คนที่จะเป็นผู้บริหารที่ดีได้นั้นต้องทํางานเก่ง แต่ถ้าใครบริหารความโกรธไม่ได้ คนคนนั้นล้มเหลวแน่นอน โบราณกล่าวไว้ว่า “ผู้นําโกรธไม่ดี พระโกรธไม่งาม สตรีโกรธไม่มีเสน่ห์ แม่บ้านโกรธบ้านไม่ร่มเย็น คนครัว โกรธอาหารไม่อร่อย” จึงเกิดเป็นคําถามขึ้นว่า ทําอย่างไร เราจึงจะห้ามความโกรธได้ การจัดการกับความโกรธนั้นมีอยู่ 3 วิธี คือ
1. การบริหารอารมณ์ ถ้าเราเริ่มโกรธใครก็ตาม ให้บริหารอารมณ์ คืออีคิว (EQ: Emotional Quotient) นั่นเอง และให้ออกจาก สถานการณ์นั้นทันที เช่น ทะเลาะกับเพื่อนแล้วเริ่มโกรธขึ้นมา อย่าไปต่อปากต่อคํา ถ้าอีกคนเป็นไฟ อีกฝ่ายเป็น น้ํามัน ร้อนมาก็ร้อนไป อันตรายมาก ดังนั้นถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโกรธขึ้นมา ขอแนะนําให้ เดินออกจากสถานการณ์นั้น แล้วไปหากิจกรรมอย่างอื่นทํา เช่น ล้างหน้าในห้องน้ําหากไม่หายหงุดหงิด ให้ถอดเด็กไท ขัดห้องน้ำเลย และพยายามปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้สดชื่น วิธีนี้เขาเรียกว่าเป็นวิธีสับหลีก (Face Off) คือ เปลี่ยนหน้า เสีย ถ้าเราไม่เปลี่ยนไปใช้อารมณ์อื่น มัวยืนปะทะอารมณ์ กันอยู่ตรงนั้น แน่นอนปัญหาก็จะบานปลาย ต่อความยาว สาวความยืดไม่รู้จบ
2. หายใจอย่างมีสติ ทุกวันนี้คนเราหายใจแต่ไม่มีสติสักเท่าไร ผู้เขียน เคยไปบรรยายธรรม และลองให้ลูกศิษย์หายใจ “หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ” ลูกศิษย์คนหนึ่งลุกขึ้นถาม “ของหนูไม่เป็นอย่างนั้นเลย หายใจเข้าท้องมันยุบ หายใจออกแล้วทําไมท้องมันพอง มันสวนทางกันหมดเลย" นั่นคือการหายใจเข้าออกอย่างไม่มีสติ ฉะนั้นเมื่อเราโกรธ วิธีแรกต้องออกห่างจากสถาน การณ์ วิธีที่สองคือ ฝึกหายใจ โดยเอามือกุมท้องและหายใจ ยาวๆ ให้ได้ยินเสียงหายใจ “หายใจเข้าท้องพอง หายใจออก ท้องยุบ”
ถ้าทําเป็น เราจะสงบทันตาเห็น ถ้าเราอยู่กับลมหายใจ เราจะสงบอย่างมีสติ จะเห็น คุณค่าของชีวิตว่า ชีวิตในทุกวันนี้มันผูกอยู่กับลมหายใจ นี่เอง ความรู้สึกผิดถูกชั่วดีและสติสัมปชัญญะก็จะคืนมา ตอนเป็นสามเณรน้อย ผู้เขียนเป็นคนที่ทะลุกลาง ปล้องใครพูดไม่ถูกหูจะสวนทันที ทําให้เพื่อนๆ ไม่ชอบ วัดใดที่ผู้เขียนไปเทศน์ พี่สาวสี่คนไม่ยอมไปฟังพระน้อง ชายเทศน์เลย เพราะกลัวชาวบ้านจะตําหนิ เนื่องจากพระ น้องชายปากคอเลาะร้ายจริงๆ ชาวบ้านที่กําลังดื่มเหล้า ถ้าเห็นผู้เขียนเดินผ่าน จะหลบหนีกันหมด งานกร่อยเลย เพราะผู้เขียนไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม แม้จะได้ผล แต่มันไม่มีเสน่ห์ เหมือนพระอาทิตย์ มีแสงก็จริงแต่ไม่มีบริวาร ตรงข้ามกับพระจันทร์ที่ทอแสง นวลตา จึงมีดาวเป็นบริวารมากมาย พอคิดได้ดังนั้น ผู้เขียนจึงเปลี่ยนจากโทสจริตมาเป็นแผ่เมตตาเยอะๆ เดี๋ยวนี้จึงมีบริวารเยอะ
