ออกแบบชีวิต EP1 : รับรู้...ไม่ปรุงแต่ง

ปกติป้าเขียนแนวท่องเที่ยว แต่วันนี้อยากเปลี่ยนแนว
อายุของป้าก็เยอะแล้ว พบเจออะไรมาก็มาก
ป้าเลยอยากจะมาแชร์วิธีคิด ที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข
ป้าตั้งใจจะแบ่งออกเป็น EP น่าจะซัก 5 - 10 EP (ยังไม่แน่ใจว่าจะเยอะแค่ไหน...ฮา) ใครสนใจติดตามได้นะคะ
บทความชุดนี้อาจตัวหนังสือเยอะหน่อย จะเอาภาพวิวสวยๆ มาแทรกเป็นระยะ
ภาพอาจไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง ไว้แก้เบื่อค่ะ
.

เห็นภาพประกอบแล้วสิ่งที่แวบเข้ามาในสมองคืออะไร
ก็แมวสองตัวนั่งหันหลังให้กันน่ะสิ จะมีอะไรไปได้
.
บางคนอาจจะมีจินตนาการหรือความคิดที่ไกลไปกว่านั้น เช่น
แมวสองตัวนี้ต้องเป็นพี่น้องกันแน่เลยหน้าตาคล้ายๆ กัน
เป็นแมวข้างถนนแน่เลย ใครคงเอามาทิ้งน่าสงสารจัง ดูหน้าเศร้าๆ สงสัยหิว
.
บางคนคิดถึงชีวิตตัวเอง
คู่รักใช่ไหมเนี่ยตอนนี้คงกำลังโกรธกันอยู่สินะ ถึงได้หันหลังให้กัน เหมือนเรากับเค้าเลย
ปรับความเข้าใจกันดีไหม
เป็นเพื่อนรักกัน ช่วยกันระวังภัยมั๊ง ดูกันคนละข้าง เผื่อมีอะไรจะได้บอกกัน
อยากมีคนมาช่วยดูแลกันแบบนี้จัง
บางทีมันอาจจะปรับทุกข์กันอยู่ก็ได้
ถ้าเรามีเพื่อนที่ไม่ต้องพูดกันมากแต่เข้าใจแบบแมวคู่นี้ก็คงจะดี
และอื่นๆ อีกมากมาย ตามประสบการณ์ของแต่ละคน
แล้วรู้ไหมคะความจริงคืออะไร
แมวสองตัวนี้มานั่งอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร
นั่งท่านี้เพราะอะไร ไม่มีใครรู้ใช่ไหมคะ
ป้าก็ไม่รู้เพราะป้าก็บอกให้ Ai มัน Gen มาให้ก็แค่นั้น
สิ่งที่ทุกคนตอบคำถามป้า คือการคิดจินตนาการไปเอง
นั่นแหละคือการ "ปรุงแต่ง"
เอ้า....แล้วมันผิดตรงไหน ใครๆ เค้าก็เป็นกันทั้งนั้นแหละ
ค่ะไม่แปลก แต่เคยสังเกตไหมคะว่าบางทีมันทำให้เกิดปัญหาในชีวิต….!!
.
เอ้า.....ไหงงั้น กะแค่แมวสองตัว ป้าแก่แล้วเพี้ยนไปหรือเปล่า
.
ในความเป็นจริง....เราพบเรื่องที่ปรุงแต่งมากมาย ลองคิดตามดูนะ
.

