กิตติพงษ์ พรรคประชาชน ชี้ กปน.เข้าถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง มีโอกาสทำ ผิดอาญา ม.164 คุก5ปี
https://www.matichon.co.th/politics/election69/news_5597269
.

.
กิตติพงษ์ พรรคประชาชน ชี้ กปน.เข้าถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง มีโอกาส ผิดอาญาม.164 คุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสน
.
เมื่อวันนี้ 15 กุมภาพันธ์ น.ท.
กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ของ ระบุว่า
.
“ตอนนี้ กปน. ทุกคนที่เข้าถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้งมีโอกาสทำผิดอาญา ม.164 ครับ”
.
มาตรา 164 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ ความลับในราชการ กระทำโดยประการใดๆ อันมิชอบด้วย หน้าที่ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.
https://twitter.com/BowKittipong/status/2022543177203486735
.
.
อัยการชี้ชัด กกต.หลงประเด็น บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถือว่ารับสารภาพ ผิดรธน.-กม.เลือกตั้ง มีโทษคุก
https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5597649
.
อัยการมองกฎหมาย ปม กกต.แจงปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถือว่ารับสารภาพ ขัดทั้ง รธน. ผิดทั้งกฎหมายเลือกตั้ง โทษคุก 5 ปี แถมส่อผิด ม.157 ยกบรรทัดฐานคำวินิจฉัยศาล รธน.49 เบากว่านี้ยังโดน
.
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า ประเด็น กกต.ทำบาร์โค้ดหรือคิวอาโค้ดในบัตรเลือกตั้งและในต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ถือเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 (
กระทำการเลือกตั้งโดยไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 96, 164 (
การทำเครื่องหมายใดๆ ลงในบัตรเลือกตั้ง)
.
การกล่าวหา กกต.ในประเด็นนี้จึงเป็นการกล่าวหาว่า กกต.ทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หรือกระทำผิดกฎหมาย การที่ กกต.ไปแถลงว่าแม้ทำ QR Code ก็ไม่รู้ว่าใครกาให้ใคร จึงเป็นคนละประเด็น เพราะนั่นเป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปัญหาข้อกฎหมายที่ กกต.ถูกกล่าวหาอยู่ในเวลานี้
.
การที่ กกต.ไปพิมพ์ QR Code หรือบาร์โค้ด ลงในบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง หากมีการสแกนเข้าไปจะทราบหมายเลขในบัตรเลือกตั้ง และหมายเลขดังกล่าวจะตรงกับหมายเลขที่อยู่ต้นขั้วบัตรบัตรเลือกตั้ง โดยในขั้นตอนการใช้สิทธิเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งจะมีการเขียนทั้งหมายเลขประจำตัวประชาชนของผู้ใช้สิทธิในต้นขั้วบัตรเลือกตั้งอีกด้วย
.
ดังนั้น การที่ กกต.ทำเช่นนี้ถือเป็นการกระทำที่อยู่ในข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 85 ที่กำหนดให้การใช้สิทธิเลือกตั้งจะต้องเป็นความลับ
.
ยิ่งไปกว่านั้น การทำบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งดังกล่าวยังถือเป็นการทำเครื่องหมายใดๆ ลงในบัตรเลือกตั้งอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 96 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 96 ซึ่งกำหนดไว้ว่า บุคคลใดจะทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งไม่ได้
.
หากบุคคลใดฝ่าฝืนไปทำเครื่องหมายใดๆ ลงในบัตรเลือกตั้ง (เช่น ใส่ QR Code ลงไป) จะมีมีโทษตาม มาตรา 164 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 100,000 บาท
.
นอกจากนี้ หากคนทำเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องย่อมเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ โดยไม่ชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีกด้วย
.
