นิยาย เรื่องวุ่นๆ กับหนุ่มข้างบ้าน ตอนที่ 1(3) แรกพบ

        เช้าวันต่อมาอากาศสดชื่นท้องฟ้าสดใส ซึ่งตรงกันข้ามอย่างมากกับสภาพของพราวขวัญยามตื่นนอนวันนี้ เมื่อคืนเธอหลับไปพร้อมกับความกังวลฟุ้งซ่านว่าจะไปขอโทษยังไง จะไปกู้หน้าตัวเองยังไง
        เธอคิดไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกที เธอได้ยินเสียงหัวเราะดังแว่วมา เธอหันไปดูตามเสียงนั้น ตะวันฉายนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวยืนอยู่ปลายเตียงของเธอ เขากำลังหัวเราะ แววตามองเธอด้วยความหื่นกระหาย 
        “คุณเข้ามาได้ยังไง”
        ตะวันฉายไม่ตอบ สายตาเจ้าเล่ห์จ้องมองเธอ และเริ่มเดินเข้ามาใกล้
        “คุณ... คุณจะทำอะไรน่ะ อย่าเข้ามานะ”
        “การเงินมีปัญหา ใส่ชุดนักศึกษามาหาพี่สิจ๊ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
        ตะวันฉายยังยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาทำราวกับไม่ได้ยินที่เธอพูด มิหนำซ้ำยังเดินเข้ามาใกล้จนเกือบชิดปลายเท้าของเธอ เขาเอื้อมมือมาจับข้อเท้าของเธอผ่านผ้าห่ม เธอสะดุ้งโหยง
        “กรี๊ดดดด ปล่อยนะ อย่ามาจับ ปล่อย ปล่อย” พราวขวัญสะบัดขาไปมา พยายามให้ข้อเท้าหลุดจากการจับกุม
        “ปล่อยนะ ฮือ พี่ภพช่วยน้องด้วย” 
        พราวขวัญลืมตาขึ้น ได้ยินเสียงนกร้องจิ๊บๆ ที่นอกหน้าต่าง เธอรู้สึกเหนื่อยเหมือนเพิ่งไปออกกำลังมา เธอเอามือจับหน้าอกข้างซ้ายของตัวเองพบว่ามันกำลังเต้นโครมคราม มืออีกข้างจับที่ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยเหงื่อของเธอ เธอมองซ้ายมองขวารอบห้อง
       ไม่มีใครนี่ เธอฝัน เป็นแค่ความฝัน 
        “ขนาดในฝันยังตามมาหลอกหลอนอีก” นี่มันความซวยอะไรของเธอ ทำไมพี่ภพต้องให้ผู้ชายคนนั้นเช่าบ้านด้วยนะ
         

        ช่วงเย็นหลังจากจัดการธุระปะปังของตัวเองเรียบร้อยแล้ว พราวขวัญก็ออกไปซื้อของ เธอคิดว่าควรซื้อของอร่อยๆ แถวละแวกบ้านดีกว่า เพราะอาหารดังๆ อย่างอื่นตามห้างตะวันฉายคงเคยกินมาหมดแล้ว เธอตัดสินใจซื้อข้าวขาหมูร้านเฮียเจ๋งสองกล่อง และแวะซื้อโรตีพี่ชบามาอีกสี่อัน สองร้านนี้เป็นร้านขึ้นชื่อในละแวกนี้ เธอคิดว่าแบ่งกับตะวันฉายคนละครึ่ง ซื้อมาแค่นี้ก็พอแล้ว แบบนี้จะดูไม่เยอะเกินไป ไม่รู้สึกเหมือนตั้งใจไปประจบประแจง เหมือนเธอแค่ซื้อมาเผื่อซะมากกว่า ทำให้เธอดูเป็นคนมีน้ำใจไม่มีอะไรแอบแฝง
        “เอาล่ะ รอบนี้ต้องไม่พลาด” เธอพยักหน้ากับตัวเองหงึกๆ รู้สึกภูมิใจจริงๆ กับความรอบคอบของตัวเอง

