ผลงานชิ้นใหญ่ของสมยศ พุมพันธุ์ม่วง

1 ปี หลังจากที่ศาลฎีกา ตัดสินคดี ให้สยามสปอร์ต เป็นฝ่ายเอาชนะสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย นับจากวันนั้น ฝ่ายสมาคมชำระหนี้ไปแล้ว ถึงหลักร้อยล้านบาท
เมื่อวันก่อน มีข่าวเรื่องนี้หลุดออกมา พอผมเห็น ก็ประหลาดใจว่า "เฮ้ย ใช้หนี้หมดแล้วหรอ" ส่วนตัวไม่อยากเชื่อ เพราะหนี้สยามสปอร์ตมันเป็นเงินก้อนมหาศาลมาก 3-400 ล้านเลยไม่ใช่หรอ มันจะเคลียร์ได้ไง กับช่วงเวลาสั้นๆ แค่ 1 ปี
นั่นทำให้ผมตัดสินใจสอบถามไปที่สมาคมโดยตรง ซึ่งพอได้รับข้อมูล จึงเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ขอมาเล่าต่อให้ทุกคนฟังแบบเข้าใจง่ายนะครับ
สำหรับคนที่จำไม่ได้ ว่าสมาคมติดหนี้สยามสปอร์ตตอนไหน และเพราะอะไร ผมขอเล่าแบ็กกราวน์นิดเดียวครับ
ย้อนกลับไปในปี 2556 สมาคมฟุตบอล ยุควรวีร์ มะกูดี เซ็นสัญญากับสยามสปอร์ต ให้เป็นผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ของไทยลีก เป็นระยะเวลา 10 ปีเต็ม (2556-2565)
แต่ในปี 2559 เมื่อมีการเลือกตั้งนายกสมาคมคนใหม่ ปรากฏว่า พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นฝ่ายชนะ ซึ่งทันทีที่ได้รับตำแหน่ง เขามองว่าสัญญาของสยามสปอร์ตกับสมาคมนั้น "ไม่ชอบธรรม" เพราะสยามสปอร์ตได้กำไรมากเกินไปจากสัญญาที่เซ็นกันไว้ในยุควรวีร์
พล.อ.สมยศ ระบุว่า ในสิทธิประโยชน์ของไทยลีกที่เซ็นกันไปในยุควรวีร์ สมาคมจะได้เงินส่วนแบ่ง 5% ส่วนสยามสปอร์ตได้ 95% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สมาคมแทบไม่ได้อะไรเลย (แต่ฝั่งสยามสปอร์ตจะอธิบายว่า มันไม่ได้เยอะขนาด 5% - 95% ขนาดนั้น)
ไม่ว่าเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจะเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ พล.ต.อ.สมยศ ตัดสินใจฉีกสัญญาทิ้ง แบบไม่มีใครตั้งตัว แล้วเดินหน้าหาผู้ดูแลสิทธิประโยชน์เจ้าใหม่
ปัญหาของเรื่องนี้ คือสยามสปอร์ต เซ็นสัญญากับสมาคม (ยุควรวีร์) อย่างชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นถ้า พล.ต.อ.สมยศไม่พอใจเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งที่สมาคมได้รับ หรืออะไรก็ตาม ก็ต้องมาคุย มาเจรจา หาข้อตกลงร่วมกันก่อน ไม่ใช่ฉีกกันดื้อๆ แบบนี้
สยามสปอร์ตโวยแหลก พวกเขาระบุว่า ลงทุนไปแล้วมากมายเพื่อไทยลีก แล้วสัญญาที่เซ็นไว้ก็ยังเหลืออีกตั้ง 7 ปี องค์กรยังไม่ทันได้กำไรคืนเลยด้วยซ้ำ ก็มาโดนฉีกสัญญาแบบมัดมือชกแบบนี้ ดังนั้นพวกเขายอมไม่ได้ ต้องไปสู้คดีกันบนศาล
