณ์ร่วมของรุ่นและไม่ได้ถูกอธิบายว่าเป็นปัญหาส่วนบุคคลอีกต่อไป หากแต่เป็นผลของโครงสร้างรัฐ ระบบเศรษฐกิจ และการจัดสรรอำนาจในสังคม การเชื่อมโยงระหว่างชีวิตประจำวันกับโครงสร้างการเมืองในลักษณะนี้ทำให้การเมืองถูกทำให้ “ใกล้ตัว” และมีพลังในการระดมการสนับสนุน
นอกจากนี้ พื้นที่ดิจิทัลยังเปิดโอกาสให้การสร้างชุมชนทางความคิด เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยที่เครือข่ายออนไลน์ช่วยให้แนวคิดที่สอดคล้องกับอารมณ์ร่วมของคนรุ่นใหม่สามารถถูกขยายและตอกย้ำซ้ำ ๆ จนกลายเป็นกรอบความเข้าใจหลักในบางวงสนทนา และเมื่อแนวคิดหนึ่งสามารถครอบครองพื้นที่อภิปรายได้อย่างต่อเนื่องแล้ว มันก็ย่อมสร้างสิ่งที่ในเชิงทฤษฎีอาจเรียกว่า “อำนาจนำเชิงวาทกรรม” ขึ้นมาเป็นแกนครอบงำทางความคิดในคนรุ่น Gen Y และ Gen Z
[ บทสรุป ]
ฉะนั้นเอง ความเป็น “คนเมือง” และ “คนรุ่นใหม่” จึงมิใช่หมวดหมู่ที่แยกจากกัน หากแต่เป็นจุดตัดของประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมที่สอดประสานกัน เมืองเป็นพื้นที่ที่ความเหลื่อมล้ำปรากฏชัด การแข่งขันสูง และการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางของวาทกรรมดิจิทัล เมื่อประสบการณ์ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจมาบรรจบกับวัฒนธรรมการตั้งคำถามต่ออำนาจ กรอบการเมืองที่เชื่อมโยงชีวิตประจำวันเข้ากับโครงสร้างรัฐจึงมีแนวโน้มได้รับการยอมรับมากขึ้น
Libertarian Studies อิสระนิยมศึกษา
ทำไมคนรุ่น GEN Y และ GEN Z ในไทย ถึงกลายเป็นฝ่ายซ้าย : ปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีแนวคิดแบบสังคมนิยม
.
[ ประชากรกลุ่ม GEN Y และ GEN Z ในไทย ในฐานะฐานเสียงของ“ฝ่ายซ้าย” ]
.
ในปัจจุบันนั้นเราจะเห็นได้ว่า กลลุ่มประชากร ที่มีแนวโน้มจะเป็นเป็นฐานเสียงหลักให้กับพรรคที่มีแนวคิดสังคมนิยม อย่าง พรรคประชาชน นั้นคือ กลุ่มคนที่เรียกกันว่า คนรุ่น GEN Y (คนที่เกิดประมาณปี 1981–1996) และ GEN Z (คนที่เกิดประมาณปี 1997–2012) ซึ่งมักมีสัดส่วนในการโหวตให้พรรคประชาชนมากกว่า กลุ่มคนรุ่นอื่น ๆ เช่น คนรุ่น “Baby Boomers (คนที่เกิดประมาณปี 1946–1964) และ คนรุ่น GEN X (คนที่เกิดในประมาณปี 1965–1980)อย่างมีนัยสำคัญ โดย ผลสำรวจของ Nation Poll ที่ถูกรายงานโดยสื่อกระแสหลัก พบว่ากลุ่มอายุ 18–25 ปี และ 26–35 ปี มีสัดส่วนสูงในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล (ซึ่งเป็นฐานทางการเมืองเดิมของพรรคประชาชนในปัจจุบัน) เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุที่มากกว่า นอกจากนี้ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ของหน่วยเลือกตั้งบางประเภท เช่น หน่วยในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งวัย 18–22 ปีจำนวนมาก ก็พบว่าพรรคก้าวไกล (ซึ่งต่อมาเป็น“พรรคประชาชน”ในปัจจุบัน) ก็ได้รับคะแนนนำอย่างโดดเด่นในหน่วยลักษณะดังกล่าว
.