ตอนขับรถบนถนน โดนคนขับปาดหน้า รู้สึกยังไง
บางคนเฉยๆ ช่างมัน
.
99.99% ของคนหัวร้อน....รู้สึกลึกๆ ในใจว่า “มันหยามกันชัดๆ”
แม้ว่าปากจะพูดว่า “ไอ้นี้...เดี๋ยวก็เกิดอุบัติเหตุหรอก”
การสนองตอบความรู้สึกนี้ จะน้อยมากตามสเกลความหัวร้อนที่มีในตัว
ระดับน้อยที่สุดหงุดหงิดในใจ
ระดับน้อยบ่นออกมาเบาๆ
ระดับปานกลางด่ามันดังๆ ในรถ หรือบีบแตรเตือนเล็กๆ  
ระดับมากบีบแตรด่าลากยาว หรือขับไปปาดคืน
ระดับมากที่สุดถึงกับปาดหน้าจอดรถควักปืนมาไล่ยิง เอาไม้เบสบอลทุบรถคู่กรณี
“มันหยามกันชัดๆ” นั่นคือการปรุงแต่ง
แต่จริงๆ แล้ว รถคันนั้นอาจจะหัดขับ เลยกะระยะไม่ถูก
รถของคุณอาจอยู่ในมุมอับของกระจกรถเลยมองไม่เห็น
มีคนป่วยหนักในรถ จึงรีบจนไม่ทันดูว่ามีรถของคุณอยู่
เป็นไปได้กระทั่งคุณขับรถปาดเขาก่อนโดยไม่รู้ตัว เขาเลยมาปาดคืน
ใครรู้ความจริงบ้าง....แต่คุณปรุงแต่งในใจไปเรียบร้อยแล้ว
และอาจมีเรื่องไปเรียบร้อยแล้วด้วย
ถ้ารู้เหตุผลแต่แรกอาจให้อภัยเค้าได้ง่ายๆ ด้วยซ้ำ
.
ในชีวิตเราเจอการปรุงแต่งอะไรอีกบ้าง
.