จุดนี้เอง ที่นำมาสู่ การฟ้องร้องอันดุเดือดของสมาคม กับ สยามสปอร์ต ต่างคนต่างฟ้องโจมตีกัน
คดีที่ 1 สยามสปอร์ต ฟ้อง สมาคมฟุตบอล เรียกเงิน 1,401 ล้านบาท โทษฐานฉีกสัญญา โดยไม่ได้รับความเห็นชอบ
คดีที่ 2 สมาคมฟุตบอล ฟ้อง สยามสปอร์ต เรียกเงินคืน 1,139 ล้านบาท อ้างว่า สยามสปอร์ตได้เงินจากการเป็นผู้ถือสิทธิประโยชน์ไปแล้ว แต่กั๊กเงินไว้เอง ไม่ยอมนำเงินมาส่งมอบให้สมาคม
สำหรับคดีทั้ง 2 นั้น หลังจากยื้อกันมา 9 ปี ก็ได้ข้อสรุปไปแล้วทั้งหมด ในวันที่ 6 มีนาคม 2568
คดีที่ 2 ที่สมาคมฟุตบอล ฟ้อง สยามสปอร์ต ศาลยกฟ้อง สยามสปอร์ตชนะคดี ไม่ต้องจ่ายสมาคมแม้แต่บาทเดียว เพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอ ว่าสยามสปอร์ตกั๊กเงินเก็บไว้เอง
ส่วนคดีที่ 1 ศาลฎีกา พิพากษาให้สยามสปอร์ตชนะคดีเช่นกัน โดยบอกว่า สมาคมฉีกสัญญาอย่างไม่เป็นธรรม ผลลัพธ์คือ สมาคมต้องจ่ายค่าชดเชย เป็นจำนวน 360 ล้านบาท และดอกเบี้ยอีกจำนวนหนึ่ง
ขณะที่อีกคดีที่ไขว้กันอยู่ คือศาลได้สั่ง สยามสปอร์ต ใช้จ่ายเงินชดเชย ให้บริษัท ซีนิแพล็กซ์ (ทรูวิชั่นส์) เป็นจำนวน 240 ล้านบาท เนื่องจากพวกเขาไปรับเงินจากทรูวิชั่นส์ มาแล้วในปี 2559 แต่เมื่อคุณไม่ได้เป็นผู้ดูแลสิทธิประโยชน์แล้ว ก็ต้องคืนเงินก้อนนั้นให้กับทรูวิชั่นส์ไป
ดังนั้น จากคำพิพากษา ที่โยงใยกับผู้เกี่ยวข้อง 3 เจ้า บทสรุปก็คือ
สมาคม > ต้องจ่ายค่าเสียหายให้สยามสปอร์ต 360 ล้าน พร้อมดอกเบี้ย
สยามสปอร์ต > ต้องจ่ายหนี้คืนให้ทรูวิชั่นส์ 240 ล้าน พร้อมดอกเบี้ย
ความน่าสนใจของเรื่องนี้ คือวันที่ศาลประกาศคำตัดสิน (6 มีนาคม 2568) ณ เวลานั้น สมาคมเพิ่งเปลี่ยนนายกสมาคม ได้ 1 ปี จาก พล.ต.อ.สมยศ มาเป็น มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ
แต่ไม่ว่าใครจะเป็นนายกฯ คนที่ติดหนี้ คือ "สมาคมฟุตบอล" ในฐานะนิติบุคคล ดังนั้น แม้มาดามแป้งจะไม่ได้เป็นคนก่อหนี้ แต่ก็มีหน้าที่ต้องชดใช้หนี้ที่เกิดขึ้น
worst case คือถ้าเธอหาเงินมาจ่ายไม่ได้ ปลายทางฝั่งสยามสปอร์ตอาจจะยึดทรัพย์ อย่างตึกสำนักงานของสมาคมฟุตบอลที่ตั้งอยู่ด้านในกกท. ใครจะไปรู้ อาจต้องตกเป็นของสยามสปอร์ตก็ได้
สำหรับตัวเลขแบบกลมๆ นั้น สมาคมต้องจ่ายเงินต้น 360 ล้าน และ ดอกเบี้ย 120 ล้าน รวมเป็น 480 ล้านบาท ให้สยามสปอร์ต ซึ่งเป็นตัวเลขที่เยอะมากๆ โดยเฉพาะสภาพเศรษฐกิจแบบนี้
อย่างไรก็ตาม ฝั่งมาดามแป้ง ได้ยืนยันกับ ระวิ โหลทอง เจ้าของสยามสปอร์ต ว่าเธอขอเวลาหน่อย เธอไม่หนีแน่นอน เพราะเป็นหนี้ก็ต้องจ่าย