การที่ กกต.ออกมาแถลงว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้จะพิมพ์ QR Code หรือบาร์โค้ด ลงในบัตรเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าใครกาให้ใคร จึงเป็นคนละประเด็น และการแถลงดังกล่าวยังน่าจะถือได้ว่าเป็นการรับสารภาพว่าได้กระทำการสิ่งที่ผิดต่อกฎหมายด้วยซ้ำไป
.
เพราะการแถลงดังกล่าวเป็นเรื่องข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่ กกต.ถูกตั้งคำถาม หรือถูกกล่าวหาอยู่ในเวลานี้ เพราะการไม่รู้ว่าใครกาให้ใครเป็นประเด็นข้อเท็จจริง คือไม่ไปสแกนก็จะไม่รู้ แต่เมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่สแกนก็จะรู้ ซึ่งตามหลักข้อกฎหมายก็คือไม่ว่ากรณีใดๆ จะต้องไม่รู้ หรือล่วงรู้ความลับของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง
.
ดังนั้น กกต.จึงต้องเข้าใจใหม่ และจับประเด็นให้ถูกต้องว่าเรื่องนี้ประชาชนและสังคมเขากล่าวหาท่านว่าอย่างไร ประเด็นปัญหาเวลานี้ไม่ใช่ประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงว่ามีใครรู้ว่าใครคนใดกาให้ใครหรือไม่ ดังที่ท่านแถลง
.
หากแต่คำถาม หรือข้อกล่าวหา คือ กกต.ไปกระทำการที่ฝ่าฝืนต่อสิ่งที่กฎหมายไม่ให้กระทำ คือกระทำการซึ่งไม่เป็นความลับในการลงคะแนนเลือกตั้งของผู้มาใช้สิทธิ รวมไปถึงการไปทำเครื่องหมายใดๆ ลงในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งการทำเครื่องหมายใดๆ ไม่ได้หมายความว่าห้ามเฉพาะผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส่วน กกต.ได้รับการยกเว้นให้ทำใดๆ ก็ได้
.
ดังนั้น ทันทีที่ กกต.ไปทำการฝ่าฝืนกฎหมายจึงเป็นความผิดทันที เพราะการทำเครื่องหมาย QR Code ย่อมนำไปถึงการไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งนั่นเอง
.
กรณีนี้เคยมีบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วเมื่อปี 2549 ว่า การที่ กกต.หันคูหาเลือกตั้งออกทางเข้าคูหาอัน ส่อไปในทางที่จะไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิ เพียงเท่านี้ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าเป็นความผิดแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อเท็จจริงว่ามีใครเป็นรู้ว่าใครกาให้ใคร ดังที่ กกต.แถลงแต่อย่างใด
.
ดังนั้น การที่ กกต.ทำแบบนี้ถือว่าจำนนต่อหลักฐาน และยิ่ง กกต.มาแถลงว่าการพิมพ์บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งจริง แต่ไม่มีใครรู้ว่าใครกาให้ใคร จึงเป็นคนละประเด็น และถือเป็นการหลงประเด็น เพราะกกต.ไปทำเครื่องหมาย จนทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิคนใดลงคะแนนเลือกตั้งให้ใคร
.
ผลพวงที่จะตามมาจากการที่ กกต.กระทำจึงอยู่ในข่ายฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และที่จะตามมาในเรื่องการไม่รักษาความลับของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
.
โดยประเด็นที่ประชาชนคนทั้งประเทศตั้งคำถามอยู่เวลานี้คือ กกต.ไปทำการฝ่าฝืนต่อสิ่งที่กฎหมายห้าม จนส่งผลกระทบต่อผู้ใช้สิทธิทุกคนทั่วประเทศ
.
บทสรุปก็คือ ถ้อยคำแถลง ของ กกต.จึงไม่เป็นเพียงการหลงประเด็นเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการแถลงให้การรับสารภาพ ในสิ่งที่ตนเองได้กระทำไป ตามที่คุณหญิง
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้
.
.
ช่อ เล่าที่มา บ.สเปกเตอร์ ซี หลังปชน. ถูกกล่าวหาใช้เงินบริจาคปชช. จ้างทำIO ยันเป็นเรื่องเท็จ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5597686
.