ในเชิงโครงสร้างประชากร จากข้อมูลก่อนการเลือกตั้งปี 2566 ระบุว่ากลุ่ม “New Voter” หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18–22 ปี มีจำนวนกว่า 4 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 7–8% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ขณะที่ประชากร Gen Z ในภาพรวมมีจำนวนมากกว่า 6 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าน้ำหนักของคนรุ่นใหม่ในระบบเลือกตั้งไทยมีนัยสำคัญทางการเมือง และเมื่อประกอบกับแนวโน้มเชิงแบบสำรวจที่แสดงการสนับสนุนพรรคแนวก้าวหน้าหรือสังคมนิยม ในกลุ่มอายุ 18–35 ปี จึงสามารถกล่าวได้ว่า คนรุ่น Gen Y และ Gen Z มีแนวโน้มบทบาทเจะป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาชน
สาเหตุที่ กลุ่ม GEN Y และ GEN Z นั้นมีแนวโน้มทางการเมือง ที่จะสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย นั้นเกิดขึ้นจากแรงจูงใจทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม อันเป็นเงื่อนไขที่แตกต่างจากบริบทของคนรุ่น “Baby Boomers” และ “GEN X” ในประเทศไทย ซึ่งเราสามารถจำแนกปัจจัยต่าง ๆ นั้นออกมาเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้
(ข้อ 1) โครงสร้างเศรษฐกิจ กดทับมาตรฐานชีวิตของ คนรุ่น GEN Y และ GEN Z
คนรุ่น GEN Y และ GEN Z นั้นกลายเป็นฝ่ายซ้าย ไม่ใช่เพราะ ขาดความสามารถ ขี้เกียจ หรือ ต้องการจะ พึ่งพารัฐ เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเพราะพวกเขาเติบโตมาในช่วงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่เหมือนกันกับคนรุ่นพ่อและแม่เนื่องจากในช่วงเวลาที่ คนรุ่นก่อนหน้า โดยเฉพาะ Baby Boomers และส่วนหนึ่งของ Gen X เข้าสู่วัยทำงานนั้น ในช่วงเวลาดั่งกล่าว เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวรวดเร็ว อัตราการเติบโตสูง ราคาที่อยู่อาศัยภายในเมืองยังไม่ถ่างจากรายได้มากนัก และการสะสมทรัพย์สินสามารถทำได้ในระยะเวลาสั้นกว่า ในทางตรงกันข้ามเมื่อเทียบกันกับ คนรุ่น Gen Y และ Gen Z จำนวนมาก นั้นกลับเริ่มต้นชีวิตการทำงานในบริบทที่แตกต่างกันมาก พวกเขาต้องเผชิญกับค่าครองชีพสูงขึ้นเร็วกว่าค่าจ้าง ราคาที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่พุ่งสูงเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ย และตลาดแรงงานมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ทั้งในประเทศและจากแรงกดดันเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเราสามารถแยกปัจจัยทางเศรษฐกิจออกกเป็นข้อ ๆ ได้ดั่งนี้
* อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลงอย่างชัดเจน หากในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ประเทศไทยเคยมีอัตราการเติบโตของ GDP สูงเฉลี่ยราว 8–10% ต่อปี แต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 อัตราการเติบโตระยะยาวลดลงมาอยู่ในช่วงประมาณ 3–4% และในบางช่วงหลังปี 2557 ต่ำกว่านั้น การเติบโตที่ชะลอลงส่งผลโดยตรงต่อโอกาสการเลื่อนชนชั้นของแรงงานรุ่นใหม่
* ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงปี 2565–2566 ระบุว่า หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 85–90% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในระดับรายได้ใกล้เคียงกัน โครงสร้างหนี้ดังกล่าวกดทับความสามารถในการออมและการสะสมทรัพย์สินของคนวัยทำงานรุ่นใหม่
* ราคาที่อยู่อาศัยในเขตเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่ารายได้เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าจ้างเริ่มต้นของบัณฑิตใหม่ในหลายสาขายังอยู่ในช่วงประมาณ 15,000–20,000 บาทต่อเดือน ทำให้การเข้าถึงกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยกลายเป็นเรื่องยากกว่าในยุคของคนรุ่นก่อนที่ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ขยายตัวในอัตราเดียวกับปัจจุบัน
* ตลาดแรงงานมีการแข่งขันสูงขึ้นจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การจ้างงานรูปแบบไม่ประจำ (gig economy) และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ความมั่นคงในการทำงานลดลงเมื่อเทียบกับอดีต
(ข้อ 2) การเชื่อมโยงประสบการณ์การเมือง เข้ากับวิถีชีวิตของกลุ่มประชากร Gen Y และ Gen Z
.