        พราวขวัญขับรถกลับบ้าน ตอนอยู่ในเมืองเธอมักจะไม่ชอบขับรถเพราะสองข้างทางมีแต่ตึก ไม่มีอะไรจรรโลงใจ ต่างกับแถวชานเมืองอย่างที่นี่ ถนนสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ เวลาเธอขับรถผ่านจะรู้สึกสดชื่นผ่อนคลายเหมือนได้ชาร์จพลังนิดๆ เธอตัดสินใจถูกจริงๆ ที่เลือกมาสร้างบ้านที่นี่ จริงๆ แล้วถนนแบบนี้ยังเหมาะกับการวิ่งออกกำลังกายด้วยเพราะไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่านพลุกพล่าน แถมต้นไม้ให้ร่มเงาเยอะ อากาศก็ดี วันนี้ก็มีคนมาวิ่งออกกำลังกายอยู่ประปราย เดี๋ยวว่างๆ เธอต้องหาเวลามาวิ่งบ้างแล้วล่ะ
        พอกลับถึงบ้าน เธอขนของลงจากรถและตรวจดูความเรียบร้อยเสร็จ เธอชะเง้อหน้ามองไปข้างบ้านว่ามีคนอยู่ไหม มีไฟเปิด มีเสียงคน เอ๊ะ แต่ไม่มีรถอยู่ หรือว่าจะไม่อยู่ แต่มีเสียงคนอยู่ในบ้านนี่นา ไฟก็เปิดอยู่ งั้นลองไปดูแล้วกัน คิดได้ดังนั้นพราวขวัญจึงหิ้วถุงใส่ของกินที่ซื้อมาแล้วพาร่างเดินไปยังบ้านข้างๆ
        พอถึงประตูรั้ว เธอพบว่าประตูรั้วเปิดอยู่ นี่มันทะยิ้มๆ นะ หรือว่าจะลืมปิด แต่รถก็ไม่อยู่ หรือว่า คราวนี้จะเป็นขโมยขึ้นบ้านจริงๆ ไม่หรอกมั้ง เมื่อวานก็หน้าแตกทีนึงแล้ว วันนี้ต้องใจเย็นๆ ดูสถานการณ์ก่อน

        เธอเดินผ่านประตูรั้วหน้าบ้านมาเรื่อย จนถึงประตูบ้าน แต่ก็ยังคงพบว่าประตูบ้านก็เปิดอยู่อีกเหมือนกัน เอ๊ะ นี่มันยังไง ทั้งประตูรั้วและประตูบ้านเปิดค้างไว้หมด แล้วรถก็ไม่มี เสียงคนในบ้านเมื่อกี้ก็หายไปแล้ว หรือว่ารอบนี้จะเป็นขโมยเข้าบ้านจริงๆ เธอควรจะเข้าไปในบ้านดีไหมนะ หรือควรจะโทรตามคนมาช่วย ใช่สิ ต้องโทรตามคนมาช่วย
        คิดได้ดังนั้นพราวขวัญก็ทำท่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ไม่มี ... เอ๊ะ เธอไม่ได้เอาโทรศัพท์มาด้วย ต้องเดินกลับไปเอาโทรศัพท์ แล้วถ้าขโมยมันเอาของสำคัญแล้วหนีไปตอนที่เธอกลับไปเอาโทรศัพท์ที่บ้านล่ะ ตายแล้ว ผู้หญิงบอบบางแบบเธอควรจะทำยังไงดี

