-คณะกรรมาธิการวุฒิสภาเสนอให้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ภายใน 3 ปี โดยทยอยปรับขึ้นปีละ 1%
-การปรับขึ้น VAT คาดว่าจะช่วยสร้างรายได้ให้รัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 แสนล้านบาทต่อปี เพื่อแก้ปัญหาการคลังและรองรับสังคมสูงวัย
-รายได้ส่วนเพิ่มจากการขึ้น VAT จะถูกจัดสรรเข้าบัญชีเงินออมเฉพาะบุคคล และนำไปใช้เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น 3,000 บาทต่อเดือน
-ข้อเสนออื่น ๆ ในการปฏิรูปภาษี ได้แก่ การกลับมาเก็บภาษีขายหุ้น, การศึกษาภาษีทองคำ, และการฟื้นภาษีเดินทางออกนอกประเทศ
เตือน “กลุ่มอาการต้มกบ” ประเทศไทยแก่ก่อนรวย
นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อนุกรรมาธิการด้านการคลัง กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสิ่งที่เรียกว่า “กลุ่มอาการต้มกบ” (Boiling Frog Syndrome) คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ต่อเนื่อง จนสังคมเคยชินและไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา โดยเฉพาะวิกฤตโครงสร้างประชากร
ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ของไทยลดลงจากกว่า 1.2 ล้านคนต่อปีในอดีต เหลือไม่ถึง 400,000 คนต่อปี ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate) ลดลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและสิงคโปร์ ทว่าไทยยังมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่ามาก จึงเผชิญความเสี่ยง “แก่ก่อนรวย” อย่างเต็มรูปแบบ
ขณะเดียวกัน ไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี มากกว่า 30% ของประชากรทั้งหมด ผลการศึกษาหลายสำนักชี้ว่า ผู้สูงอายุควรมีเงินออมไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีศักดิ์ศรี แต่ในความเป็นจริง คนไทยมากกว่าครึ่งมีเงินออมไม่ถึง 1 ล้านบาท และจำนวนมากไม่มีระบบออมภาคบังคับรองรับเหมือนหลายประเทศ
ชงปรับขึ้น VAT เป็น 10% ภายใน 3 ปี
หนึ่งในข้อเสนอหลัก คือ การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากอัตราปัจจุบัน 7% เป็น 10% ซึ่งเป็นเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว แต่ให้ดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ปีละ 1% จาก 7% เป็น 8% ในปีแรก และทยอยปรับจนถึง 10% ภายใน 3 ปี
นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง กล่าวว่า ไทยตรึง VAT ที่ 7% มานานกว่า 33-34 ปี เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ แต่เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนและ OECD ซึ่งจัดเก็บในช่วง 10-25% แล้ว อัตราของไทยถือว่าต่ำมาก
ปัจจุบัน VAT เป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาล คิดเป็นมูลค่ากว่า 900,000 ล้านบาท หรือประมาณ 30% ของรายได้ทั้งหมด หากปรับขึ้นสู่ 10% คาดว่าจะเพิ่มรายได้รัฐอีกประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม คณะทำงานเสนอว่า เงินส่วนเพิ่ม 3% ไม่ควรถูกนำไปใช้จ่ายทั่วไป แต่ควรจัดสรรเข้าสู่บัญชีเงินออมเฉพาะบุคคล วงเงินเป้าหมาย 400,000 บาทต่อผู้เสียภาษีหนึ่งราย และนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เพื่อสร้างกลไกการออมระยะยาว และเป็นแหล่งเงินสำหรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น 3,000 บาทต่อเดือน จากปัจจุบันที่ได้รับ 600-1,000 บาท
ทั้งนี้ คณะทำงานย้ำว่า การขึ้น VAT ต้องดำเนินควบคู่กับมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น การเพิ่มสวัสดิการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย เพื่อไม่ให้ภาระตกกับประชาชนฐานล่างเกินควร
เตือนงบขาดดุลเรื้อรัง หนี้จ่อเพดาน 70%
นายวริทธิ์ พิพิธพจนการณ์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง ระบุว่า ประเทศไทยขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยเฉพาะช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่การขาดดุลสูงเกินกรอบความยั่งยืนทางการคลัง 3% ของ GDP และมีแนวโน้มแตะ 4.4% ในปี 2569
ขณะที่หนี้สาธารณะคาดว่าจะเพิ่มเป็น 69.78% ของ GDP ในปี 2571 ใกล้เพดานที่กำหนดไว้ 70% นอกจากนี้ ภาระค่าใช้จ่ายด้านสังคมสูงวัยจะเพิ่มเป็น 120,000 ล้านบาทในปี 2570 จากค่าเฉลี่ยเดิม 84,000 ล้านบาท
เขาชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รายจ่ายเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงโครงสร้างรายได้ที่มี “รูรั่ว” จากการยกเว้นภาษี (Tax Expenditure) และฐานภาษีที่แคบ โดยจากแรงงาน 40 ล้านคน มีผู้เสียภาษีเงินได้จริงเพียง 4 ล้านคนเท่านั้น
สว. เสนอรัฐบาลใหม่ขึ้น VAT 10% ใน 3 ปี เพื่อแก้ปัญหาการคลังขาดดุล และคนไทยแก่ก่อนรวย