สวัสดีค่า ขออนุญาตแทนตัวเองว่าเรานะคะ
เราเป็นหมอมาเกิน 5 ปีแล้วค่ะ ทำงานที่โรงบาลรัฐแห่งนึงอยู่ อยู่ในระบบราชการมาตลอด
หากขี้เกียจอ่าน ขอตอบคำถามหัวข้อกระทู้ตรงนี้สั้นๆ เลยว่า ‘จริง และไม่จริง’ ค่ะ (5555 เป็นไง เซฟตัวเองไหม ลองอ่านต่อดูก่อนน้า)
ย้อนกลับไป 10+ ปี ตอนม.6 ยุคเราเป็นยุคอนาล็อก หมายถึงว่าเราไม่มี smart phone จะรับรู้ข่าวภายนอกได้ก็ต้องมาจากทีวี วิทยุ แทบไม่ได้ใช้ internet (คิดๆ ดูก็เป็นช่วงชีวิตที่สุขสงบมาก โฟกัสแต่เป้าหมายของตนเอง)
แน่นอนว่าพอเป็นเด็กเรียนเก่ง ญาติๆ พูดให้เราฟังตั้งแต่อนุบาลเลยค่ะว่าต้องเรียนหมอ เราเลยไม่เคยมีความฝันอื่น สอบติดเข้าเรียนตามระเบียบ
ช่วงมหาลัย 6 ปี เราเรียนจบตามเกณฑ์ มีทั้งทุกข์ และสุข เรียนเหนื่อย อยู่เวรข้ามคืน เวรถี่ ใช้ทั้งแรงกาย และใจ เราเริ่มเป็นโรควิตกกังวล มีอารมณ์เศร้า (แต่ไม่รู้ตัว)
โทษสังคม โทษพ่อแม่ที่ให้เราเรียนหมอ แต่โชคดีที่มีเพื่อนสนิทดีๆ เก่งๆ หลายคน จึงเรียนจบ มีอาชีพของตนเอง (ได้เกียรตินิยมด้วยนะ)
จบมาเป็นหมอทั่วไป
ใช้ทุนปีแรกนี่หนักหน่วงที่สุด อดนอนที่สุด เคสหนัก เคสเยอะ เพราะต้องอยู่โรงบาลจังหวัด ภายใต้อาจารย์แพทย์ เคสก็จะซับซ้อนเพราะเป็นเคสที่โรงบาลตามอำเภอดูไม่ได้ โรควิตกกังวลเรากำเริบ (แต่ก็ยังไม่รู้ตัว) โทษระบบ โทษครอบครัว โทษทุกอย่างไปหมด mindset เราแย่มากทีเดียว
(โทษคนอื่นมันง่ายกว่าปรับตัวเองอ่ะเนาะ แต่มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เรามีทางเลือกมากมาย ลงมือทำอะไรให้มันดีขึ้นสักอย่างได้เลย การโทษคนอื่นมันเหมือนเก็บขยะไว้ในสมอง ในใจเรา เก็บความโกรธไว้ ตัวเราก็จะมีแต่พลังงานไม่ดี ในเมื่อยังไงเราก็ต้องเรียน เพราะก็รายงานตัวเข้ามาแล้ว เลือกได้ว่าจะเรียนอย่างสุขๆ หรือเรียนไปแบบทุกข์ๆ มองโลกแง่ร้าย และว่ากันตามจริงแล้ว เราก็เลือกมาเรียนหมอเองนั่นแหละ)
จุดที่เรารับไม่ได้เลยคือระบบที่บังคับให้เราทำงานยาว 8.00-16.00 น. ตรวจคนไข้ทั่วไป ต่อด้วยเวร (ถ้ามี) ถึง 8.00 น. ของอีกวัน และทำงาน 8.00-16.00 น. ของอีกวัน โดยที่บางคืนแทบไม่ได้นอน นับดูสิว่า 32 ชั่วโมงเต็มเลยนะ ที่ต้องพร้อมดูแลคนไข้ฉุกเฉินตลอดเวลา