ช่อ พรรณิการ์ เล่าที่มา บ.สเปกเตอร์ ซี หลังปชน. ถูกกล่าวหาใช้เงินบริจาคปชช. จ้างทำIO ยันเป็นเรื่องเท็จ
.
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ น.ส.
พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเพจ “Pannika Chor Wanich” ระบุว่า
.
เล่าที่มาบริษัทสเปกเตอร์ ซี ในฐานะอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่
.
บริษัทนี้เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อระหว่างการยุบพรรคอนาคตใหม่ ตอนจะยุบพรรค พวกเราผู้บริหารพรรคกังวลว่าพนักงานพรรคหลายสิบชีวิตจะต้องได้รับผลกระทบจากการถูกยุบพรรคทั้งที่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย และที่ผ่านมาก็มีปัญหาที่เราไม่สบายใจมาตลอดเรื่องที่คือพนักงานลูกพรรคไม่สามารถกู้เงินธนาคารได้ เพราะการทำงานพรรคการเมืองถูกแบงค์ประเมินว่าเป็นงานที่ไม่มั่นคง บวกกับเราไม่สามารถจ่ายเงินโบนัส หรือมีการเลื่อนขั้นพนักงานให้เติบโตได้เหมือนกันการทำงานในบริษัทเอกชน คนที่ทำงานให้พรรค ว่ากันตรงๆ จึงต้องเสียสละมาก และระบบแบบนี้ทำให้เรารักษาคนเก่งๆ ไว้ไม่ได้ เพราะทุกคนต่างต้องการเติบโต มีการงานที่ก้าวหน้ามั่นคง
.
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราเผชิญกับการยุบพรรค จึงมีการเสนอกันว่าให้ตั้งบริษัทเอกชน ชื่อสเปกเตอร์ ซี เพื่อรองรับพนักงานออฟฟิศของพรรคอนาคตใหม่เดิม โดยมีการขายหุ้นให้กับพนักงานเพื่อได้ร่วมเป็นเจ้าของบริษัทตั้งแต่เริ่มต้น
.
สเปกเตอร์ ซี มีการบริหารงานเป็นระบบและมืออาชีพแบบมาตรฐานบริษัทเอกชน มีการตรวจสอบบัญชีและส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตามปกติ และมีลูกค้าธุรกิจหลากหลาย ไม่ใช่แค่พรรคการเมือง เพื่อให้พนักงานมีรายได้มั่นคงและมี career path รวมถึงโบนัสและสวัสดิการที่เหมาะสม
.
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สเปกเตอร์ ซี รับงานผลิตสื่อ บริการทางกฎหมาย และบริการทางบัญชี ให้กับลูกค้าหลากหลาย ตั้งแต่พรรคการเมืองไปจนถึงร้านอาหาร เครื่องสำอาง ในขณะเดียวกัน พรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน ก็ใช้บริการทั้งจากสเปกเตอร์ ซี และบริษัทอื่นๆ อีกหลายบริษัท
.
ที่กล่าวกันว่า พรรคการเมืองไหนๆ ก็มีไอโอ ต้องแยกให้ออกว่างานสื่อสารปกติไม่ใช่งานไอโอ พรรคอื่นมีไอโอหรือไม่ เราไม่อาจตอบแทนเขาได้ แต่ช่อทำงานในฐานะผู้ช่วยหาเสียงให้กับทั้งพรรคก้าวไกล พรรคประชาชน และเคยเป็นผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่ ไม่เคยมีการทำไอโอ ส่วนการผลิตสื่อและการทำงานสื่อสาร เช่น ถ่ายภาพ ถ่ายคลิปวีดีโอกิจกรรม ทำคลิปลงโซเชียลมีเดีย ทำกราฟฟิกเพื่อรายงานผลงานและนโยบายพรรค รวมถึงรณรงค์ประเด็นต่างๆ เป็นเรื่องปกติของงานสื่อของพรรค
.
