ภัณฑิรา เวอร์การา จาก ‘วอลล์สตรีต’ สู่ ‘ประกันสังคม’ เขย่าพอร์ต 25 ล้านคนไทย.

บนที่นั่งชั้นบิสซิเนสคลาสของเที่ยวบินจากชางงี สิงคโปร์ มุ่งหน้าสู่สุวรรณภูมิ ภัณฑิรา เวอร์การา อาจกำลังนั่งทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจโลกเหมือนที่เธอทำมาตลอดชีวิตการทำงาน แต่เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การไปเจรจาปิดดีลหมื่นล้านให้กับมหาเศรษฐี

นักการเงินระดับ “Ultra Rich” ที่เคยดูแลพอร์ตระดับพันล้านดอลลาร์ให้มหาเศรษฐีโลก เดินทางข้ามประเทศเพื่อมานั่งในห้องที่ได้ “ค่าเบี้ยประชุม 2,000 บาทพร้อมค่าเดินทาง 1,000 บาท” รวม 3,000 บาทต่อครั้ง ในฐานะ อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด กองทุนประกันสังคม

จากคนที่เคยดูแลพอร์ตมูลค่ามหาศาล ให้ตระกูลผู้มั่งคั่ง วันนี้เธอมองหาวิธีช่วยให้พอร์ตมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาทของคนไทยกว่า 25 ล้านคน เติบโตและได้ผลประโยชน์ในระดับสูงกว่าที่ผ่านมา

กับดักระบบราชการ
เมื่อถามถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกที่สุดของกองทุนประกันสังคม ภัณฑิราไม่ได้เริ่มที่ตัวเลขในพอร์ต แต่เริ่มที่ “โครงสร้าง” เธอมองว่ากองทุนที่มีมูลค่ามหาศาลเกือบ 3 ล้านล้านบาท กลับถูกขังอยู่ในระบบราชการที่ล้าสมัย

“ปัญหาใหญ่มี 2 เรื่องหลัก คือ โครงสร้างและการลงทุน ซึ่งจริง ๆ แล้วการลงทุนปัจจุบันทำได้ดีในระดับหนึ่งแต่ถ้าเราแก้ปัญหาโครงสร้างได้ เราจะมีประสิทธิภาพสูงกว่านี้มหาศาล” ภัณฑิราเริ่มต้นอธิบาย

เธอมองว่าปัจจุบันกองทุนประกันสังคมถูกบริหารภายใต้วิธีคิดแบบหน่วยงานราชการ ซึ่งมี “ระเบียบ” เป็นอุปสรรคสำคัญในการตัดสินใจที่ต้องแข่งกับเวลา พร้อมมองหาจังหวะและโอกาสในตลาดโลก

“เม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้ หากต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือขยับตำแหน่งใด ๆ วิธีการแบบราชการอาจทำให้เราตัดสินใจได้ไม่ทันท่วงที ทีมบริหารขึ้นตรงกับหน่วยงานราชการ อำนาจของบอร์ดบริหารไม่สามารถลงรายละเอียดหรือกำกับดูแลได้เหมือนบริษัทเอกชน”

เธอยกตัวอย่างเรื่อง “ความโปร่งใส”ที่สังคมรับทราบอยู่เป็นระยะจากข่าวในหน้าสื่อ และรูปแบบที่ติดอยู่กับโครงสร้างเดิม เช่น มาตรฐานการรายงานผลตอบแทน ที่อนุกรรมการได้พยายามให้คำแนะนำวิธีรายงานผลตามมาตรฐานสากล แต่ด้วยโครงสร้างปัจจุบัน บอร์ดลงทุนมีโอกาสทำได้แค่ “ให้คำแนะนำ” ไม่ได้มีอำนาจสิทธิขาดในการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีไทย ที่อาจไม่ตอบโจทย์เรื่องราคาตลาดของสินทรัพย์ในพอร์ต ทุกอย่างต้องผ่านขั้นตอนคณะเลขาฯ ปลัด ไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เพื่ออนุมัติและเปลี่ยนแปลง