นอกจากกลุ่มประชากร Gen Y และ Gen Z จะเติบโตภายใต้บริบททางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวแล้ว พวกเขายังเติบโต ภายใต้บริบททางการเมืองของไทยที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งที่สูง การเปลี่ยนรัฐบาล และความไม่มีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม คนรุ่น Baby Boomers และส่วนหนึ่งของ Gen X นั้นถึงแม้จะประสบกกับสถานการณ์การ์ความไม่มั่นคงทางการเมืองเช่นเดียวกัน แต่อย่างน้อยพวกเขานั้นก็ได้รับการชดเชยด้วยความมั่นคงทางเศรษฐกิจแทน กล่าวคือ พวกเขาเติบโตในยุคที่เศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็ว โอกาสในการสะสมทรัพย์สินเปิดกว้าง และการเลื่อนสถานะทางสังคมยังเป็นไปได้ในเชิงประสบการณ์จริง
.
ในทางกลับกัน คนรุ่น Gen Y และ Gen Z ไม่ได้มีประสบการณ์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจแบบเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพสูงขึ้น และโอกาสการสะสมทรัพย์สินลดลง ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจจึงถูกเชื่อมโยงกับเรื่องราวการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และฝ่ายซ้ายซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ได้เปรียบในเชิงวาทกรรมที่สุดก็เข้ามารับช่วงต่อในการสร้างกรอบการเมืองให้กับคนรุ่น Gen Y และ Gen Z ที่ผิดหวังจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย
.
ในจุดนี้ ฝ่ายซ้าย ได้เข้ามาอธิบายกรอบ และสร้างวาทกรรมว่า การที่ คนรุ่น Gen Y และ Gen Z ถูกกดทับทางเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นจาก โครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีระบบสวัสดิการและการกระจายทรัพยากร ฉะนั้นถ้าหาก คนรุ่น Gen Y และ Gen Z ต้องการจะยกระดับมาตรฐานชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น พวกเขาจะต้องเข้าร่วมการต่อสู้ทางการเมืองกับฝ่ายซ้าย โดยวาทกรรมนี้กลายเป็นกรอบทางความคิดของ คนรุ่น Gen Y และ Gen Z ในการต่อสู้ทางการเมือง โดยที่ไม่มีวาทกรรมใด ๆ ของฝ่ายขวาจะขึ้นมาโต้แย้งหรือแย้งชิงพื้นที่การนำทางความคิดจากฝ่ายซ้ายเลย
(ข้อ 3)การเปลี่ยนแปลงของค่านิยมทางความคิดในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z
ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่เราจะไม่สามารถพูดได้เลย คือ การเปลี่ยนแปลงของ ค่านิยมทางความคิดในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z เนื่องจากประชากรกลุ่ม Gen Y และ Gen Z เติบโตขึ้นมาในวัฒนธรรมแบบดิจิทัล พวกเขาเสพสื่อในลักษณะที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน เพราะในขณะที่คนรุ่นก่อนนั้นเสพสื่อกระแสหลักแบบทาง (โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ) คนรุ่นใหม่เสพข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ และเครือข่ายสังคมที่เปิดโอกาสให้พวกเขาเป็นทั้ง “ผู้รับสาร” และ “ผู้ผลิตสาร” ในเวลาเดียวกัน
วิธีการการรับรู้สื่อแบบใหม่นี้ส่งผลต่อวิธีคิดทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ประการแรก การเข้าถึงข้อมูลจำนวนมากจากหลากหลายแหล่ง ทำให้คนรุ่นใหม่คุ้นชินกับการตั้งคำถามต่ออำนาจและโครงสร้างเดิม ประการที่สอง อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มดิจิทัลมักจะกีดกันประเด็นที่ค่อนข้างจะมีความสุ่มเสี่ยงในการจะสร้างความเกลียดชังและเลือกปฏิบัติ(ซึ่งส่วนใหญ่เนื้อหาที่กีดกันมักเกี่ยวกับแนวคิดฝ่ายขวา ที่มักถูกตีความว่าสร้างความเกลียดชัง) มันจึงทำให้พื้นทีสื่อนั้นกลายเป็นพื้นที่ขับเน้นสิ่งที่แพลตฟอร์มเหล่านั้นเห็นว่าปลอดภัย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความไม่เท่าเทียม สิทธิ เสรีภาพ การวิพากษ์รัฐและแนวคิดสังคมนิยมแบบรัฐสวัสดิการหรือแนวคิดแบบการกระจายทรัพยากร ซึ่งส่งผลต่อการก่อรูปของกรอบความคิดทางสังคม ของคนรุ่นใหม่