การกล่าวหาพรรคว่า มีการนำเงินบริจาคของประชาชนไปจ้างสเปกเตอร์ ซี ทำไอโอ นั้น เป็นเรื่องเท็จ และก่อความเสียหายร้ายแรงต่อทุกฝ่าย เพราะสเปกเตอร์ ซี เป็นบริษัทปกติ รับลูกค้าทั่วไป การพูดแบบนี้ทำให้บริษัท พนักงานในบริษัท และลูกค้าของเขาได้รับความเสียหาย
.
ส่วนเรื่องการนำเงินพรรคมาจ้างไอโอยิ่งเป็นไปไม่ได้ ทุกบาททุกสตางค์ที่พรรคใช้ ต้องชี้แจงต่อ ก.ก.ต. ซึ่งแม้ว่า ประสิทธิภาพในด้านการจัดการเลือกตั้งของ ก.ก.ต. จะแย่เพียงใด แต่เรื่องการติดตามตรวจสอบการใช้เงินของพรรคประชาชนนั้นไม่เคยพลาด ตรวจละเอียดทุกบรรทัด และมีเจ้าหน้าที่ตามมาตรวจสอบทุกกิจกรรมว่า มีการจัดจริงทำจริงตามที่ได้แจ้งต่อก.ก.ต. หรือไม่
.
นอกจากนี้ การใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง พรรคเขาก็ต้องแจ้งในสื่อที่ผลิตว่าจ้างใคร เป็นเงินเท่าไหร่ สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด ส่วนการตรวจสอบไอโอกองทัพต่างหาก ขนาดมีหลักฐานคาหนังคาเขา สแกนคิวอาร์โค้ด เปิดคลิป เปิดภาพหลักฐานกันกลางสภา ทหารมายอมรับกันกลางที่ประชุมกรรมาธิการ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครทำอะไรได้
.
ปล. ในภาพนี้แคปมาจากตอนช่อพา Friends Talk เดินสำรวจตึกอนาคตใหม่ ครบ 7 ชั้น รวมถึงสวนลอยและอาคารจอดรถ ห้องครัว ห้องน้ำ โดยมีคุณลูกปลา ผู้จัดการอาคาร เป็นผู้พาเดินด้วยในฐานะเจ้าของตึก
.
https://www.facebook.com/chor.wanich/posts/10239897252152308
.
.
‘อังคณา-สุณัย’ ผิดหวังกสม.ยืนไม่รับอุทธรณ์ถูกคุกคามออนไลน์ ปมแสดงความเห็นเหตุขัดแย้ง ‘ไทย-กัมพูชา’ https://www.dailynews.co.th/news/5604886/
.
‘อังคณา-สุณัย’ ผิดหวัง กสม.ยืนไม่รับอุทธรณ์ถูกคุกคามออนไลน์ ปมแสดงความเห็นเหตุขัดแย้ง ‘ไทย-กัมพูชา’ ชี้สะท้อนขาดความกล้าหาญในฐานะสถาบันสิทธิฯ ระดับชาติ จ่อรายงาน UN ให้ทบทวนสถานะสิทธิมนุษยชนไทยรอบใหม่
.
เมื่อวันที่ 15 ก.พ. นาง
อังคณา นีละไพจิตร สว. ในฐานะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ และอดีตผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ไม่รับหนังสืออุทธรณ์ขบวนผู้หญิงนักเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิฯ ยื่นให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีตนถูกคุกคามออนไลน์ จากการแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่า รู้สึกผิดหวังต่อการที่ กสม. ยืนยันคำวินิจฉัยไม่รับอุทธรณ์เพื่อการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกคุกคาม การไม่ดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นทางการในกรณีที่มีลักษณะร้ายแรงเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการละเลยต่อหน้าที่สำคัญของสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติตามหลักการปารีส (Paris Principles)
JJNY : 5in1 ปชน.ชี้กปน.มีโอกาสทำผิด│อัยการชี้ชัด│ช่อเล่าที่มาสเปกเตอร์ ซี│อังคณา-สุณัยผิดหวังกสม.│เอกชนใต้โวยตรุษจีนเหงา
https://www.matichon.co.th/politics/election69/news_5597269
.