“ถ้ามองประกันสังคมเป็นองค์กรธุรกิจ มีบอร์ดบริหาร แต่บอร์ดกลับไม่มีอำนาจโดยตรงเหนือทีมบริหารซึ่งเป็นข้าราชการ ในโลกเอกชน บอร์ดสามารถให้คำแนะนำ ตรวจสอบและสั่งการ CEO ให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ แต่ในระบบประกันสังคมปัจจุบัน คำแนะนำจากบอร์ด ทีมบริหารจะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้”

เธอบอกจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างในหน่วยงานให้เกิดการ Check and Balance ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเพื่อความโปร่งใส

สัดส่วนลงทุน “พอร์ตไทยเกินไป”
หลังจากการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในปี 2566 ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้ดึงตัวผู้เชี่ยวชาญอย่าง ภัณฑิรา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการเปลี่ยนแปลง สิ่งแรกที่เธอพบเมื่อกางพอร์ตการลงทุนที่สั่งสมมายาวนาน 33 ปี คือสภาวะที่ให้น้ำหนักการลงทุนในประเทศมากเกินไป

“พอร์ตเราไทยเกินไป” ภัณฑิราวิเคราะห์ “ถือสินทรัพย์ในประเทศสูงถึง 70-80% ทั้งพันธบัตร กองทุนและหุ้นไทย ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากไทยไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก”

เธอเปรียบเทียบว่า การลงทุนในประเทศตัวเองเป็นหลักอาจไม่ใช่เรื่องผิด หากเราเป็นนักลงทุนสหรัฐ เพราะเศรษฐกิจสหรัฐ คือเครื่องยนต์หลักของโลก แต่สำหรับไทยที่มีสัดส่วนทางเศรษฐกิจน้อยในระดับโลก การที่กองทุนประกันสังคมซื้อแต่หุ้นและพันธบัตรไทยเกือบทั้งหมด คือการเปิดรับความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

“ถ้าเราต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและโตไปพร้อมกับโลก หน้าตาพอร์ตของเราต้องคล้ายกับโลกนี้ให้มากที่สุด” เธอย้ำ “เราต้องโตไปพร้อมโลก” ไม่ใช่โตไปพร้อมประเทศที่โตได้ช้า

นอกจากความเสี่ยงเรื่องการกระจุกตัวแล้ว อีกหนึ่งปัญหาคือ “การกลัวความเสี่ยงจนเกินเหตุ” ตลอด 33 ปีที่ผ่านมา กองทุนเน้นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงมากจนเกินไป ได้ผลตอบแทนเพียง 1-2% ต่อปี

“หลายคนอาจรู้สึกว่าการลงทุนแบบนี้ไม่เสี่ยง เพราะตัวเลขไม่เคยติดลบ แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ นี่คือความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด เพราะในระยะยาวมันเป็นการทำให้อายุของกองทุนสั้นลง ผลตอบแทนแค่นี้ไม่เพียงพอต่อการดูแลสังคมสูงวัยที่เรากำลังเผชิญ”

เธอย้ำว่า การลงทุนที่ดีไม่ใช่การไม่รับความเสี่ยง แต่คือการรับความเสี่ยงที่เหมาะสมและบริหารจัดการมันได้

“ถ้าเรารับความเสี่ยงได้ดีขึ้นในสินทรัพย์ที่เติบโตสูง เราก็มีโอกาสยืดอายุกองทุนนี้ออกไปได้อีกนาน”

ค่าเสียโอกาส-ยุทธศาสตร์ 50:50
ภายใต้การขับเคลื่อนของคณะทำงานชุดใหม่ ภัณฑิราและทีมงานได้นำเสนอการปรับเปลี่ยนเชิงรุกเพื่อลด “ค่าเสียโอกาส” Opportunity Cost ที่กองทุนสูญเสียไปเนิ่นนาน

เป้าหมายที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือ การปรับสัดส่วนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Asset Allocation-SAA) โดยเสนอปรับแผนพัฒนาจากการเน้นสินทรัพย์มั่นคงหรือเสี่ยงต่ำ 70% มาเป็นสูตร 60:40 สินทรัพย์มั่นคง 60 สินทรัพย์เติบโตสูง 40 ในเฟสแรก และตั้งเป้าพุ่งไปสู่ 50:50 ภายในปี 2570 พร้อมยกตัวอย่าง กองทุนระดับโลกอย่างกองทุนนอร์เวย์ (GPFG) และญี่ปุ่น (GPIF) โดยกองทุนทั้งสองมีกลยุทธ์การลงทุนและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน แต่สัดส่วนสินทรัพย์เติบโตในกองทุนนอร์เวย์สูงถึง 70% ในขณะที่กองทุนญี่ปุ่น 50%

