วันนี้ผมอยากมาแชร์เรื่องราวดีๆที่ผมผ่านมันมาแล้วก่อนเข้าเรื่องพอดีวันนี้ไปเจอเด็กนักเรียนเล่นกีต้าอยู่หน้าตลาดผมเลยให้แบงค์ร้อยไปใบนึงน้องมองแล้วเหมือนน้องจะร้องให้ผมเห็นแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรผมเดินออกมาจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนผมลำบากขนาดไหนก่อนที่จะมีทุกวันนี้ช่วงที่อายุผมประมาณ20ผมเข้ามาในเมืองเชียงใหม่พอดีบ้านผมอยู่บนดอยหน่ะครับตอนเข้าในตัวเมืองเชียงใหม่มีเงินติดตัวอยู่7000กว่าๆผมก็เข้ามาหางานทำได้งานเป็นร้านขายหมูจ่ายเป็นเงินเดือนประมาณวันละ344บาทต่อวันผมเลยเช่าห้องอยู่ไกล้ๆที่ทำงานเดินกลับจากที่ทำงานประมาณ5นาทีค่าห้อง+มัดจำก็ปาไป4500แล้วมัดจำ2000ค่าห้อง2500ห้องไม่มีอะไรเลยมีพัดลมติดผนังตัวเดียวห้องโล่งๆเลยเหลือทั้งตัวอยู่แค่2500ก็เลยไปซื้อพวกผ้าปูพื้นและพวกตระกร้าไม้แขวนเสื้อและอื่นๆแต่ได้ซื้อเยอะพอกลับมาเช็คเงินเหลืออยู่แค่1300ตอนนั้นคิดว่าถ้าหมดก็โทรขอพ่อแม่ก่อน2-3วันแรกก็กินข้าวปกติเหลือ1000นึงก็เลยโทรหาพ่อ. พ่อผมพูดมาคำนึงว่าตอนนี้ที่บ้านเรามีเหลืออยู่แค่10000เดียวลูกอดทนอีกหน่อยนะถ้ามีพ่อจะรีบโอนให้ผมสตั้นไปครู่นึงเลยบอกไปว่าไม่เป็นไรผมจะลองไปขอเถ้าแก่ว่าเบิกล่วงหน้าได้ไหมคุยกันไปซักพักผมก็วางสายไปผมกลับมาคิดๆดูแล้วรู้สึกสงสารพ่อแม่มากคนอย่างผมที่ไม่เคยทำอะไรให้ดีเลยเอาแต่จะพึ่งพ่อแม่อย่างเดียวเมื่อก่อนพ่อแม่บอกให้ตั้งใจเรียนก็ไม่ยอมเรียนเอาแต่โดดเรียนจนเรียนไม่จบตอนนั้นผมสำนึกผิดมากๆเข้าเรื่องต่อทีนี้เลยมาคิดดูว่าจะอยู่ยังไงเลยซื้อมาม่าไปเลย3แพค..แพคละ180บาทผมกะว่ายังไงก็อยู่ได้ทั้งเดือนเงินที่เหลือเผื่อไว้ใช้ตอนจำเป็นจริงๆแต่เหลือแค่400กว่าเท่านั้นเองผมกินมาม่าทุกวันวันละ3ซองกินทุกมื้อเช้ากลางวันเย็นกินอยู่แบบนั้นเป็นเดือนพ่อเคยโทรมาถามว่าจะเอาเงินไหมจะโอนให้ผมบอกไปว่าเถ้าแก่ให้เบิกอยู่ไม่เป็นไรแต่จริงๆแล้วเขาไม่ยอมให้เบิกล่วงหน้าพอเงินเดือนออกของเดือนแรกจ่ายค่าห้อง+น้ำ+ไฟ3100ผมตกใจมากว่าทำไม่ค่าไฟกับค่าน้ำถึงแพงจากค่าห้อง2500ไปบวกกับน้ำไฟเพิ่ม600ผมไปถามเจ้าของห้องพักเขาก็อธิบายวกไปวนมาไม่มีอะไรเลยที่ถามไปก็ไม่ได้คำตอบเลยทนอยู่ต่อไปและโอนให้พ่อไปอีก2000เหลือ4-5พันแต่พอมาถึงจุดนี้แล้วผมก็ไม่ยอมซื้อข้าวกินเลยก็ยังคงกินมาม่าต่อไปตอนนั้นผมคิดได้แล้วว่าที่บ้านลำบากกันขนาดไหนพยายามเก็บเงินให้ได้ผมกินมาม่าต่อไปอีก2เดือนไม่ไปเที่ยวไม่ไปหาเพื่อนเลยอยู่คนเดียวทำแต่งานจนช่วงเดือนที่2พ่อผมมีธุระต้องเข้าในตัวเมืองเชียงใหม่แกเลยมาหาผมเอากุญแจให้แกเข้าไปพักในห้องก่อนส่วนผมก็ยังทำงานต่อช่วงเย็นเลิกงานไปเจอแกที่ห้องพ่อถามว่าเป็นอยู่ยังไงบ้างสบายดีไหมผมเลยเลือกที่จะโกหกไปว่าสบายดีไม่มีอะไรต้องห่วงแกถามว่ากินมาม่าทุกวันเลยไหมผมก็โกหกไปประมาณว่าไม่ทุกวันหรอกปกติก็กินข้าวร้านตามสั่งหน้าซอยวันนั้นแกซื้อข้าวขาหมูมาฝากนั่งคุยกันซักพักแกบอกว่าได้เจอลูกแล้วพ่อก็จะกลับบ้านแล้วที่บ้านยังมีไร่นาต้องทำอีกเลยจะรีบกลับผมพยายามให้แก้นอนที่ห้องแล้วค่อยกลับตอนเช้าแกปฏิเสธแล้วก็กลับดอยไปหลังจากนั้นผมก็มาแกะข้าวกล่องกินผมรู้สึกว่าข้าวเมื้อนี้วิเศษมากมันอหร่อยมากทั้งๆที่เป็นแค่ข้าวกล่องผมนั่งกินไปร้องให้ไปคงเพราะผมกินแต่มาม่าทุกวันพอได้กินข้าวถึงได้รู้สึกว่ามันอหร่อยมากจริงๆหลังจากนั้นผมก็ทำงานร้านขายหมูไปอีก3เดือนเลยลาออกเพราะมีเพื่อนชวนลงมาทำงานที่กรุงเทพเลยลาออกมาอยู่กรุงเทพทำงานร้านเหล้าจนทุกวันนี้ก็มีเงินเก็บมีทุกอย่างที่ควรจะใช้ในชีวิตประจำวันแล้วและอีกอย่างนึงคือผมเลิกกินมาม่าแล้วความทรงจำในตอนที่อยู่เชียงใหม่ยังตราตรึงอยู่ในใจเสมอวันที่ชีวิตลำบากที่สุดของผม...ผมไม่รู้หรอกว่าลำบากที่สุดของคนอื่นเป็นแบบไหนอาจจะลำบากมากกว่าผมแต่ถ้าตอนนี้ไครท้อกับเรื่องงานเรื่องครอบครัวชีวิตอยากบอกให้รู้ไว้ว่าอดทนเข้าไว้ความจนนั้นน่ากลัวแต่ชีวิตเรา. เราเปลี่ยนมันได้ถ้าไครที่กำลังเผชิญกับเรื่องแบบนี้ในตอนนี้ขอให้อดทนไว้ค่อยๆปรับเปลี่ยนมันไป
ความทรงจำที่ไม่มีมีวันลืม