.
กิตติพงษ์ พรรคประชาชน ชี้ กปน.เข้าถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง มีโอกาส ผิดอาญาม.164 คุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสน
.
เมื่อวันนี้ 15 กุมภาพันธ์ น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ของ ระบุว่า
.
“ตอนนี้ กปน. ทุกคนที่เข้าถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้งมีโอกาสทำผิดอาญา ม.164 ครับ”
.
มาตรา 164 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ ความลับในราชการ กระทำโดยประการใดๆ อันมิชอบด้วย หน้าที่ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.
https://twitter.com/BowKittipong/status/2022543177203486735
.
.
อัยการชี้ชัด กกต.หลงประเด็น บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถือว่ารับสารภาพ ผิดรธน.-กม.เลือกตั้ง มีโทษคุก
https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5597649
.
อัยการมองกฎหมาย ปม กกต.แจงปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถือว่ารับสารภาพ ขัดทั้ง รธน. ผิดทั้งกฎหมายเลือกตั้ง โทษคุก 5 ปี แถมส่อผิด ม.157 ยกบรรทัดฐานคำวินิจฉัยศาล รธน.49 เบากว่านี้ยังโดน
.
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า ประเด็น กกต.ทำบาร์โค้ดหรือคิวอาโค้ดในบัตรเลือกตั้งและในต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ถือเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 (กระทำการเลือกตั้งโดยไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 96, 164 (การทำเครื่องหมายใดๆ ลงในบัตรเลือกตั้ง)
.
การกล่าวหา กกต.ในประเด็นนี้จึงเป็นการกล่าวหาว่า กกต.ทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หรือกระทำผิดกฎหมาย การที่ กกต.ไปแถลงว่าแม้ทำ QR Code ก็ไม่รู้ว่าใครกาให้ใคร จึงเป็นคนละประเด็น เพราะนั่นเป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปัญหาข้อกฎหมายที่ กกต.ถูกกล่าวหาอยู่ในเวลานี้
.
การที่ กกต.ไปพิมพ์ QR Code หรือบาร์โค้ด ลงในบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง หากมีการสแกนเข้าไปจะทราบหมายเลขในบัตรเลือกตั้ง และหมายเลขดังกล่าวจะตรงกับหมายเลขที่อยู่ต้นขั้วบัตรบัตรเลือกตั้ง โดยในขั้นตอนการใช้สิทธิเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งจะมีการเขียนทั้งหมายเลขประจำตัวประชาชนของผู้ใช้สิทธิในต้นขั้วบัตรเลือกตั้งอีกด้วย
.
ดังนั้น การที่ กกต.ทำเช่นนี้ถือเป็นการกระทำที่อยู่ในข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 85 ที่กำหนดให้การใช้สิทธิเลือกตั้งจะต้องเป็นความลับ
.
ยิ่งไปกว่านั้น การทำบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งดังกล่าวยังถือเป็นการทำเครื่องหมายใดๆ ลงในบัตรเลือกตั้งอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 96 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 96 ซึ่งกำหนดไว้ว่า บุคคลใดจะทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งไม่ได้
.
หากบุคคลใดฝ่าฝืนไปทำเครื่องหมายใดๆ ลงในบัตรเลือกตั้ง (เช่น ใส่ QR Code ลงไป) จะมีมีโทษตาม มาตรา 164 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 100,000 บาท
.
นอกจากนี้ หากคนทำเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องย่อมเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ โดยไม่ชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีกด้วย
.