กล่าวอีกนัยหนึ่งเนื่องจากการเติบโตของ สื่อสารมวลชนแบบดิจิทัล ทำให้ คนรุ่นใหม่ในไทยนั้นมีแนวโน้มที่ถูกดึงดูดจาก สิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมแบบฝ่ายซ้าย”(Cultural Left) ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิของปัจเจก ความหลากหลาย การวิพากษ์โครงสร้างอำนาจ และแนวคิดเกี่ยวกับการกระจายทรัพยากร และแนวคิดฝ่ายซ้ายดั่งกล่าวนี้นั้นแพร่กระจายออกไปได้กว้างกว่า ฝ่ายซ้ายทางการเมืองหรือเศรษฐกิจมาก และเมื่อคนรุ่นใหม่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ประเด็นดังกล่าวถูกอภิปรายอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ดิจิทัล กรอบความคิดเชิงวิพากษ์ต่อรัฐและโครงสร้างสังคมจึงมีแนวโน้มกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกทัศน์ทางการเมืองของพวกเขา
(ข้อ 4) “ฝ่ายซ้าย”สามารถสร้างอำนาจนำเหนือพื้นที่ดิจิทัล
การหันเข้าหาฝ่ายซ้ายของคนรุ่น Gen Y และ Gen Z นั้นไม่ใช่ปรากฏการณ์เชิงมวลชน มันไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาโดยธรรมชาติหากแต่ถูกชี้นำโดยฝ่ายซ้าย ที่ได้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกไม่พอใจ และความกัดดันต่อความคาดหวังในอนาคตที่ดี ให้กลายเป็นพลังทางการเมือง
โดย “ความไม่พอใจเชิงโครงสร้าง” เช่น ความกดดันทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงในตลาดแรงงาน หรือความรู้สึกถูกกีดกันทางโอกาส ของคนรุ่น Gen Y และ Gen Z ได้กลายเป็นพลังที่ถูกนำไปจัดกรอบการเมืองโดย ฝ่ายซ้าย ที่ได้สร้างกรอบว่าความผิดหวังที่เกดขึ้นต่อ คนรุ่น Gen Y และ Gen Z นั้นเป็นปรากฏการณ์ร่วมของรุ่นและไม่ได้ถูกอธิบายว่าเป็นปัญหาส่วนบุคคลอีกต่อไป หากแต่เป็นผลของโครงสร้างรัฐ ระบบเศรษฐกิจ และการจัดสรรอำนาจในสังคม การเชื่อมโยงระหว่างชีวิตประจำวันกับโครงสร้างการเมืองในลักษณะนี้ทำให้การเมืองถูกทำให้ “ใกล้ตัว” และมีพลังในการระดมการสนับสนุน
นอกจากนี้ พื้นที่ดิจิทัลยังเปิดโอกาสให้การสร้างชุมชนทางความคิด เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยที่เครือข่ายออนไลน์ช่วยให้แนวคิดที่สอดคล้องกับอารมณ์ร่วมของคนรุ่นใหม่สามารถถูกขยายและตอกย้ำซ้ำ ๆ จนกลายเป็นกรอบความเข้าใจหลักในบางวงสนทนา และเมื่อแนวคิดหนึ่งสามารถครอบครองพื้นที่อภิปรายได้อย่างต่อเนื่องแล้ว มันก็ย่อมสร้างสิ่งที่ในเชิงทฤษฎีอาจเรียกว่า “อำนาจนำเชิงวาทกรรม” ขึ้นมาเป็นแกนครอบงำทางความคิดในคนรุ่น Gen Y และ Gen Z
[ บทสรุป ]
ฉะนั้นเอง ความเป็น “คนเมือง” และ “คนรุ่นใหม่” จึงมิใช่หมวดหมู่ที่แยกจากกัน หากแต่เป็นจุดตัดของประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมที่สอดประสานกัน เมืองเป็นพื้นที่ที่ความเหลื่อมล้ำปรากฏชัด การแข่งขันสูง และการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางของวาทกรรมดิจิทัล เมื่อประสบการณ์ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจมาบรรจบกับวัฒนธรรมการตั้งคำถามต่ออำนาจ กรอบการเมืองที่เชื่อมโยงชีวิตประจำวันเข้ากับโครงสร้างรัฐจึงมีแนวโน้มได้รับการยอมรับมากขึ้น
Libertarian Studies อิสระนิยมศึกษา