3. นึกถึงผลเสียของความโกรธ คนที่จะเป็นผู้บริหารที่ดีได้นั้นต้องทํางานเก่ง แต่ถ้า ใครบริหารความโกรธไม่ได้ คนคนนั้นล้มเหลวแน่นอน ลองนึกดูหากผู้บริหารแสดงกิริยาอาการโกรธออกไป จะเสียชื่อเสียงเกียรติภูมิของตัวเองแล้ว ยังเสียไปถึงชื่อสียง ของบริษัท และวงศ์ตระกูลของตัวเอง หากนึกได้ดังนี้ ความ รู้สึกผิดชอบชั่วดีก็จะคืนมา และช่วยบรรเทาความโกรธ ลงได้ ต่อจากนั้นให้แผ่เมตตาเวลาเราโกรธใคร หรือใคร เป็นต้นเหตุทําให้เราโกรธให้หลับตานึกถึงดวงหน้าของเขา และแผ่เมตตาให้เขา แต่ไม่ใช่ว่า “ขอให้เธอไปดี” ถึงจะเป็น ถ้อยคําที่เพราะก็จริงแต่ความหมายหยาบมาก ให้นึกไว้ว่า “ขอให้เธออยู่ดีมีสุข ปราศจากทุกข์โศก โรคภัย การที่เธอทําให้ฉันโกรธ ทั้งเธอทั้งฉันน่าสงสารด้วยกันทั้งคู่ เพราะต่างก็ควบคุมตัวเองไม่ได้
เพราะเช่นนั้นขอให้เธอมีสติ ขอให้เธอรู้เนื้อรู้ตัวเช่นเดียวกับฉัน เรามีเวลาอยู่ ในโลกไม่นานนัก อย่ามีเวลาอยู่เพื่อโกรธเกลียดชิงชังกันเลย ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองเธอให้ร่มเย็นเป็นสุขเถิด” แผ่เมตตาให้เขาบ่อยๆ เหมือนน้ำฝนจากฟ้าหลั่งลง มารินรดพฤกษาประชาสัตว์ ทําบ่อยๆ จนทําให้เราเห็น ดวงหน้าของคนที่เราโกรธเป็นความสงสาร นั่นละคือการ ทําศัตรูให้เป็นมิตร เมื่อทําอย่างนี้ได้ หน้าตาผิวพรรณ ของเราจะผ่องใส สดชื่น เบิกบาน เพราะใจเรามีธรรม เพราะ ใจเรามีธรรม เมตตาเปรียบดั่งน้ําฝนชโลมเราก่อนแล้วค่อย ชโลมคนอื่น วิธีนี้ไม่ใช่แค่การกําจัดต้นตอความโกรธข้างในเท่านั้น แต่ยังกําจัดคนที่เราโกรธและเปลี่ยนเขาเป็นมิตรของเราอีกด้วย
ครั้งหนึ่ง มหาตมะ คานธี ได้ไปประชุมที่สภา อังกฤษ ขณะที่กําลังถกเถียงกันจนออกรสออกชาติ ทุกคน ต่างตกอยู่ในอารมณ์โกรธกันหมด จนทหารองครักษ์ต้องเตรียมปืนให้พร้อม คานธีเห็นดังนั้น จึงนั่งคุกเข่าสวดมนต์เพื่อสงบอารมณ์ โกรธของตัวเอง ทุกคนในห้องประชุมต่างพากันนิ่งเงียบ และจับจ้องเขาเป็นตาเดียว
ยี่สิบกว่านาทีผ่านไป ปรากฏว่า นอกจากคานธีจะสงบอารมณ์โกรธได้แล้ว ที่ประชุมทุกคน ก็ได้สติขึ้นมา พอคานธีลุกขึ้นมาประชุมต่อ ทุกคนกลับมา พูดกันด้วยเหตุผลอีกครั้ง หาก 3 วิธีข้างต้นเอาไม่อยู่แล้ว ยิ่งหลับตายิ่งเห็นชัด ยิ่งแผ่เมตตายิ่งไปไม่ถึง วิธีบริหารความโกรธวิธีสุดท้าย คือ การใช้วิธีสวดมนต์เพื่อดึงจิตกลับมาอยู่กับธรรมะ แล้วเรา จะได้สติและจิตร่มเย็นเป็นสุข ถ้าเราทําได้ดังนี้ ก็จะได้ชื่อว่า เป็นนักบริหารชั้นยอด บริหารตัวเองได้ และสามารถบริหารคนทั้งโลกได้