การที่ กกต.ออกมาแถลงว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้จะพิมพ์ QR Code หรือบาร์โค้ด ลงในบัตรเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าใครกาให้ใคร จึงเป็นคนละประเด็น และการแถลงดังกล่าวยังน่าจะถือได้ว่าเป็นการรับสารภาพว่าได้กระทำการสิ่งที่ผิดต่อกฎหมายด้วยซ้ำไป
.
เพราะการแถลงดังกล่าวเป็นเรื่องข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่ กกต.ถูกตั้งคำถาม หรือถูกกล่าวหาอยู่ในเวลานี้ เพราะการไม่รู้ว่าใครกาให้ใครเป็นประเด็นข้อเท็จจริง คือไม่ไปสแกนก็จะไม่รู้ แต่เมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่สแกนก็จะรู้ ซึ่งตามหลักข้อกฎหมายก็คือไม่ว่ากรณีใดๆ จะต้องไม่รู้ หรือล่วงรู้ความลับของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง
.
ดังนั้น กกต.จึงต้องเข้าใจใหม่ และจับประเด็นให้ถูกต้องว่าเรื่องนี้ประชาชนและสังคมเขากล่าวหาท่านว่าอย่างไร ประเด็นปัญหาเวลานี้ไม่ใช่ประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงว่ามีใครรู้ว่าใครคนใดกาให้ใครหรือไม่ ดังที่ท่านแถลง
.
หากแต่คำถาม หรือข้อกล่าวหา คือ กกต.ไปกระทำการที่ฝ่าฝืนต่อสิ่งที่กฎหมายไม่ให้กระทำ คือกระทำการซึ่งไม่เป็นความลับในการลงคะแนนเลือกตั้งของผู้มาใช้สิทธิ รวมไปถึงการไปทำเครื่องหมายใดๆ ลงในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งการทำเครื่องหมายใดๆ ไม่ได้หมายความว่าห้ามเฉพาะผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส่วน กกต.ได้รับการยกเว้นให้ทำใดๆ ก็ได้
.
ดังนั้น ทันทีที่ กกต.ไปทำการฝ่าฝืนกฎหมายจึงเป็นความผิดทันที เพราะการทำเครื่องหมาย QR Code ย่อมนำไปถึงการไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งนั่นเอง
.
กรณีนี้เคยมีบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วเมื่อปี 2549 ว่า การที่ กกต.หันคูหาเลือกตั้งออกทางเข้าคูหาอัน ส่อไปในทางที่จะไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิ เพียงเท่านี้ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าเป็นความผิดแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อเท็จจริงว่ามีใครเป็นรู้ว่าใครกาให้ใคร ดังที่ กกต.แถลงแต่อย่างใด
.
ดังนั้น การที่ กกต.ทำแบบนี้ถือว่าจำนนต่อหลักฐาน และยิ่ง กกต.มาแถลงว่าการพิมพ์บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งจริง แต่ไม่มีใครรู้ว่าใครกาให้ใคร จึงเป็นคนละประเด็น และถือเป็นการหลงประเด็น เพราะกกต.ไปทำเครื่องหมาย จนทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิคนใดลงคะแนนเลือกตั้งให้ใคร
.
ผลพวงที่จะตามมาจากการที่ กกต.กระทำจึงอยู่ในข่ายฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และที่จะตามมาในเรื่องการไม่รักษาความลับของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
.
โดยประเด็นที่ประชาชนคนทั้งประเทศตั้งคำถามอยู่เวลานี้คือ กกต.ไปทำการฝ่าฝืนต่อสิ่งที่กฎหมายห้าม จนส่งผลกระทบต่อผู้ใช้สิทธิทุกคนทั่วประเทศ
.
บทสรุปก็คือ ถ้อยคำแถลง ของ กกต.จึงไม่เป็นเพียงการหลงประเด็นเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการแถลงให้การรับสารภาพ ในสิ่งที่ตนเองได้กระทำไป ตามที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้
.
.
