
เครดิตภาพ: ประชาชาติธุรกิจ
ถ้าจะเล่าถึงยุคของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หรือที่คนไทยจำนวนมากเรียกท่านอย่างสนิทใจว่า “ป๋า” ให้เห็นภาพจริงๆ เราอาจต้องลืมภาพนายกรัฐมนตรีที่พูดน้อย สุขุม และนิ่งเงียบไปก่อนครับ เพราะเบื้องหลังความนิ่งสงบนั้น คือยุคของการบริหารแบบ "รวมเทพ" เพื่อประคองประเทศผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่อันตรายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ในช่วงต้นทศวรรษ 2520 ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากความมั่งคั่งเลยครับ แต่เราเริ่มจากความ "เกือบถังแตก" โลกเพิ่งสั่นสะเทือนจากวิกฤตราคาน้ำมันครั้งที่สอง เงินสำรองระหว่างประเทศร่อยหรอจนเข้าขั้นวิกฤตศรัทธา ในจังหวะที่ประเทศต้องการ “มันสมอง” มาช่วยวางหมากระยะยาว ป๋าเปรมเลือกใช้แนวทางที่เป็นลายเซ็นของท่านที่สุด นั่นคือการ “ฟังคนรู้จริง” และคนที่ป๋าไว้วางใจให้มาเป็นแม่ทัพเศรษฐกิจก็คือ คุณเสนาะ อูนากูลและทีมเทคโนแครต ข้าราชการผู้ถูกขนานนามว่าเป็นเทคโนแครตที่ซื่อตรงและรอบคอบที่สุด ชนิดที่ว่าหาคนมาเทียบชั้นได้ยากในยุคนั้น
จุดวัดใจแรกที่ป๋าคือ ในช่วงปี 2524–2527 นั่นคือการตัดสินใจ "ลดค่าเงินบาท" เพื่อรับมือกับการขาดดุลการชำระเงินมหาศาล รัฐบาลป๋าเปรมต้องแบกรับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากกลุ่มทุน ภาคธุรกิจที่เสียประโยชน์ และกลุ่มทหารที่ขู่จะปฏิวัติ แต่ป๋าเปรมใช้ "บารมีบวกความซื่อสัตย์" นิ่งเป็นลมใต้ปีกให้ทีมเศรษฐกิจทำงาน ท่านเชื่อมั่นในวินัยการเงินการคลังที่ะวางไว้อย่างเคร่งครัด จนประเทศไทยสามารถรักษาสมดุลและเรียกความเชื่อมั่นจากนานาชาติกลับมาได้สำเร็จ แม้จะต้องยอมถูกด่าว่า "ประหยัดเกิน" หรือประหยัดจนชาวบ้านบ่นในช่วงแรกก็ตาม แต่เดิมพันที่ใหญ่ที่สุดของยุคนั้น คือโครงการ “อีสเทิร์นซีบอร์ด” (Eastern Seaboard) ซึ่งในเวลานั้น พื้นที่อย่างแหลมฉบังและมาบตาพุด ยังเป็นเพียงชายฝั่งเงียบๆ ทุ่งนา และป่าละเมาะ โครงการนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสถาบันการเงินโลกอย่าง World Bank ที่มองว่าไทยกำลัง "ฝันเกินตัว" แต่คุณเสนาะ อูนากูล และทีมสภาพัฒน์ กลับมองเห็นโอกาสที่ลึกซึ้งกว่านั้น โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือการขุดพบ "ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย" ป๋าเปรมมักเรียกก๊าซนี้ว่า "พรจากฟ้า" แต่คุณเสนาะคือคนแปลงพรนั้นให้เป็น "เงิน" ผ่านยุทธศาสตร์ที่แยบยล