การจัดการกับความโกรธ
คนที่จะเป็นผู้บริหารที่ดีได้นั้นต้องทํางานเก่ง แต่ถ้าใครบริหารความโกรธไม่ได้ คนคนนั้นล้มเหลวแน่นอน โบราณกล่าวไว้ว่า “ผู้นําโกรธไม่ดี พระโกรธไม่งาม สตรีโกรธไม่มีเสน่ห์ แม่บ้านโกรธบ้านไม่ร่มเย็น คนครัว โกรธอาหารไม่อร่อย” จึงเกิดเป็นคําถามขึ้นว่า ทําอย่างไร เราจึงจะห้ามความโกรธได้ การจัดการกับความโกรธนั้นมีอยู่ 3 วิธี คือ
1. การบริหารอารมณ์ ถ้าเราเริ่มโกรธใครก็ตาม ให้บริหารอารมณ์ คืออีคิว (EQ: Emotional Quotient) นั่นเอง และให้ออกจาก สถานการณ์นั้นทันที เช่น ทะเลาะกับเพื่อนแล้วเริ่มโกรธขึ้นมา อย่าไปต่อปากต่อคํา ถ้าอีกคนเป็นไฟ อีกฝ่ายเป็น น้ํามัน ร้อนมาก็ร้อนไป อันตรายมาก ดังนั้นถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโกรธขึ้นมา ขอแนะนําให้ เดินออกจากสถานการณ์นั้น แล้วไปหากิจกรรมอย่างอื่นทํา เช่น ล้างหน้าในห้องน้ําหากไม่หายหงุดหงิด ให้ถอดเด็กไท ขัดห้องน้ำเลย และพยายามปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้สดชื่น วิธีนี้เขาเรียกว่าเป็นวิธีสับหลีก (Face Off) คือ เปลี่ยนหน้า เสีย ถ้าเราไม่เปลี่ยนไปใช้อารมณ์อื่น มัวยืนปะทะอารมณ์ กันอยู่ตรงนั้น แน่นอนปัญหาก็จะบานปลาย ต่อความยาว สาวความยืดไม่รู้จบ
2. หายใจอย่างมีสติ ทุกวันนี้คนเราหายใจแต่ไม่มีสติสักเท่าไร ผู้เขียน เคยไปบรรยายธรรม และลองให้ลูกศิษย์หายใจ “หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ” ลูกศิษย์คนหนึ่งลุกขึ้นถาม “ของหนูไม่เป็นอย่างนั้นเลย หายใจเข้าท้องมันยุบ หายใจออกแล้วทําไมท้องมันพอง มันสวนทางกันหมดเลย" นั่นคือการหายใจเข้าออกอย่างไม่มีสติ ฉะนั้นเมื่อเราโกรธ วิธีแรกต้องออกห่างจากสถาน การณ์ วิธีที่สองคือ ฝึกหายใจ โดยเอามือกุมท้องและหายใจ ยาวๆ ให้ได้ยินเสียงหายใจ “หายใจเข้าท้องพอง หายใจออก ท้องยุบ”
ถ้าทําเป็น เราจะสงบทันตาเห็น ถ้าเราอยู่กับลมหายใจ เราจะสงบอย่างมีสติ จะเห็น คุณค่าของชีวิตว่า ชีวิตในทุกวันนี้มันผูกอยู่กับลมหายใจ นี่เอง ความรู้สึกผิดถูกชั่วดีและสติสัมปชัญญะก็จะคืนมา ตอนเป็นสามเณรน้อย ผู้เขียนเป็นคนที่ทะลุกลาง ปล้องใครพูดไม่ถูกหูจะสวนทันที ทําให้เพื่อนๆ ไม่ชอบ วัดใดที่ผู้เขียนไปเทศน์ พี่สาวสี่คนไม่ยอมไปฟังพระน้อง ชายเทศน์เลย เพราะกลัวชาวบ้านจะตําหนิ เนื่องจากพระ น้องชายปากคอเลาะร้ายจริงๆ ชาวบ้านที่กําลังดื่มเหล้า ถ้าเห็นผู้เขียนเดินผ่าน จะหลบหนีกันหมด งานกร่อยเลย เพราะผู้เขียนไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม แม้จะได้ผล แต่มันไม่มีเสน่ห์ เหมือนพระอาทิตย์ มีแสงก็จริงแต่ไม่มีบริวาร ตรงข้ามกับพระจันทร์ที่ทอแสง นวลตา จึงมีดาวเป็นบริวารมากมาย พอคิดได้ดังนั้น ผู้เขียนจึงเปลี่ยนจากโทสจริตมาเป็นแผ่เมตตาเยอะๆ เดี๋ยวนี้จึงมีบริวารเยอะ