ช่อ เล่าที่มา บ.สเปกเตอร์ ซี หลังปชน. ถูกกล่าวหาใช้เงินบริจาคปชช. จ้างทำIO ยันเป็นเรื่องเท็จ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5597686
.
ช่อ พรรณิการ์ เล่าที่มา บ.สเปกเตอร์ ซี หลังปชน. ถูกกล่าวหาใช้เงินบริจาคปชช. จ้างทำIO ยันเป็นเรื่องเท็จ
.
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเพจ “Pannika Chor Wanich” ระบุว่า
.
เล่าที่มาบริษัทสเปกเตอร์ ซี ในฐานะอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่
.
บริษัทนี้เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อระหว่างการยุบพรรคอนาคตใหม่ ตอนจะยุบพรรค พวกเราผู้บริหารพรรคกังวลว่าพนักงานพรรคหลายสิบชีวิตจะต้องได้รับผลกระทบจากการถูกยุบพรรคทั้งที่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย และที่ผ่านมาก็มีปัญหาที่เราไม่สบายใจมาตลอดเรื่องที่คือพนักงานลูกพรรคไม่สามารถกู้เงินธนาคารได้ เพราะการทำงานพรรคการเมืองถูกแบงค์ประเมินว่าเป็นงานที่ไม่มั่นคง บวกกับเราไม่สามารถจ่ายเงินโบนัส หรือมีการเลื่อนขั้นพนักงานให้เติบโตได้เหมือนกันการทำงานในบริษัทเอกชน คนที่ทำงานให้พรรค ว่ากันตรงๆ จึงต้องเสียสละมาก และระบบแบบนี้ทำให้เรารักษาคนเก่งๆ ไว้ไม่ได้ เพราะทุกคนต่างต้องการเติบโต มีการงานที่ก้าวหน้ามั่นคง
.
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราเผชิญกับการยุบพรรค จึงมีการเสนอกันว่าให้ตั้งบริษัทเอกชน ชื่อสเปกเตอร์ ซี เพื่อรองรับพนักงานออฟฟิศของพรรคอนาคตใหม่เดิม โดยมีการขายหุ้นให้กับพนักงานเพื่อได้ร่วมเป็นเจ้าของบริษัทตั้งแต่เริ่มต้น
.
สเปกเตอร์ ซี มีการบริหารงานเป็นระบบและมืออาชีพแบบมาตรฐานบริษัทเอกชน มีการตรวจสอบบัญชีและส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตามปกติ และมีลูกค้าธุรกิจหลากหลาย ไม่ใช่แค่พรรคการเมือง เพื่อให้พนักงานมีรายได้มั่นคงและมี career path รวมถึงโบนัสและสวัสดิการที่เหมาะสม
.
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สเปกเตอร์ ซี รับงานผลิตสื่อ บริการทางกฎหมาย และบริการทางบัญชี ให้กับลูกค้าหลากหลาย ตั้งแต่พรรคการเมืองไปจนถึงร้านอาหาร เครื่องสำอาง ในขณะเดียวกัน พรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน ก็ใช้บริการทั้งจากสเปกเตอร์ ซี และบริษัทอื่นๆ อีกหลายบริษัท
.
ที่กล่าวกันว่า พรรคการเมืองไหนๆ ก็มีไอโอ ต้องแยกให้ออกว่างานสื่อสารปกติไม่ใช่งานไอโอ พรรคอื่นมีไอโอหรือไม่ เราไม่อาจตอบแทนเขาได้ แต่ช่อทำงานในฐานะผู้ช่วยหาเสียงให้กับทั้งพรรคก้าวไกล พรรคประชาชน และเคยเป็นผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่ ไม่เคยมีการทำไอโอ ส่วนการผลิตสื่อและการทำงานสื่อสาร เช่น ถ่ายภาพ ถ่ายคลิปวีดีโอกิจกรรม ทำคลิปลงโซเชียลมีเดีย ทำกราฟฟิกเพื่อรายงานผลงานและนโยบายพรรค รวมถึงรณรงค์ประเด็นต่างๆ เป็นเรื่องปกติของงานสื่อของพรรค
.