หากจะพูดถึงความสำเร็จของอีสเทิร์นซีบอร์ดโดยไม่พูดถึงความขัดแย้งกับ ธนาคารโลก (World Bank) ก็คงเหมือนเล่าเรื่องไม่จบครับ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเลือกระหว่าง "ความปลอดภัยตามตำรา" กับ "โอกาสทองของอนาคต" ในช่วงกลางทศวรรษ 2520 ธนาคารโลกได้ส่งรายงานเตือนรัฐบาลไทยอย่างรุนแรงว่า โครงการพัฒนาชายฝั่งตะวันออกนั้น “ใหญ่เกินตัวและเสี่ยงเกินไป” พวกเขาขู่ว่าหากไทยยังดันทุรังสร้างทั้งท่าเรือแหลมฉบังและนิคมมาบตาพุดพร้อมกัน ประเทศจะตกอยู่ในสภาวะหนี้ท่วมหัวและอาจล้มละลายได้เหมือนหลายประเทศในละตินอเมริกา
ในจังหวะที่เสียงคัดค้านดังระงม คุณเสนาะ อูนากูล ในฐานะเลขาธิการสภาพัฒน์ ต้องกลายเป็น "ด่านหน้า" ในการปะทะทางความคิดกับนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก คุณเสนาะไม่ได้สู้ด้วยอารมณ์ แต่สู้ด้วย "ความจริงเชิงยุทธศาสตร์" ท่านยืนยันต่อป๋าเปรมว่า "ถ้าเราไม่สร้างวันนี้ เราจะไม่มีวันตามโลกทัน" ป๋าเปรมในฐานะผู้นำสูงสุดจึงต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง ท่านเลือกที่จะเชื่อมั่นในมันสมองของเทคโนแครตไทยมากกว่าคำเตือนของฝรั่ง ท่านนิ่งสงบและให้การสนับสนุนคุณเสนาะอย่างเต็มที่ในการเดินสายชี้แจงว่า "ไทยมีวินัยทางการคลังเพียงพอ" และเราไม่ได้สร้างบนความว่างเปล่า แต่สร้างบนฐานพลังงานที่เรามีเองในอ่าวไทย
ความแยบยลของคุณเสนาะในช่วงนี้คือการใช้ "หมากล้อม" ท่านรู้ว่าเมื่อธนาคารโลกไม่สนับสนุน ท่านจึงต้องดึง ญี่ปุ่น เข้ามาเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์แทน โดยใช้กลยุทธ์ดึงที่ปรึกษาและนักวิชาการชั้นนำจากญี่ปุ่น (เช่น ดร.ซาบุโร โอกิตะ) ให้เข้ามานั่งฟังการประชุมในสภาพัฒน์ เพื่อให้เห็น "ไส้ใน" ของแผนงานว่าไทยทำอย่างรอบคอบเพียงใด เมื่อนักวิชาการเหล่านี้เห็นความโปร่งใสและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน พวกเขาก็กลับไปส่งสัญญาณให้รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมาแทนที่เงินกู้จากธนาคารโลก นี่คือการตบหน้าคำสบประมาทของหน่วยงานสากลอย่างเจ็บแสบที่สุด และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โรงงานญี่ปุ่นหลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลหลังเหตุการณ์ Plaza Accord ปี 2528
