เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องเล่าที่ฟังมาจากคุณพ่อของคุณเอ้ (นามสมมุติ) เหตุการณ์เกิดขึ้นที่บ้านดงบัง ต.หนองบ่อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
มันเป็นเรื่องเล่าของหญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่าป้าอ้อ
ป้าอ้อแกเป็นคนนิสัยดีและเป็นที่รักอย่างเห็นได้ชัดสำหรับคนในท้องที่แถวนั้นมากพอดูเลยทีเดียว
มีอยู่วันหนึ่งซึ่งวันนั้นสามีของป้าอ้อแกไม่ต้องต้องไปทำธุระยังถิ่นอื่น ป้าอ้อแกเลยต้องต้อนฝูงวัวฝูงความไปกินหญ้าตามทุ่งนาแทน แกปล่อยให้ฝูงวัวควายเที่ยวแทะเล็มหญ้าตามท้องทุ่งคันนาไปเรื่อยๆ ส่วนตัวแกเองดันไปนอนหลับพักอยู่ที่โรงนา และแล้ว...ในที่สุด แกก็ผล็อยหลับไป แต่ก่อนที่แกจะผล็อยหลับไปนั้น หูของแกแว่วได้ยินเสียงร้องซึ่งเสียงร้องนั้นมันไม่มีต้นสายปลายเหตุที่แน่ชัดและเพราะเสียงนั้นแหละที่สะกดจิตให้ป้าอ้อต้องเผลอหลับ ทั้งๆที่แกก็พยายามฝืนแล้ว
หลังจากนั้นแกตื่นขึ้นมาอีกทีก็เกือบ 6 โมงเย็น พอแกตื่นขึ้นมา ตัวแกเองก็ลุกขึ้นเดินงัวเงียๆและเดินหายเข้าป่าไปเลย
ครั้นพอเวลาล่วงเลยไปจนฟ้ามืด เมื่อสามีของป้าแกเห็นแต่ฝูงวัวควายเดินทางกลับย้านเอง เท่านั้นแหละสามีของป้าอ้อถึงฉุกใจคิดได้ว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ
ดังนั้นสามีของป้าอ้อจึงเกณฑ์ระดมพวกชาวบ้านให้ช่วยออกตามหาป้าอ้ออีกแรง
คืนนั้นทั้งคืนกลุ่มของชาวบ้านหลายสิบคนต่างก็ช่วยกันหาอยู่แทบทั้งคืน จนกระทั่งเกือบรุ่งสางก็ยังไม่พบสักที
สรุป...คืนนั้นทั้งคืนก็ไม่มีใครพบป้าแกอีกเลย
ทั้งสามีและพวกขาวบ้านต่างก็ช่วยระดมหาอยู่อย่างนั้นเป็นเวลา 3-4 คืน จนกระทั่งพวกชาวบ้านต่างวางแผนหารือกันใหม่
มีหนึ่งในชาวบ้านเหล่านั้นแนะนำว่าน่าจะไปหาหมอผีไสยศาสตร์ เพราะการที่ป้าอ้อหายตัวไปลักษณะเช่นนี้ น่าจะเป็นเรื่องของผีลักซ่อน เพราะปีกติป้าอ้อแกจะไม่ไปไหน และถ้าแกมีอันเป็นไป ป่านนี้ พวกชาวบ้านน่าจะพบศพแกแล้ว
หลังจากที่ทุกคนต่างพากันไปหาหมอไสยศาสตร์ให้มาทำพิธีเปิดที่เปิดทาง และแล้ว...ทุกคนก็พบป้าอ้อจริงๆ
หลังจากที่พบป้าแล้ว ป้าอ้อแกเล่าให้ฟังว่าในระหว่างที่ทุกคนกำลังตามหาป้าแกอยู่นั้น ป้าอ้อแกพยายามส่งเสียงร้องเรียกแต่แกกลับไม่มีเสียง แกเห็นทุกคนเดินผ่านไปมา แต่แกก็ทำอะไรไม่ได้เพราะผีมันบังตาไว้ ในขณะที่ผีมันยังบังตาไว้ป้าแกเล่าให้ฟังว่า ผีมันเอาอาหารมาให้ป้าแกกินวันละมื้อ จนกระทั่งหมอไสยศาสตร์มาช่วยทำพิธีเปิดทางให้