การกล่าวหาพรรคว่า มีการนำเงินบริจาคของประชาชนไปจ้างสเปกเตอร์ ซี ทำไอโอ นั้น เป็นเรื่องเท็จ และก่อความเสียหายร้ายแรงต่อทุกฝ่าย เพราะสเปกเตอร์ ซี เป็นบริษัทปกติ รับลูกค้าทั่วไป การพูดแบบนี้ทำให้บริษัท พนักงานในบริษัท และลูกค้าของเขาได้รับความเสียหาย
.
ส่วนเรื่องการนำเงินพรรคมาจ้างไอโอยิ่งเป็นไปไม่ได้ ทุกบาททุกสตางค์ที่พรรคใช้ ต้องชี้แจงต่อ ก.ก.ต. ซึ่งแม้ว่า ประสิทธิภาพในด้านการจัดการเลือกตั้งของ ก.ก.ต. จะแย่เพียงใด แต่เรื่องการติดตามตรวจสอบการใช้เงินของพรรคประชาชนนั้นไม่เคยพลาด ตรวจละเอียดทุกบรรทัด และมีเจ้าหน้าที่ตามมาตรวจสอบทุกกิจกรรมว่า มีการจัดจริงทำจริงตามที่ได้แจ้งต่อก.ก.ต. หรือไม่
.
นอกจากนี้ การใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง พรรคเขาก็ต้องแจ้งในสื่อที่ผลิตว่าจ้างใคร เป็นเงินเท่าไหร่ สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด ส่วนการตรวจสอบไอโอกองทัพต่างหาก ขนาดมีหลักฐานคาหนังคาเขา สแกนคิวอาร์โค้ด เปิดคลิป เปิดภาพหลักฐานกันกลางสภา ทหารมายอมรับกันกลางที่ประชุมกรรมาธิการ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครทำอะไรได้
.
ปล. ในภาพนี้แคปมาจากตอนช่อพา Friends Talk เดินสำรวจตึกอนาคตใหม่ ครบ 7 ชั้น รวมถึงสวนลอยและอาคารจอดรถ ห้องครัว ห้องน้ำ โดยมีคุณลูกปลา ผู้จัดการอาคาร เป็นผู้พาเดินด้วยในฐานะเจ้าของตึก
.
https://www.facebook.com/chor.wanich/posts/10239897252152308
.
.
‘อังคณา-สุณัย’ ผิดหวังกสม.ยืนไม่รับอุทธรณ์ถูกคุกคามออนไลน์ ปมแสดงความเห็นเหตุขัดแย้ง ‘ไทย-กัมพูชา’ https://www.dailynews.co.th/news/5604886/
.
‘อังคณา-สุณัย’ ผิดหวัง กสม.ยืนไม่รับอุทธรณ์ถูกคุกคามออนไลน์ ปมแสดงความเห็นเหตุขัดแย้ง ‘ไทย-กัมพูชา’ ชี้สะท้อนขาดความกล้าหาญในฐานะสถาบันสิทธิฯ ระดับชาติ จ่อรายงาน UN ให้ทบทวนสถานะสิทธิมนุษยชนไทยรอบใหม่
.
เมื่อวันที่ 15 ก.พ. นางอังคณา นีละไพจิตร สว. ในฐานะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ และอดีตผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ไม่รับหนังสืออุทธรณ์ขบวนผู้หญิงนักเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิฯ ยื่นให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีตนถูกคุกคามออนไลน์ จากการแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่า รู้สึกผิดหวังต่อการที่ กสม. ยืนยันคำวินิจฉัยไม่รับอุทธรณ์เพื่อการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกคุกคาม การไม่ดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นทางการในกรณีที่มีลักษณะร้ายแรงเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการละเลยต่อหน้าที่สำคัญของสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติตามหลักการปารีส (Paris Principles)