บทเรียนนี้เตือนสติเราว่า ความสำเร็จระดับชาติไม่ได้มาจากการเดินตามตำราของคนอื่นเสมอไป แต่มันเกิดจากการมีผู้นำที่ซื่อสัตย์และนิ่งพอจะให้โอกาส "คนเก่ง" ได้พิสูจน์ฝีมือ น่าเสียดายที่นักวิชาการหรือสื่อในยุคหลังมักจะมองข้ามความเด็ดเดี่ยวในเหตุการณ์นี้ไป เพียงเพราะติดกับดักเรื่องที่มาของอำนาจ แต่หากเรามองด้วยใจที่เป็นธรรม มรดกอย่างท่าเรือแหลมฉบังและนิคมมาบตาพุดที่เลี้ยงประเทศอยู่ในทุกวันนี้ คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า การ "ดันทุรัง" ของป๋าเปรมและคุณเสนาะในวันนั้น คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดเพื่อลูกหลานไทยในวันนี้ครับ
ถ้าอีสเทิร์นซีบอร์ดคือ "หัวใจ" ที่ผลิตพลังงานและปิโตรเคมีต้นน้ำ นิคมอุตสาหกรรมที่ผุดขึ้นตามมาทั่วประเทศก็คือ "อวัยวะ" ที่รับเอาวัตถุดิบเหล่านั้นไปแปรรูปเป็นเงินเป็นทองครับ ความสำเร็จจากมาบตาพุดและแหลมฉบังกลายเป็นโมเดลต้นแบบที่ทำให้เกิดการ "แจ้งเกิด" ของนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อื่นๆ ตามมาอย่างกับดอกเห็ด
เมื่อ "ยักษ์ใหญ่" เริ่มขยับ
พอนักลงทุนญี่ปุ่นมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลป๋าเปรมวางไว้ พวกเขาก็ไม่ได้หยุดแค่ระยองหรือชลบุรีครับ แต่มันเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "การย้ายฐานการผลิตขนานใหญ่" เข้ามาสู่พื้นที่รอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้ใกล้กับแรงงานและตลาดมากขึ้น นิคมอุตสาหกรรมอย่าง นวนคร, บางปะอิน, ไฮเทค รวมถึงการขยายตัวของนิคมฯ ในเครืออมตะ ในเวลาต่อมา ล้วนได้รับอานิสงส์จากความเชื่อมั่นที่รัฐบาลป๋าเปรมสร้างไว้ทั้งสิ้น
การเปลี่ยน "เกษตรกร" เป็น "มนุษย์โรงงาน" ทั่วไทย
ความมั่งคั่งในยุคนี้มันกระจายตัวออกไปลึกมากครับ จากเดิมที่คนต่างจังหวัดต้องมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ พอมีนิคมอุตสาหกรรมกระจายตัวออกไปตามจุดยุทธศาสตร์ที่รัฐวางแผนไว้ คนไทยเริ่มเห็นทางเลือกใหม่ ลูกหลานชาวนาเริ่มเปลี่ยนจากการจับคันไถมาจับเครื่องจักร เปลี่ยนจากรายได้รายปีที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ มาเป็น "รายได้รายเดือน" ที่มั่นคง มีโอที มีโบนัส
ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิด "ชนชั้นกลางใหม่" จำนวนมหาศาลครับ คนกลุ่มนี้แหละที่มีกำลังซื้อไปผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และส่งลูกหลานเรียนสูงๆ จนกลายเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน
มรดกที่นักวิชาการบางกลุ่ม "ลืมยกย่อง"
น่าเสียดายครับที่พอเราพูดถึง "ยุคทองเศรษฐกิจ" นักวิชาการหรือสื่อที่จริงจังกับเรื่องประชาธิปไตยแบบตำรา มักจะยกความดีความชอบให้แค่เรื่องดวงดีที่ญี่ปุ่นย้ายฐานผลิตมาหาเราพอดี แต่พวกเขาแกล้งลืมมองความจริงที่ว่า "ทำไมญี่ปุ่นถึงเลือกเรา ไม่เลือกฟิลิปปินส์หรืออินโดนีเซียในตอนนั้น?"