มีหลังลงเวรวันนึง เราคิดว่าเรานอนพออยู่ เลยขับรถกลับบ้าน แต่สรุปขับรถเกือบลงข้างทาง หลับในจ้า ดีนะที่ไม่เกิดอุบัติเหตุจนไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน
เราวิตกกังวลด้วย (ยังไม่ได้รักษา) เรานอนไม่ได้แม้ไม่มีเคส เพราะกังวลจนกลัวสายโทรศัพท์ไปเลย เลยต้องหาที่เรียนต่อแล้วหล่ะ
ช่วงใช้ทุนสองปีแรกเป็นช่วงที่เติบโตในเรื่องของการดูคนไข้มาก คือดูไม่เป็น ไม่เคยดูมาก่อน หน้างานมีเราคนเดียว ก็ต้องทำไปเลย มันฉุกเฉินเนาะ เอาชีวิตคนไว้ก่อนวะ มั่นใจในการเป็นหมอของตนแล้วหล่ะ ว่าไม่ว่าเคสแบบไหนมา ฉันจะจัดการได้แน่นอน (มีอะไรให้เรียนรู้ใหม่เรื่อยๆ เลย)
ช่วงใช้ทุนคือเงินรวมหลายๆ อย่างได้เยอะ (ส่วนตัวคิดว่าพอสำหรับการใช้ชีวิตธรรมดาๆ) สำหรับเราคือใช้ฟุ่มเฟือยก็ยังเหลือ (รายรับอยู่ในช่วง 50,000-100,000.- ขอไม่บอกตัวเลขจริงๆ)
ต่อมาอีกสามปี เราเลยตัดสินใจไปเรียนต่อเฉพาะทางนึงที่ไม่มีเวร คือมันดีมาก ได้เจอวิชาที่ชอบด้วย ไม่ต้องอยู่เวรอีกต่างหาก สวรรค์เลย แต่ดันเจออ.ที่ปรึกษา toxic เราเครียดมากจนอยากตายไปเลยช่วงนึง เลยตัดสินใจเริ่มกินยารักษาโรควิตกกังวลและอาการซึมเศร้า และเปลี่ยนที่ปรึกษา
หลังจากนั้นก็เรียนแบบมีความสุข
ที่เป็นจุดเปลี่ยนเลยคือ ได้ดูคนไข้แบบประคับประคอง (palliative care) คนใกล้ตาย จนเราได้กลับมามองตนเองบ้าง
เราเพิ่งตระหนักได้ตอนนั้นว่า ความตายมันใกล้เรามากกว่าที่เราคิดเยอะมาก เราใช้ชีวิตอยู่ราวกับว่าเราจะไม่ตายเช่นนั้นแหละ เราใช้ชีวิตประมาทมากค่ะ
ประมาทอย่างไร ประมาทคือเราไม่รู้ว่าความสุขที่แท้จริงของเราคืออะไรกันแน่ ช่วงพอมีเงินจับจ่ายใช้สอยได้ก็เอาเงินไปซื้อของที่เราไม่ได้อยากได้จริงๆ ซื้อตามกระแส เช่น กาแฟ Starbucks (ช่วงนึงมันราคาแรง ดูหรู แต่ช่วงให้หลังมานี้ ค่ากาแฟร้านทั่วไปแพงกว่า Starbucks เป็นที่เรียบร้อย)
เราซื้อชุดจนล้นตู้ ซื้อชุดเดรสที่สวย แต่ใส่ไม่สบาย ทั้งๆ ที่เราชอบใส่เสื้อสครับหมอทำงานมากกว่า จุดจบคือแทบไม่ได้ใส่เดรสสวยอีกเลย (เหมือนเสียเงินไปฟรีๆ)
เราแค่ shopping เพื่อบำบัดความเครียดจากการทำงานก็เท่านั้นเอง หลายครั้งก็กินของที่ไม่ดีต่อสุขภาพเพราะเครียด จนน้ำหนักขึ้น ก็เครียดสะสมไปอีก