หลังจากนั้น ชาวบ้านก็ทำพิธีเรียกขวัญและเอาเครื่องรางของขลังมาให้ป้าแกป้องกันตัวป้องกันผีป่าลักซ่อนต่อไป
เรื่อง : ผีป่าลักซ่อน
มันเป็นเรื่องเล่าของหญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่าป้าอ้อ
ป้าอ้อแกเป็นคนนิสัยดีและเป็นที่รักอย่างเห็นได้ชัดสำหรับคนในท้องที่แถวนั้นมากพอดูเลยทีเดียว
มีอยู่วันหนึ่งซึ่งวันนั้นสามีของป้าอ้อแกไม่ต้องต้องไปทำธุระยังถิ่นอื่น ป้าอ้อแกเลยต้องต้อนฝูงวัวฝูงความไปกินหญ้าตามทุ่งนาแทน แกปล่อยให้ฝูงวัวควายเที่ยวแทะเล็มหญ้าตามท้องทุ่งคันนาไปเรื่อยๆ ส่วนตัวแกเองดันไปนอนหลับพักอยู่ที่โรงนา และแล้ว...ในที่สุด แกก็ผล็อยหลับไป แต่ก่อนที่แกจะผล็อยหลับไปนั้น หูของแกแว่วได้ยินเสียงร้องซึ่งเสียงร้องนั้นมันไม่มีต้นสายปลายเหตุที่แน่ชัดและเพราะเสียงนั้นแหละที่สะกดจิตให้ป้าอ้อต้องเผลอหลับ ทั้งๆที่แกก็พยายามฝืนแล้ว
หลังจากนั้นแกตื่นขึ้นมาอีกทีก็เกือบ 6 โมงเย็น พอแกตื่นขึ้นมา ตัวแกเองก็ลุกขึ้นเดินงัวเงียๆและเดินหายเข้าป่าไปเลย
ครั้นพอเวลาล่วงเลยไปจนฟ้ามืด เมื่อสามีของป้าแกเห็นแต่ฝูงวัวควายเดินทางกลับย้านเอง เท่านั้นแหละสามีของป้าอ้อถึงฉุกใจคิดได้ว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ
ดังนั้นสามีของป้าอ้อจึงเกณฑ์ระดมพวกชาวบ้านให้ช่วยออกตามหาป้าอ้ออีกแรง
คืนนั้นทั้งคืนกลุ่มของชาวบ้านหลายสิบคนต่างก็ช่วยกันหาอยู่แทบทั้งคืน จนกระทั่งเกือบรุ่งสางก็ยังไม่พบสักที
สรุป...คืนนั้นทั้งคืนก็ไม่มีใครพบป้าแกอีกเลย
ทั้งสามีและพวกขาวบ้านต่างก็ช่วยระดมหาอยู่อย่างนั้นเป็นเวลา 3-4 คืน จนกระทั่งพวกชาวบ้านต่างวางแผนหารือกันใหม่
มีหนึ่งในชาวบ้านเหล่านั้นแนะนำว่าน่าจะไปหาหมอผีไสยศาสตร์ เพราะการที่ป้าอ้อหายตัวไปลักษณะเช่นนี้ น่าจะเป็นเรื่องของผีลักซ่อน เพราะปีกติป้าอ้อแกจะไม่ไปไหน และถ้าแกมีอันเป็นไป ป่านนี้ พวกชาวบ้านน่าจะพบศพแกแล้ว
หลังจากที่ทุกคนต่างพากันไปหาหมอไสยศาสตร์ให้มาทำพิธีเปิดที่เปิดทาง และแล้ว...ทุกคนก็พบป้าอ้อจริงๆ
หลังจากที่พบป้าแล้ว ป้าอ้อแกเล่าให้ฟังว่าในระหว่างที่ทุกคนกำลังตามหาป้าแกอยู่นั้น ป้าอ้อแกพยายามส่งเสียงร้องเรียกแต่แกกลับไม่มีเสียง แกเห็นทุกคนเดินผ่านไปมา แต่แกก็ทำอะไรไม่ได้เพราะผีมันบังตาไว้ ในขณะที่ผีมันยังบังตาไว้ป้าแกเล่าให้ฟังว่า ผีมันเอาอาหารมาให้ป้าแกกินวันละมื้อ จนกระทั่งหมอไสยศาสตร์มาช่วยทำพิธีเปิดทางให้
หลังจากนั้น ชาวบ้านก็ทำพิธีเรียกขวัญและเอาเครื่องรางของขลังมาให้ป้าแกป้องกันตัวป้องกันผีป่าลักซ่อนต่อไป