360 ล้าน +120 ล้าน เป็นเงินก้อนใหญ่มาก แต่มาดามแป้งแสดงเจตจำนงว่า จะใช้หนี้ให้ได้มากที่สุด จนกว่าเธอจะหมดวาระการเป็นนายกสมาคม ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2571
สาเหตุที่เธอให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะสมมุติอนาคต เธอไม่ได้ลงสมัครเป็นนายกฯ รอบต่อไป ถ้ามีใครมารับงานต่อ นายกฯ คนใหม่ ก็ไม่ควรเริ่มต้นจากบัญชีติดลบมหาศาล ดังนั้นในยุคของเธอ จะพยายามปลดหนี้ก้อนนี้ให้เหลือน้อยที่สุดให้ได้
วิธีการจ่ายหนี้นั้น มาดามแป้ง ตั้งใจจะเคลียร์ดอกเบี้ย 120 ล้านให้ได้ก่อน มองไปทีละก้าว คือถ้ามองแบบก้อนใหญ่ 480 ล้าน มันท้อใจเกิน ค่อยๆ แก้ไขทีละสเต็ปก็แล้วกัน
แผนคือ จะหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ย 120 ล้านให้ได้ ภายใน 1 ปี และจากนั้นก็จะได้เดินหน้าลุย จ่ายเงินต้น 360 ล้านบาทที่ยังค้างคาอยู่
เมื่อวางแผนแล้ว เธอก็เดินหน้าลุย ในเดือนมีนาคม 2568 (หนึ่งเดือนหลังจากมีคำพิพากษา) มาดามแป้ง ควักเงินส่วนตัว จ่ายให้สยามสปอร์ตไปก่อน 25 ล้านบาท
เดือนมิถุนายน 2568 เธอจัดสรรเงินจากสมาคม มาจ่ายหนี้ให้สยามสปอร์ตอีก 20 ล้านบาท
เป้าหมายคือ ทุกๆ 2 เดือน จะทยอยจ่ายเรื่อยๆ เป็นก้อนใหญ่ ซึ่งเธอก็ทำแบบนั้นได้จริงๆ
อย่างเวลาสมาคมได้เงินสัญญาจากลิขสิทธิ์ไทยลีก หรือได้เงินจากสปอนเซอร์เจ้าไหน เธอก็แยกเงินไว้กองหนึ่ง เพื่อเอามาจ่ายหนี้อย่างสม่ำเสมอ
ณ เวลานี้ กุมภาพันธ์ 2569 สมาคมฟุตบอลจ่ายหนี้ให้สยามสปอร์ตไปแล้ว "105 ล้านบาท" และในเดือนหน้า มีนาคม 2569 ที่จะเป็นวาระครบหนึ่งปี หลังจากศาลตัดสิน มาดามแป้งจะจ่ายอีก 15 ล้านบาทที่เหลือ เพื่อเป็นการ "ปลดดอกเบี้ย 120 ล้านบาท" อย่างเป็นทางการ
ดังนั้นกับข่าวที่ผู้คนอาจจะสับสน ว่า"สมาคมเคลียร์หนี้สยามสปอร์ตครบแล้ว" จริงๆ ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ เพิ่งจ่ายไป 25% เท่านั้น (120 จาก 480)
แต่พูดก็พูดเถอะครับ การหาเงินหลักร้อยล้าน ภายใน 1 ปีได้แบบนี้ ก็ถือว่าทำได้ดีจนน่าเซอร์ไพรส์แล้ว
สำหรับหนี้สินก้อนที่เหลือ ด้วยความที่สยามสปอร์ต ติดหนี้ทรูวิชั่นส์อยู่ 240 ล้าน จึงมีข่าวว่า สยามสปอร์ต อาจจะโยนหน้าที่ชำระหนี้ ให้มาดามแป้งไปเคลียร์กับทรูวิชั่นส์เองเลย
ดังนั้นหนี้ 360 ล้านที่เหลือ จะเป็นการแบ่งจ่าย 240 ล้านให้ทรูวิชั่นส์ และอีก 120 ล้านให้สยามสปอร์ตนั่นเอง
ส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้บอกว่ามาดามแป้งทำดีทุกอย่าง ผมวิจารณ์เธอเสมอ ถ้ามีข้อผิดพลาด เช่น ตอนพานักเตะทีมชาติไปไหว้เจ้าคุณธงชัยก่อนเกมเจอจีน หรือ ตอนปลดอิชิอิทั้งๆ ที่กำลังมีผลงานที่ดีกับทีมชาติไทย