เราใช้คำพูดสื่อสารกับคนในครอบครัวไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พูดกับคนที่ไม่สนิทดีกว่าคนในบ้านตัวเองอีก ทั้งๆ ที่เค้ารักเราที่สุด คอยสนับสนุนเราเสมอ
การได้ดูแลคนไข้ประคับประคองทำให้เรากลับมาคิดกับชีวิตตัวเองใหม่ ว่าจริงๆ แล้วชีวิตเราต้องการอะไรกันแน่ ความสุขที่แท้จริงของเราคืออะไร เพราะความตายมันใกล้ตัวเรามากกว่าเราคิด
ทุกวันนี้ คนเราส่วนมาก วางแผนแต่อยู่อย่างไร (กินอะไรดี บ้านแบบไหนดี ทำงานอะไรดี) แต่ไม่ได้วางแผนเลยว่าจะตายดีต้องทำอย่างไร (คนที่ใช้ชีวิตมาอย่างดี ก็มักมีช่วงท้ายของชีวิตที่สงบค่ะ)
เปรียบเหมือนว่าเรามีโค้ชการเงิน บอกว่าทำงานที่แรกก็ให้เริ่มวางแผนเกษียณได้เลย แต่เรามีชีวิตอยู่มานานเท่าไหร่แล้วคะ โดยที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องความตายเลย?
มันไม่ใช่การสาปแช่ง สิ่งนี้เป็นสัจธรรมที่เราทุกคนต้องตายค่ะ
หลังจากนั้น ทรรศนะในความเป็นหมอเราก็เปลี่ยนไป แรกๆ เราคิดแค่ว่า หมอก็แค่อาชีพนึง ไม่เห็นมีคุณค่าอะไรเลย หาเงินเลี้ยงตัวเองแค่นั้นก็พอนี่หน่า แต่ถ้าเป้าหมายมีแต่เรื่องเงิน มันก็พาเราใช้ชีวิตประมาทอย่างที่เราเล่าให้ฟังไปแล้วค่ะ เราใช้เงินโดยไม่รู้คุณค่า ยิ่งมีก็ยิ่งอยากได้มากขึ้น โลภมากขึ้น อยากได้ไม่มีวันจบ
ด้วยระบบทุนนิยม จะมีสิ่งที่ผู้ผลิตสร้างมาให้เราอยากได้ไม่จบไม่สิ้นอยู่แล้ว มีรถญี่ปุ่นไม่พอหรอก ต้องมีรถยุโรป มีรถยุโรปแล้วก็ไม่พอต้องมีรถหรู หลักสิบล้าน+ นู่นแหละ แล้วต้องเอาตัวเองทำงานหนักขึ้น ไม่ได้พักผ่อน ป่วย เพื่อสิ่งที่ตนเองไม่ได้อยากได้อย่างแท้จริง
พอได้มามันจึงรู้สึกดีแปปเดียว แล้วก็ว่างเปล่า ต้องไปบริโภคเพิ่มอีก ไม่มีวันพอ (disclaimer ก่อนว่า หากมีเงินถุงเงินถัง จะใช้เปย์อะไรเท่าไหร่ก็คงได้)
หลังจากนั้น เราก็รู้สึกว่าอาชีพนี้ทรงคุณค่ามาก ทำงานได้เงินมันแน่อยู่แล้ว แถมได้ช่วยคนจริงๆ ด้วย มีเงินออมมากขึ้น (เพราะไม่ได้จับจ่ายไร้สาระเพื่อซื้อความสุขเท่าไหร่ มีบ้างเล็กน้อย ไม่ค่อยได้กินเพื่อบำบัดความเครียดแล้วด้วย เลิกคาเฟอีนอีก ดื่มชากาแฟน้อยมากๆ)