คำตอบก็คือ เพราะเรามี "คน" แบบคุณเสนาะและทีมที่วางแผนไว้รอ และมี "ผู้นำ" แบบป๋าเปรมที่นิ่งพอจะรักษาสมดุลทางการเมืองและปกป้องเทคโนแครตไม่ให้ถูกนักการเมืองแทรกแซงนั่นเองครับ ความซื่อสัตย์ของป๋าเปรมและแผนงานคือ "หลักประกัน" ที่นักลงทุนญี่ปุ่นให้ราคามากกว่าสิทธิภาษีเสียด้วยซ้ำ
ทุกวันนี้ เวลาเราขับรถผ่านอยุธยา ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา แล้วเห็นป้ายโรงงานยักษ์ใหญ่ยาวสุดลูกหูลูกตา ให้รู้ไว้เลยครับว่านั่นคือผลผลิตจากการ "กัดไม่ปล่อย" ในวันนั้น วันที่ป๋าเปรมและทีมเทคโนแครตเลือกที่จะเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย มากกว่าคำสบประมาทของต่างชาติ จนทำให้ประเทศไทยมีวันนี้ครับ
เบบี้บูมเมอร์กับยุคทองอุตสาหกรรม: มรดกป๋าเปรม
เครดิตภาพ: ประชาชาติธุรกิจ
ถ้าจะเล่าถึงยุคของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หรือที่คนไทยจำนวนมากเรียกท่านอย่างสนิทใจว่า “ป๋า” ให้เห็นภาพจริงๆ เราอาจต้องลืมภาพนายกรัฐมนตรีที่พูดน้อย สุขุม และนิ่งเงียบไปก่อนครับ เพราะเบื้องหลังความนิ่งสงบนั้น คือยุคของการบริหารแบบ "รวมเทพ" เพื่อประคองประเทศผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่อันตรายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ในช่วงต้นทศวรรษ 2520 ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากความมั่งคั่งเลยครับ แต่เราเริ่มจากความ "เกือบถังแตก" โลกเพิ่งสั่นสะเทือนจากวิกฤตราคาน้ำมันครั้งที่สอง เงินสำรองระหว่างประเทศร่อยหรอจนเข้าขั้นวิกฤตศรัทธา ในจังหวะที่ประเทศต้องการ “มันสมอง” มาช่วยวางหมากระยะยาว ป๋าเปรมเลือกใช้แนวทางที่เป็นลายเซ็นของท่านที่สุด นั่นคือการ “ฟังคนรู้จริง” และคนที่ป๋าไว้วางใจให้มาเป็นแม่ทัพเศรษฐกิจก็คือ คุณเสนาะ อูนากูลและทีมเทคโนแครต ข้าราชการผู้ถูกขนานนามว่าเป็นเทคโนแครตที่ซื่อตรงและรอบคอบที่สุด ชนิดที่ว่าหาคนมาเทียบชั้นได้ยากในยุคนั้น
จุดวัดใจแรกที่ป๋าคือ ในช่วงปี 2524–2527 นั่นคือการตัดสินใจ "ลดค่าเงินบาท" เพื่อรับมือกับการขาดดุลการชำระเงินมหาศาล รัฐบาลป๋าเปรมต้องแบกรับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากกลุ่มทุน ภาคธุรกิจที่เสียประโยชน์ และกลุ่มทหารที่ขู่จะปฏิวัติ แต่ป๋าเปรมใช้ "บารมีบวกความซื่อสัตย์" นิ่งเป็นลมใต้ปีกให้ทีมเศรษฐกิจทำงาน ท่านเชื่อมั่นในวินัยการเงินการคลังที่ะวางไว้อย่างเคร่งครัด จนประเทศไทยสามารถรักษาสมดุลและเรียกความเชื่อมั่นจากนานาชาติกลับมาได้สำเร็จ แม้จะต้องยอมถูกด่าว่า "ประหยัดเกิน" หรือประหยัดจนชาวบ้านบ่นในช่วงแรกก็ตาม แต่เดิมพันที่ใหญ่ที่สุดของยุคนั้น คือโครงการ “อีสเทิร์นซีบอร์ด” (Eastern Seaboard) ซึ่งในเวลานั้น พื้นที่อย่างแหลมฉบังและมาบตาพุด ยังเป็นเพียงชายฝั่งเงียบๆ ทุ่งนา และป่าละเมาะ โครงการนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสถาบันการเงินโลกอย่าง World Bank ที่มองว่าไทยกำลัง "ฝันเกินตัว" แต่คุณเสนาะ อูนากูล และทีมสภาพัฒน์ กลับมองเห็นโอกาสที่ลึกซึ้งกว่านั้น โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือการขุดพบ "ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย" ป๋าเปรมมักเรียกก๊าซนี้ว่า "พรจากฟ้า" แต่คุณเสนาะคือคนแปลงพรนั้นให้เป็น "เงิน" ผ่านยุทธศาสตร์ที่แยบยล