ชั้นอยู่ในโลกนี้ไม่ได้แน่ๆ ถ้าขาดเค้า
ไม่มีใครตายเพราะขาดใครหรอกค่ะ
เพราะไม่มีใครไปกั้นปากคุณไว้ไม่ให้กิน  กั้นจมูกคุณไว้ไม่ให้หายใจ
การ "ขาดเขาไม่ได้" คือปรุงแต่ง
ต้องทำทุกอย่างให้เขากลับมา...ซึ่งอาจทำให้คุณทุกข์หนักกว่าเดิม
หรือทำให้คุณจะตายเพราะการปรุงแต่ง....ลุกขึ้นมากรอกยา กระโดดตึก
จริงอยู่การเลิกรา ไม่ว่าเป็นหรือตาย มันมีความทุกข์
อดไม่ได้ที่จะปรุงแต่งความเศร้า เสียใจ อยากได้คืน
แต่บอกเลยค่ะ ถ้าจากกันเพราะเค้าไม่รักคุณ
ถึงคุณตายไปเพราะเค้า เค้าก็ไม่รักคุณ
ไม่มีทางรับรู้หรอกค่ะว่าคุณรักเขามากขนาดไหน
ตัวคุณเองยังไม่รับรู้เลยว่าเค้า “ไม่ต้องการคุณ”....!!
.
ชั้นจะรักเขาคนเดียวไม่มีวันเปลี่ยนใจ....แม้ว่าเขาจะตายจากไป
อาจดูโรแมนติก แสดงถึงรักแท้
การปรุงแต่งเช่นนี้ทำให้คุณปิดกั้นตัวคุณเองจากคนที่สามารถดูแลคุณได้
คน คนนั้นอาจดูแลคุณได้ดีกว่า มีความสุขกว่าด้วยซ้ำ
นิยายหรือละคร มีดราม่าเพื่อความสนุกสนานและอัตถรสของเรื่องค่ะ ไม่ใช่ให้คุณทำตาม
Move on ค่ะ อะไรที่ผ่านไปแล้วให้มันผ่านไป อย่าให้มันมาทำลายชีวิตเรา
อะไรที่เกิดขึ้นย่อมดีเสมอ
การที่เขาเดินออกจากชีวิตคุณไป นั่นคือการเปิดทางให้คุณได้เจอสิ่งใหม่ๆ ที่ดีขึ้น
.
บางครั้งแค่เห็นหน้ากันครั้งแรกก็ไม่ถูกชะตา ทั้งๆ
ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ไม่เคยแม้แต่เห็นหน้ากันด้วยซ้ำ
คนนั้นอาจทำอะไรก็ไม่เข้าตา ไม่ถูกใจไปเสียหมดทั้งๆ ที่จริงๆ
แล้วเขาแค่หายใจและเดินผ่านไปมาเท่านั้น
อาจเหลือบมองหน้าคุณนิดหน่อย เพราะคุณอยู่บนทางที่เค้าเดินผ่าน
ที่ไม่ถูกชะตา...นั่นเพราะคุณปรุงแต่ง
บางทีถ้าคุยกัน ทำงานร่วมกันอาจกลายเป็นเพื่อนรักกันเลยก็ได้
ส่วนคนที่คุณรู้สึกถูกชะตาแต่แรกพบ
หากได้ทำงานร่วมกันใช้ชีวิตร่วมกัน อาจเข้ากันไม่ได้ก็เป็นได้
.
ในชีวิตจริงเมื่อเกิดการปรุงแต่งแล้ว
ก็จะเกิด “ปรุงแต่งหมู่” เพราะจะต้องไปพูดต่อๆ กัน เพื่อ “หาพวก”
.
หมายถึงหาคนที่คิดเหมือนกัน
เพราะคนที่คิดเหมือนกันย่อมมีแนวโน้มที่จะถูกดึงเข้าหากัน แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน
ไม่แปลกค่ะ ที่คนเหล่านั้นจะเจอ “สถานการณ์” ที่สนับสนุนความคิดของตนเอง
เมื่อเกิดการปรุงแต่งหมู่ขึ้น ก็จะเกิดความแตกแยก
เพราะต่างฝ่ายต่างคอยจับผิดกัน
ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว อาจเกิดจากเรื่องแค่
ก้อยถือของหนักเลยวางบนโต๊ะแรงไปหน่อยเพราะหมดแรงตอนถึงโต๊ะพอดี
กิ๊ก อยู่แถวๆ นั้น ด้วยความไม่ชอบก้อยอยู่แล้ว ก็จะปรุงแต่งว่าก้อยกระแทกของใส่ เพื่อประชดตนเอง
จากนั้นก็ไปเล่าให้ แก้ว กุ๊ก แก้ม เกลือ กล้วย เก้า กลอย ฯลฯ ฟัง
แล้วทุกคนก็จะสุมหัวกัน หาประสบการณ์ที่สนับสนุนความคิดที่ว่า “ก้อยกระแทกของเพื่อประชด”
ด้วยข้อความ
“พอเค้าเห็นชั้นนะก็ชักสีหน้าแล้วเดินฉับๆ ไป”
(ก้อยมันถือของหนัก อากาศร้อน หน้าหงิกหน่อย หงุดหงิดบ้างก็ช่างมันปะไร)
“ก่อนมันวางของมันมองหน้าชั้นด้วยสายตาเคียดแค้นอาฆาต”
(ก้อยมันอาฆาตของที่อยู่ในมือค่ะว่าทำไมมันหนักจัง
สายตานั้นอาจผ่านหน้าคุณโดยไม่ได้ตั้งใจเค้าอาจจะไม่เห็นคุณก็ได้)
“พอมันวางเสร็จนะมันก็พูดว่า โอ๊ยเหนื่อยจะแย่ ไม่มีคนช่วย”
(โอ๊ยเหนื่อยจะแย่น่ะก้อยพูดจริง แต่คำว่าไม่มีคนช่วยน่ะ เติมเอง หรือตีความไปเองว่าก้อยมันแดกให้)
จากนั้นทั้งหมดก็จะรุมประชาทัณฑ์ก้อยด้วยสายตา หรือกริยาที่ไม่เหมาะสม
ก้อยก็จะไปเล่าให้ โป้ง ป๊อบ เป้ ปาย ฯลฯ ฟังว่าโดนประชาฑัณฑ์
และเพื่อนก้อยก็จะหาข้อสนับสนุนแบบเดียวกัน เห็นวงจรอุบาทว์ไหมคะ
.
บนโลกโซเชียลมีการปรุงแต่งหมู่ให้เห็นอยู่บ่อยๆ
เวลามีใครตกเป็นกระแสโซเชียล ก็จะมีกระแส “ทัวร์ลง”
การเมืองบ้านเราที่เดินขบวนกันไม่จบไม่สิ้น ก็เกิดจากการปรุงแต่งหมู่นี่แหละค่ะ....!!!
.


"ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง
คิดเอาเองว่าชีวิตของเธอหรือของใคร…
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ
ถูกเขาทำร้ายเพราะใจเธอแบกรับไว้เอง”
(เพลง ก้อนหินก้อนนั้น โรส ศิรินทิพย์)
คงเคยได้ยินเพลงนี้นะคะ นั่นคือคำสอนเรื่องการปรุงแต่งอย่างชัดเจนค่ะ
การปรุงแต่งคือการรับเอาสิ่งที่คนอื่นอาจไม่ได้คิด
ไม่ได้เจตนา จะทำให้คุณโกรธ ผิดหวัง หรือเกิดความรู้สึกไม่ดีมาใส่ใจ
นั่นก็คือคุณกำลังทำร้ายตัวเองด้วยการแบกก้อนหินก้อนนั้นอยู่
แบกทำไมละคะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ทิ้งมันไปค่ะ
.
เลิกได้อย่างไร
ก็แค่รับรู้ในสิ่งที่เกิด มองทุกอย่างอย่างที่มันเป็นจริง อย่าคิดไปไกลกว่านั้น
ใช้สติรับรู้ว่ากำลังปรุงแต่ง
เช่น ก้อยวางของเสียงดังก็รับรู้แค่ “ก้อยวางของเสียงดัง” ไม่ต้องใช้จินตนาการต่อ
ถ้าจินตนาการต่อ ให้บอกตัวเองเลยว่านั่น "กำลังปรุงแต่ง"
ก้อยบ่นว่าเหนื่อยก็รับรู้ว่า “ก้อยบ่นว่าเหนื่อย” อย่าไปคิดว่ากำลังประชดชั้นล่ะสิ
คิดว่า "ก้อยประชด" คือการปรุงแต่ง
อย่าไปคิดปรุงแต่งเอาเองว่าการพูดหรือการกระทำนั้นสื่อถึงอะไร
สิ่งที่คุณคิดเป็นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้
เพราะคุณไม่สามารถทราบอารมณ์หรือเหตุผลที่แท้จริงของเขาได้หรอกค่ะ
หรือเขาบอกออกมาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบคุณก็อาจจะไม่เชื่อค่ะ
บอกทางบวกก็คิดว่าเขาโกหก บอกทางลบก็คิดว่าเขาประชดประชัน
เพราะคนเราจะเห็นในสิ่งที่อยากเห็น และได้ยินสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน
เรื่องไม่เกี่ยวกับชีวิต หน้าที่การงาน ไม่จำเป็นจะต้องไปรู้หรอกว่าจริงๆ มันเป็นอย่างไร
เรื่องมันผ่านไปแล้ว รับรู้ว่ามันผ่านเข้ามา แล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปค่ะ
.

“ความทุกข์เกิดขึ้นจริงแค่ครั้งเดียว แต่ความคิดเกิดวนเวียนให้ทุกข์นับพันครั้ง”
แล้วเรื่องบางเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ที่จะก่อให้เราเกิดสุขทุกข์ ตามแต่จะรับรู้
เรารับรู้เพียงครั้งเดียวชั่วครู่เดียว
แต่เราก็นำมาคิดวกวนจนทำลายความสุขในชีวิต อย่าทำแบบนั้นเลยค่ะ
.
ลองสังเกตชีวิตของคุณดูค่ะ มีอะไรทีคุณปรุงแต่งขึ้นมาบ้าง
อะไรที่คิดเกินความเป็นจริงไปมากมาย
อะไรที่ไม่รู้ได้ความความจริงคืออะไร แต่เราก็คิดไป
เหมือนแมวสองตัวในรูปนั่นแหละค่ะ จริงๆ เป็นไงไม่รู้ แต่เราปรุงแต่งไปมากมาย
ค่อยๆ ลดลง ค่อยๆ เตือนตัวเอง ว่านี่กำลังปรุงแต่ง
แล้วคุณจะมีความสุขขึ้น ทุกข์น้อยลง และการอยู่ร่วมกันของคนในโลกนี้จะมีสุขมากขึ้น
 
 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่