เอาเงินที่เราเคยใช้ฟุ่มเฟือยไปบริจาคให้คนที่ไม่มี (อันนี้เป็นส่วนนึงของความสุขจริงๆ ที่เราได้ค้นพบค่ะ ว่าการให้มันไม่ได้ทำให้เราจนลง เพราะให้เท่าที่ให้ไหว แต่กลับกัน ยิ่งทำให้ใจเรากว้างขึ้นด้วย)
ช่วงเรียนต่อเฉพาะทางก็ได้พักผ่อน ไม่ค่อยเหนื่อยกายเหนื่อยใจเท่าช่วงเรียนหมอกับช่วงใช้ทุนแล้วค่ะ
ช่วงนี้จบมาเป็นอาจารย์แพทย์แล้วยิ่งสบายค่ะ มีเวลามากขึ้น เงินเยอะขึ้น ได้สอนนักศึกษาแพทย์ (เรารู้สึกว่ามันเป็นการสร้างคน เป็นการให้อย่างนึง) ได้กลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัว มีเวลาออกกำลังกาย นอนหลับสนิท มีเวลาทำสมาธิ พิจารณาความจริงมากขึ้น
การเป็นหมอตอนนี้ทำให้เราวางแผนเกษียณได้สบายๆ (ในระบบราชการ ไม่ได้กังวลเรื่องเงินมาก) ได้ทำสิ่งที่ชอบ ถามว่าสบายไหม ก็กลางๆ นะคะ ต้องตรวจคนไข้เยอะอยู่ เดือนละ 5-6 ร้อยเคส มีงานสอน งานอื่นด้วย ประชุมก็บ่อย แต่ก็เลือกสาขาที่ชอบมาแล้ว
เราก็รู้สึกขอบคุณเหตุการณ์ทั้งดี และไม่ดีในชีวิตมากๆ เพราะว่ามันทำให้เราเติบโต โดยเฉพาะเหตุการณ์ไม่ดีเนี่ยแหละ พอก้าวข้ามผ่านไปได้แล้วมันเติบโตก้าวกระโดด และภาคภูมิใจ ไม่กลับไปทุกข์ซ้ำเดิม เมตตาคนที่เจอปัญหา (คล้ายๆ เรา) มากขึ้น เห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้มากขึ้น
เป็นหมอแล้วสบายจริงไหม = จริง และไม่จริง (ถ้าถามว่ามั่นคงจริงไหม ก็จะตอบว่าจริงค่ะ ทั้งนี้ก็ไม่ควรประมาท)
ขึ้นอยู่กับชีวิตของแต่ละคนเลย (ชีวิตเรามันไม่มีใครเหมือนกัน ไม่สามารถตัดสินแทนใครได้ ปัจจัยในชีวิตของเราต่างกัน) มีทั้งจากปัจจัยในตัวเราเอง มีสิ่งสนับสนุนอะไรบ้าง ทัศนคติ ความพึงพอใจของแต่ละคน ปัจจัยจากภายนอกก็ส่งผลด้วย
หากเรารู้สึกว่าชีวิตไม่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ดีตลอดไป เราเลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตแบบไหน เป็นคนแบบไหน ณ วันนี้จะสร้างเหตุปัจจัยอะไรที่ดีเพื่ออนาคตบ้าง ลงมือทำด้วยความวางใจ เชื่อใจตนเองในทุกๆ วันได้เลยค่ะ
หากวันนี้ยังรู้สึกว่าชีวิตมืดแปดด้าน (เราก็อยากแนะนำเราตอนเมื่อก่อนเหมือนกันค่ะว่า) ให้ลองทำสมาธิดู ยิ่งทำเร็วยิ่งดี