หากจะพูดถึงความสำเร็จของอีสเทิร์นซีบอร์ดโดยไม่พูดถึงความขัดแย้งกับ ธนาคารโลก (World Bank) ก็คงเหมือนเล่าเรื่องไม่จบครับ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเลือกระหว่าง "ความปลอดภัยตามตำรา" กับ "โอกาสทองของอนาคต" ในช่วงกลางทศวรรษ 2520 ธนาคารโลกได้ส่งรายงานเตือนรัฐบาลไทยอย่างรุนแรงว่า โครงการพัฒนาชายฝั่งตะวันออกนั้น “ใหญ่เกินตัวและเสี่ยงเกินไป” พวกเขาขู่ว่าหากไทยยังดันทุรังสร้างทั้งท่าเรือแหลมฉบังและนิคมมาบตาพุดพร้อมกัน ประเทศจะตกอยู่ในสภาวะหนี้ท่วมหัวและอาจล้มละลายได้เหมือนหลายประเทศในละตินอเมริกา
ในจังหวะที่เสียงคัดค้านดังระงม คุณเสนาะ อูนากูล ในฐานะเลขาธิการสภาพัฒน์ ต้องกลายเป็น "ด่านหน้า" ในการปะทะทางความคิดกับนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก คุณเสนาะไม่ได้สู้ด้วยอารมณ์ แต่สู้ด้วย "ความจริงเชิงยุทธศาสตร์" ท่านยืนยันต่อป๋าเปรมว่า "ถ้าเราไม่สร้างวันนี้ เราจะไม่มีวันตามโลกทัน" ป๋าเปรมในฐานะผู้นำสูงสุดจึงต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง ท่านเลือกที่จะเชื่อมั่นในมันสมองของเทคโนแครตไทยมากกว่าคำเตือนของฝรั่ง ท่านนิ่งสงบและให้การสนับสนุนคุณเสนาะอย่างเต็มที่ในการเดินสายชี้แจงว่า "ไทยมีวินัยทางการคลังเพียงพอ" และเราไม่ได้สร้างบนความว่างเปล่า แต่สร้างบนฐานพลังงานที่เรามีเองในอ่าวไทย
ความแยบยลของคุณเสนาะในช่วงนี้คือการใช้ "หมากล้อม" ท่านรู้ว่าเมื่อธนาคารโลกไม่สนับสนุน ท่านจึงต้องดึง ญี่ปุ่น เข้ามาเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์แทน โดยใช้กลยุทธ์ดึงที่ปรึกษาและนักวิชาการชั้นนำจากญี่ปุ่น (เช่น ดร.ซาบุโร โอกิตะ) ให้เข้ามานั่งฟังการประชุมในสภาพัฒน์ เพื่อให้เห็น "ไส้ใน" ของแผนงานว่าไทยทำอย่างรอบคอบเพียงใด เมื่อนักวิชาการเหล่านี้เห็นความโปร่งใสและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน พวกเขาก็กลับไปส่งสัญญาณให้รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมาแทนที่เงินกู้จากธนาคารโลก นี่คือการตบหน้าคำสบประมาทของหน่วยงานสากลอย่างเจ็บแสบที่สุด และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โรงงานญี่ปุ่นหลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลหลังเหตุการณ์ Plaza Accord ปี 2528
บทเรียนนี้เตือนสติเราว่า ความสำเร็จระดับชาติไม่ได้มาจากการเดินตามตำราของคนอื่นเสมอไป แต่มันเกิดจากการมีผู้นำที่ซื่อสัตย์และนิ่งพอจะให้โอกาส "คนเก่ง" ได้พิสูจน์ฝีมือ น่าเสียดายที่นักวิชาการหรือสื่อในยุคหลังมักจะมองข้ามความเด็ดเดี่ยวในเหตุการณ์นี้ไป เพียงเพราะติดกับดักเรื่องที่มาของอำนาจ แต่หากเรามองด้วยใจที่เป็นธรรม มรดกอย่างท่าเรือแหลมฉบังและนิคมมาบตาพุดที่เลี้ยงประเทศอยู่ในทุกวันนี้ คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า การ "ดันทุรัง" ของป๋าเปรมและคุณเสนาะในวันนั้น คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดเพื่อลูกหลานไทยในวันนี้ครับ