แต่กับเรื่องการชำระหนี้สิน ที่คั่งค้างมาจากสมาคมชุดเก่า ผมคิดว่าเธอทำได้ดีครับ 120 ล้านบาท ใน 1 ปี ถือว่าเป็นตัวเลขที่เยอะแล้วจริงๆ
ตอนที่ผมคุยกับสมาคม เขาได้อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า เรื่องหนี้สินมหาศาล ส่งผลต่อแนวทาง ในการจัดสรรเงินของสมาคมเป็นอย่างมาก
คือเวลาได้เงินก้อนมา มาดามแป้งก็จะแบ่งเอาไปจ่ายหนี้ก่อน ให้มันจบๆ ไป ไม่อยากปล่อยค้างไว้จนเป็นดินพอกหางหมู รีบตัดดอกเบี้ย ตามด้วยตัดเงินต้น ไม่ต้องยืดเยื้อ ไม่ต้องคาราคาซัง เป็นหนี้ใครก็ต้องจ่ายเขาไป
แต่การเร่งจ่ายหนี้ มันก็มีข้อเสียเหมือนกัน คือเงินทองที่ควรเอาไปพัฒนาในด้านอื่นๆ ก็จะหายไป

ถ้าไปดูสถานการณ์การเงินของสมาคมตอนนี้ อยู่ในภาวะ ตึงมือพอดี
- พวกเขามีพนักงานในสมาคมทั้งหมด 12 ฝ่าย บุคลากรหลักร้อย ที่ต้องจ่ายเงิน Fixed Cost ทุกเดือน
- แต่ละปี ต้องจ่ายเงินสนับสนุนทีมไทยลีกเพิ่มขึ้น อย่างไทยลีก 1 ตอนแรก 10 ล้านบาทต่อปี เพิ่มเป็น 15 ล้านบาทต่อปี หรือใน ไทยลีก 2 จากเดิม 3 ล้านบาทต่อปี เพิ่มเป็น 4 ล้านบาทต่อปี สาเหตุที่ต้องจ่ายเพิ่ม ก็เพื่อให้สโมสรมีเงินทุนมากพอ ที่จะรันทีมต่อไปได้
- เงินสนับสนุนจากฟีฟ่า หายไปปีละ 5 แสนดอลลาร์ (จนถึงปี 2573) เพราะถูกกู้ล่วงหน้าไปแล้ว ในยุคนายกสมยศ
ค่าใช้จ่ายมากมาย รวมกับหนี้สินที่ต้องจ่ายให้สยามสปอร์ต (และทรูวิชั่นส์) ทำให้การเงินของสมาคมมีความตึงมากๆ โอเค ว่ามันก็พอจะรันองค์กรไปได้ แต่ไม่ได้มีงบมากพอ ในการจะงอกโปรเจ็กต์อะไรใหญ่ๆ ขึ้นมา

จากที่คุยกับฝั่งสมาคม พอจับความรู้สึกได้ว่า พวกเขาอยากให้แฟนบอลเห็นใจกันบ้าง ว่าในสถานการณ์ที่ทุกอย่างรุมเร้าขนาดนี้ แต่การช่วยประคองสมาคมให้ไม่พินาศไปได้ ก็พยายามเต็มที่แล้ว

กระแสมวลชน ณ เวลานี้ ยังไม่ได้ชื่นชม หรือ ต่อว่าเธอ ในทางเดียวกันขนาดนั้น กระแสยังแบ่งเป็นสองฝ่ายอยู่
แต่โมเมนต์ชี้ชะตาของเธอ จะอยู่ในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ที่ไทยจะเจอกับเติร์กเมนิสถาน ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ถ้าไทยชนะ ได้เข้ารอบเอเชียนคัพ ผมว่าทุกอย่างสำหรับมาดามแป้งจะเบาลงมาก

ต่อให้เธอทำหลายอย่างดีๆ รวมถึงเคลียร์นี้ให้สยามสปอร์ตไปแล้ว 120 ล้านก็เถอะ ถ้าทีมชาติชุดใหญ่ตกรอบ เชื่อได้เลย ว่าจะไม่มีใครมาสนใจความดง ความดี อะไรทั้งนั้น

ที่มา : เพจ FBวิเคราะห์บอลจริงจัง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่