3. นึกถึงผลเสียของความโกรธ คนที่จะเป็นผู้บริหารที่ดีได้นั้นต้องทํางานเก่ง แต่ถ้า ใครบริหารความโกรธไม่ได้ คนคนนั้นล้มเหลวแน่นอน ลองนึกดูหากผู้บริหารแสดงกิริยาอาการโกรธออกไป จะเสียชื่อเสียงเกียรติภูมิของตัวเองแล้ว ยังเสียไปถึงชื่อสียง ของบริษัท และวงศ์ตระกูลของตัวเอง หากนึกได้ดังนี้ ความ รู้สึกผิดชอบชั่วดีก็จะคืนมา และช่วยบรรเทาความโกรธ ลงได้ ต่อจากนั้นให้แผ่เมตตาเวลาเราโกรธใคร หรือใคร เป็นต้นเหตุทําให้เราโกรธให้หลับตานึกถึงดวงหน้าของเขา และแผ่เมตตาให้เขา แต่ไม่ใช่ว่า “ขอให้เธอไปดี” ถึงจะเป็น ถ้อยคําที่เพราะก็จริงแต่ความหมายหยาบมาก ให้นึกไว้ว่า “ขอให้เธออยู่ดีมีสุข ปราศจากทุกข์โศก โรคภัย การที่เธอทําให้ฉันโกรธ ทั้งเธอทั้งฉันน่าสงสารด้วยกันทั้งคู่ เพราะต่างก็ควบคุมตัวเองไม่ได้
เพราะเช่นนั้นขอให้เธอมีสติ ขอให้เธอรู้เนื้อรู้ตัวเช่นเดียวกับฉัน เรามีเวลาอยู่ ในโลกไม่นานนัก อย่ามีเวลาอยู่เพื่อโกรธเกลียดชิงชังกันเลย ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองเธอให้ร่มเย็นเป็นสุขเถิด” แผ่เมตตาให้เขาบ่อยๆ เหมือนน้ำฝนจากฟ้าหลั่งลง มารินรดพฤกษาประชาสัตว์ ทําบ่อยๆ จนทําให้เราเห็น ดวงหน้าของคนที่เราโกรธเป็นความสงสาร นั่นละคือการ ทําศัตรูให้เป็นมิตร เมื่อทําอย่างนี้ได้ หน้าตาผิวพรรณ ของเราจะผ่องใส สดชื่น เบิกบาน เพราะใจเรามีธรรม เพราะ ใจเรามีธรรม เมตตาเปรียบดั่งน้ําฝนชโลมเราก่อนแล้วค่อย ชโลมคนอื่น วิธีนี้ไม่ใช่แค่การกําจัดต้นตอความโกรธข้างในเท่านั้น แต่ยังกําจัดคนที่เราโกรธและเปลี่ยนเขาเป็นมิตรของเราอีกด้วย
ครั้งหนึ่ง มหาตมะ คานธี ได้ไปประชุมที่สภา อังกฤษ ขณะที่กําลังถกเถียงกันจนออกรสออกชาติ ทุกคน ต่างตกอยู่ในอารมณ์โกรธกันหมด จนทหารองครักษ์ต้องเตรียมปืนให้พร้อม คานธีเห็นดังนั้น จึงนั่งคุกเข่าสวดมนต์เพื่อสงบอารมณ์ โกรธของตัวเอง ทุกคนในห้องประชุมต่างพากันนิ่งเงียบ และจับจ้องเขาเป็นตาเดียว
ยี่สิบกว่านาทีผ่านไป ปรากฏว่า นอกจากคานธีจะสงบอารมณ์โกรธได้แล้ว ที่ประชุมทุกคน ก็ได้สติขึ้นมา พอคานธีลุกขึ้นมาประชุมต่อ ทุกคนกลับมา พูดกันด้วยเหตุผลอีกครั้ง หาก 3 วิธีข้างต้นเอาไม่อยู่แล้ว ยิ่งหลับตายิ่งเห็นชัด ยิ่งแผ่เมตตายิ่งไปไม่ถึง วิธีบริหารความโกรธวิธีสุดท้าย คือ การใช้วิธีสวดมนต์เพื่อดึงจิตกลับมาอยู่กับธรรมะ แล้วเรา จะได้สติและจิตร่มเย็นเป็นสุข ถ้าเราทําได้ดังนี้ ก็จะได้ชื่อว่า เป็นนักบริหารชั้นยอด บริหารตัวเองได้ และสามารถบริหารคนทั้งโลกได้