สมาธิมีหลากหลายรูปแบบมากๆ (จริงๆ) ที่เราเคยบริกรรมพุทโธแบบที่เคยทำในโรงเรียน อาจจะไม่ได้เหมาะกับเราก็ได้ (เรารู้สึกว่าไม่ชอบ ณ ตอนนั้น เมื่อ 20 ปีก่อนนู่น เลยต่อต้านการทำสมาธิมาตลอด) หากลองทำแล้ว 1 แบบ แต่ไม่ชอบก็ยังมีอีกเป็นสิบเป็นร้อยรูปแบบให้ลองค่ะ อย่าเพิ่งท้อใจแบบเราเลย
ปัจจุบันโลกมันไปไวมาก เรารับรู้ข่าวสารที่มันไม่จำเป็นมากจนเกินไป (ขยะสมอง) เสพสื่อจนความคิดมันจะทำให้สมองแตก ว้าวุ่น หลายคนก็มีปัญหานอนไม่หลับไปเลย น่าเห็นใจมากๆ
ทั้งๆ ที่สมัยเด็ก เราช่างสดใส สร้างสรรค์ หลับดี พร้อมเล่นในทุกๆ วัน สมาธิจะช่วยให้เรากลับไปเป็นเด็กได้มากขึ้นค่ะ (แต่มีวุฒิภาวะแบบผู้ใหญ่แล้ว มหัศจรรย์เลย มันช่วยให้เราเรียนหนังสือได้ไว แถมเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตได้ไวด้วยค่ะ) ขอให้เชื่อมั่น แล้วทำสม่ำเสมอ แล้วจะเห็นผลดีอย่างแน่นอน
เมื่อเราเอาพลังมาโฟกัสที่ปัจจุบันได้เต็มที่ ไม่เสียดายเสียใจกับเรื่องราวในอดีต (ให้อภัยตนเอง&ผู้อื่นได้) ไม่พะว้าพะวงอนาคตมากจนเกินไป เราก็มีพลังสร้างในปัจจุบัน
ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้น เราจะมองโลกอย่างเข้าใจมากขึ้น ไม่ทุกข์ง่ายแบบเมื่อก่อน เราทำอะไรมาเยอะมากๆ แล้วค่ะ (หลายคนเวลาว่างอยู่นิ่งกับตัวเองไม่ได้ใช่ไหมหล่ะคะ ต้องโทรหาเพื่อน จริงๆ การได้พักผ่อน สงบ รักตัวเองนิ่งๆ บ้างก็เป็นความสุขได้ ไม่เสียเงิน และเกิดสติ สมาธิ ปัญญาด้วย)
เราเรียนรู้สิ่งต่างๆ ภายนอกมาทั้งชีวิต แต่กับตัวเราหล่ะคะ?
หากใช้เวลาเข้าหาตัวเองบ้าง รู้จักตนเองอย่างดี จะรู้ได้เองเลยค่ะว่าตัวเราเหมาะกับเรียนหมอจริงๆ ไหม
ถ้าจำเป็นต้องเรียนเพราะปัญหาทางด้านการเงิน จริงๆ มีอีกหลายอาชีพมากค่ะที่เงินเดือนมากกว่าหมอ ไม่ต้องอดหลับอดนอนเท่า เราถนัดอะไร พัฒนาทักษะอะไรดี เรียนทางไหน เริ่มลงมือทำได้เลยค่ะ (ในทางกลับกัน เพื่อนเราที่ไม่มีคนส่งเสียให้เรียน ไม่มีทรัพย์สมบัติ ก็ทำงานหาเงิน จนตอนนี้เรียนหมออยู่ (ช้ากว่าเราไป 10 ปี) แต่เขาก็ได้เลือกชีวิตของเราเองแล้วค่ะ)
เราเป็นผู้สร้าง เป็นผู้เลือก อย่าให้ความคิด ความกังวล ความไม่มั่นใจ ไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อใจในตนเองมาหลอกเราค่ะ
เรียนหมอสิลูก จะได้สบาย จริงไหม? By หมอที่จบมาแล้วเกิน 5 ปี