        “โอ๊ย!” เสียงร้องดังมาจากในบ้าน ตายแล้ว เริ่มมีการลงมือทำร้ายกันแล้ว ภาพข่าวที่เห็นในทีวีในหน้าหนังสือพิมพ์แล่นเข้ามาในหัว ‘หนุ่มดับสยองทุบหัวชิงทรัพย์โหด’ ‘ โจรใจกล้าปาดคอเหยื่อสิ้นใจก่อนหอบทรัพย์หนี’
        ไม่ได้  เธอเห็นคนจะตายตรงหน้าจะไม่ช่วยได้ยังไงกัน พราวขวัญสูดหายใจเข้าเต็มปอดและพ่นลมออกทางปากเพื่อปลุกใจตัวเอง สู้ๆ เธอมองไปรอบๆ หาอะไรสักอย่างที่จะใช้เป็นอาวุธได้ เธอเห็นพลั่วสำหรับทำสวนวางพิงผนังบ้านอยู่จึงรีบไปหยิบมาถือไว้ ในขณะที่มืออีกข้างก็ยังคงหิ้วถุงอาหารอยู่ แลดูเป็นท่วงท่าที่ประหลาดชอบกล ดูเผินๆ คล้ายเธอกำลังจะไปขุดหาอะไรกิน
         เอาล่ะ สถานการณ์สร้างฮีโร่ ต้องเข้าไปช่วยคนก่อน ชักช้าอาจจะมีคนตายได้ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน เธอก้าวเดินไป ค่อยๆ ย่องผ่านประตูเข้าไปในบ้าน อดที่จะกลืนน้ำลายลงคอด้วยความตื่นเต้นไม่ได้ มองซ้าย มองขวา ไม่มีคน ไม่มีใครเลย เธอเดินเข้าไปลึกอีก ชะเง้อมองไปทางห้องนั่งเล่น ไม่มีคน หรือว่าจะอยู่ในห้องครัว เธอกระชับด้ามพลั่วในมือแน่นขึ้นไปอีก ค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปในครัว ใจเต้นโครมครามจนแทบจะกระดอนออกมาข้างนอก เธอเดินเข้าไปอีก แล้วก็เจอเจ้าหัวขโมยตัวร้าย
        “หยุดนะ!”
        เจ้าขโมยหันมามองหน้าเธอด้วยสีหน้างุนงง ซ้ำยังเอ่ยปากถามอีกว่า “คุณเป็นใคร มีธุระอะไร”
        หนอยแน่ะ เจ้าโจรชั่วช้า ตัวเองบุกรุกบ้านคนอื่นยังจะมาถามว่าฉันเป็นใครอีกเหรอ “ฉันเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้”
        เอ๊ะ ไม่ใช่สิ เมื่อกี้มีเสียงคนร้องจากในบ้าน มันต้องเจอพี่ตะวันฉายแล้วแน่ๆ
        “อะแฮ่มๆ ฉันเป็นแฟนเจ้าของบ้าน”
         เธอยืดตัวตรงและพูดต่อ “ฉันแจ้งตำรวจแล้ว อีกไม่นานตำรวจจะมาถึง ยอมมอบตัวซะดีๆ เถอะ ถ้าขืนยังดื้อด้านจะโดนวิสามัญเอาได้นะ โดนยิงตายน่ะเข้าใจไหม”
         เจ้าหัวขโมยยังมีสีหน้ามึนงง พร้อมล้วงกระเป๋า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด ทำท่าจะโทรออก

        พราวขวัญตกใจ หรือว่าเจ้านี่ยังมีพรรคพวกอยู่แถวนี้ มันเลยจะโทรตามพวกให้มาช่วย ไม่ได้การแล้ว จะให้มันโทรเรียกพรรคพวกมาช่วยไม่ได้ พราวขวัญรีบเดินเข้าไปหาเจ้าโจรตรงหน้า แล้วเงื้อมือขึ้นฟาดพลั่วลงไปทันที หัวขโมยคนนั้นเบี่ยงตัวหลบทันแต่ก็ถูกพลั่วฟาดที่ไหล่ด้านซ้ายแบบเฉียดๆ
        “แกอย่าคิดจะโทรเรียกพรรคพวกมาช่วยนะ วางโทรศัพท์ลง” พราวขวัญขู่ฟ่อ ออกคำสั่งเสียงแหว 
        เจ้าหัวขโมยสีหน้านิ่งขึง มองเธอด้วยสายแข็งกร้าว แย่แล้ว เหมือนเธอจะทำให้มันโกรธเข้าแล้ว ยังไม่ทันที่พราวขวัญจะคิดอะไรต่อ เจ้าโจรก็บุกประชิดตัวเธอจากด้านหลังและล็อคคอเธอไว้ด้วยมือข้างเดียว อีกมือหนึ่งฟาดเข้าที่ข้อมือข้างที่ถือพลั่วของเธอ พลั่วที่ถืออยู่ในมือหล่นลงพื้น พราวขวัญเจ็บจนน้ำตาเล็ด
        “นี่แกจะทำอะไร คิดจะฆ่าคนปิดปากเหรอ ตำรวจกำลังจะมาแล้วนะ” ด้วยความตกใจและเจ็บ แม้แต่ถุงอาหารที่อุตส่าห์ไปซื้อมาเป็นมื้อเย็นก็หลุดจากมือหล่นลงพื้นไปซะแล้ว