ถ้าอีสเทิร์นซีบอร์ดคือ "หัวใจ" ที่ผลิตพลังงานและปิโตรเคมีต้นน้ำ นิคมอุตสาหกรรมที่ผุดขึ้นตามมาทั่วประเทศก็คือ "อวัยวะ" ที่รับเอาวัตถุดิบเหล่านั้นไปแปรรูปเป็นเงินเป็นทองครับ ความสำเร็จจากมาบตาพุดและแหลมฉบังกลายเป็นโมเดลต้นแบบที่ทำให้เกิดการ "แจ้งเกิด" ของนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อื่นๆ ตามมาอย่างกับดอกเห็ด
เมื่อ "ยักษ์ใหญ่" เริ่มขยับ
พอนักลงทุนญี่ปุ่นมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลป๋าเปรมวางไว้ พวกเขาก็ไม่ได้หยุดแค่ระยองหรือชลบุรีครับ แต่มันเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "การย้ายฐานการผลิตขนานใหญ่" เข้ามาสู่พื้นที่รอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้ใกล้กับแรงงานและตลาดมากขึ้น นิคมอุตสาหกรรมอย่าง นวนคร, บางปะอิน, ไฮเทค รวมถึงการขยายตัวของนิคมฯ ในเครืออมตะ ในเวลาต่อมา ล้วนได้รับอานิสงส์จากความเชื่อมั่นที่รัฐบาลป๋าเปรมสร้างไว้ทั้งสิ้น
การเปลี่ยน "เกษตรกร" เป็น "มนุษย์โรงงาน" ทั่วไทย
ความมั่งคั่งในยุคนี้มันกระจายตัวออกไปลึกมากครับ จากเดิมที่คนต่างจังหวัดต้องมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ พอมีนิคมอุตสาหกรรมกระจายตัวออกไปตามจุดยุทธศาสตร์ที่รัฐวางแผนไว้ คนไทยเริ่มเห็นทางเลือกใหม่ ลูกหลานชาวนาเริ่มเปลี่ยนจากการจับคันไถมาจับเครื่องจักร เปลี่ยนจากรายได้รายปีที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ มาเป็น "รายได้รายเดือน" ที่มั่นคง มีโอที มีโบนัส
ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิด "ชนชั้นกลางใหม่" จำนวนมหาศาลครับ คนกลุ่มนี้แหละที่มีกำลังซื้อไปผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และส่งลูกหลานเรียนสูงๆ จนกลายเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน
มรดกที่นักวิชาการบางกลุ่ม "ลืมยกย่อง"
น่าเสียดายครับที่พอเราพูดถึง "ยุคทองเศรษฐกิจ" นักวิชาการหรือสื่อที่จริงจังกับเรื่องประชาธิปไตยแบบตำรา มักจะยกความดีความชอบให้แค่เรื่องดวงดีที่ญี่ปุ่นย้ายฐานผลิตมาหาเราพอดี แต่พวกเขาแกล้งลืมมองความจริงที่ว่า "ทำไมญี่ปุ่นถึงเลือกเรา ไม่เลือกฟิลิปปินส์หรืออินโดนีเซียในตอนนั้น?"
คำตอบก็คือ เพราะเรามี "คน" แบบคุณเสนาะและทีมที่วางแผนไว้รอ และมี "ผู้นำ" แบบป๋าเปรมที่นิ่งพอจะรักษาสมดุลทางการเมืองและปกป้องเทคโนแครตไม่ให้ถูกนักการเมืองแทรกแซงนั่นเองครับ ความซื่อสัตย์ของป๋าเปรมและแผนงานคือ "หลักประกัน" ที่นักลงทุนญี่ปุ่นให้ราคามากกว่าสิทธิภาษีเสียด้วยซ้ำ
ทุกวันนี้ เวลาเราขับรถผ่านอยุธยา ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา แล้วเห็นป้ายโรงงานยักษ์ใหญ่ยาวสุดลูกหูลูกตา ให้รู้ไว้เลยครับว่านั่นคือผลผลิตจากการ "กัดไม่ปล่อย" ในวันนั้น วันที่ป๋าเปรมและทีมเทคโนแครตเลือกที่จะเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย มากกว่าคำสบประมาทของต่างชาติ จนทำให้ประเทศไทยมีวันนี้ครับ