        เจ้าโจรตรงหน้าไม่สนใจสิ่งที่เธอพูดเลยสักนิด กลับลากเธอเดินถอยหลังทำให้เธอต้องก้าวขาถอยหลังตาม
        “นี่ๆ ตำรวจกำลังจะมาแล้วนะ อย่ามามัวเสียเวลากับฉันเลย รีบหนีไปสิ ช้ากว่านี้จะหนีไม่ทันแล้วนะ”
        พราวขวัญเริ่มรู้สึกร้อนใจ ในเมื่อจับมันไม่ได้และตัวเองกำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็ต้องกล่อมให้ไอ้โจรบ้านี่ปล่อยเธอแล้วหนีไป อย่างน้อยเธอก็จะปลอดภัยและมีชีวิตรอดไปเจอพี่ชาย แต่เหมือนเจ้าหัวขโมยนี่จะไม่ได้สนใจสิ่งที่เธอพูดเลย ยังลากเธอเดินถอยหลังในสภาพล็อคคอเธอไว้จากด้านหลังเหมือนกำลังพยายามหาอะไรอยู่ หรือมันกำลังหาสมบัติของมีค่า
         “นี่บ้านนี้ไม่มีทรัพย์สินอะไรหรอก ฉันกับพี่ เอ๊ย กับแฟนจนมาก หนี้สินท่วมหัว นายเข้าผิดบ้านแล้ว รีบไปเถอะ”
        เงียบ ไม่มีการตอบรับ ร่างแข็งแรงยังคงลากเธอต่อไป และค้นหาของที่ต้องการต่อไป
        จนในที่สุด มันก็หยุดค้นหา 

        มือที่ล็อกคอเธอไว้เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นโอบรอบตัวเธอจากด้านหลังและจับมือทั้งสองข้างของเธอรวบเข้าด้วยกัน มองเผินๆ เหมือนเธอกำลังโดนเจ้าขโมยนี่สวมกอดจากข้างหลัง
        เอ๊ะ หมอนี่จะทำอะไร หรือว่ามันหาของมีค่าไม่ได้เลยจะเปลี่ยนใจมาทำมิดีมิร้ายเธอแทน พราวขวัญพยายามดิ้นแต่เหมือนจะไม่เป็นผล ร่างที่โอบเธอไว้ไม่สะเทือนแม้แต่น้อย และเธอก็กระจ่างชัดเมื่อเห็นมืออีกข้างของเจ้าโจรนั่นกำลังเอาเชือกพันรอบข้อมือของเธอ นี่มันกำลังจะมัดเธอเพื่อไม่ให้เธอขัดขืน พอคิดได้แบบนั้นหัวใจของเธอก็แทบตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
        แย่แล้วๆ คราวนี้แย่จริงๆ แล้ว จะทำไงดี เธอมองมือตัวเองกำลังโดนมัดติดกันอย่างไม่มีทางต่อต้าน ในที่สุดมันก็มัดเสร็จ จากนั้นเจ้าโจรก็ลากเธอไปที่โซฟา ผลักเธอนั่งลงบนโซฟา ยังไม่พอ ยังผลักให้เธอหงายท้องลงนอนอีก นี่มันใช่แน่แล้ว มันจะข่มขืนเธอ พราวขวัญรีบคิดสิ ต้องทำยังไงเธอถึงจะรอด
         “นี่ นายจะทำอะไร ฉันขอบอกไว้ก่อนนะว่าฉันเป็นเอดส์ ถ้านายทำอะไรฉันนายก็จะติดเอดส์ไปด้วย”

        เจ้าหัวขโมยคนนั้นเหลือบสายตามามองหน้าเธอแว่บหนึ่ง ก่อนจะคว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของเธอ พราวขวัญสะดุ้งเฮือก พยายามสะบัดข้อเท้าออก นี่มันเดจาวูชัดๆ เมื่อคืนเธอเพิ่งฝันร้ายว่าถูกตะวันฉายจับข้อเท้าแบบนี้เลย หรือจริงๆ เธอจะมีญาณวิเศษฝันบอกอนาคตได้
        เอาเถอะ เรื่องนั้นช่างมันก่อน เธอดึงความสนใจกลับมาที่ข้อเท้าตัวเองอีกครั้ง เมื่อเห็นอีกทีก็พบว่าข้อเท้าทั้งสองข้างของเธอก็ถูกเชือกมัดเข้าด้วยกันแล้วเรียบร้อย
        ถูกมัดมือมัดเท้าแบบนี้ นี่มันสภาพคนกำลังถูกฆ่าชัดๆ ฮือ....

        ขณะที่พราวขวัญตระหนกตกใจนั้น เจ้าโจรร้ายดูมีสีหน้าท่าทางพอใจเหมือนมันรู้สึกว่าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว
        มันดึงให้เธอลุกขึ้นนั่งเอนตัวพิงโซฟา จากนั้นไปลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าเธอ และเริ่มจ้องมองเธอ มองไล่ไปทั่วตัวของเธอเหมือนสนุกที่กำลังมองเหยื่ออันโอชะที่กำลังจะถูกมันขย้ำ พราวขวัญถูกจ้องมองจนขนลุก เธอกลัวจนไม่กล้าพูดอะไรท้าทายอีก เธอกลัวว่ายิ่งพูดชีวิตเธอจะยิ่งมีโอกาสรอดน้อยลง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่