อดีตกรรมการบริหารการลงทุน กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง ธนาคาร Goldman Sachs – Former Executive Director Private Wealth Advisor Goldman Sachs กางตัวเลขให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากกองทุนสามารถเพิ่มผลตอบแทนได้เพียง 1% จากพอร์ต 2.8 ล้านล้านบาท จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กองทุนถึง 28,000 ล้านบาทต่อปี

“ถ้าเราทำได้ถึง 6-8% ตามเกณฑ์สากล มันจะช่วยชะลอวิกฤตได้มหาศาล เราอาจจะไม่ต้องรีบขึ้นเบี้ยสมทบ หรือไม่ต้องขยายอายุเกษียณของผู้ประกันตนในทันที เพราะเงินกองทุนเติบโตทำงานแทนเรา”

ที่ผ่านมาจากการคำนวณเบื้องต้น เอาแค่ระยะเวลาราว 20 เดือนที่เธอนั่งในตำแหน่งอนุฯ พบว่าส่วนต่างของผลตอบแทนที่กองทุนควรจะทำได้เทียบกับ “สิ่งที่ทำอยู่จริง” คิดเป็นค่าเสียโอกาสสูงถึง 300 ล้านบาทต่อวัน หรือมูลค่าสะสมสูงถึง 180,000 ล้านบาท มาคำนวณ ตลอด 20 เดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาล

เธอกล่าวเสริมว่า การขยายเพดานการลงทุนไปต่างประเทศ คือ เครื่องมือที่จะช่วยลดผลกระทบจากการกระจุกตัวในไทย และเปิดประตูสู่โอกาสในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมที่ไม่มีในตลาดหุ้นไทย

ความหวังในวัยชรา
ภัณฑิราสะท้อนภาพใหญ่ของไทยที่กำลังเผชิญกับสภาวะแก่ก่อนรวย โดยมีอัตราการเกิดเพียง 1.0 คนต่อผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ 1 คน ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร 2.1 คน ส่งผลให้จำนวนคนตายมากกว่าคนเกิดต่อเนื่อง ต่ำที่สุดในเอเชียพอ ๆ กับสิงคโปร์และเกาหลีใต้ “แต่เราไม่รวยเท่าเขา” ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายต่อระบบสวัสดิการแบบเดิม ยังไม่นับปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน, การออมต่ำ รวมถึงปัญหาสุขภาพ

“บ้านเราอาจจะเป็นคนที่ยังไม่รวย แต่แก่เร็ว และไม่ค่อยอยากมีลูกแล้ว”

ภัณฑิราบอกว่า ถ้ากองทุนประกันสังคมเข้มแข็งและสร้างผลตอบแทนได้ดี รัฐจะมีเงินมากพอที่จะไปอุดหนุนสวัสดิการแม่และเด็ก หรือจูงใจให้คนอยากมีครอบครัวมากขึ้น เหมือนในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย นี่คือกลไกที่จะช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรในระยะยาว

สำหรับภารกิจประกันสังคม “ภัณฑิรา” เชื่อมั่นในพลังของการเปลี่ยนแปลง หากสามารถแก้ปัญหาโครงสร้างผ่านการเมืองภาพใหญ่ได้ ปัญหาการลงทุนจะแก้ไขได้ผลเร็ว ซึ่งจะช่วยให้กองทุนรอดพ้นจากวิกฤต และเป็นที่พึ่งพาให้คนไทยในวัยชราได้

“ประเทศไทยยังไม่แก่เกินไปที่จะเริ่มลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างน้อยๆ เรายังพอมีทุนที่มากพอที่เติบโตได้ทัน หากทุกคนร่วมช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างกองทุนประกันสังคมไทย ซึ่งเป็นก้าวแรกของการลงทุนที่ดีขึ้น ตั้งแต่วันนี้”

ภัณฑิราที่ปัจจุบันงานหลัก คือ ผู้บริหาร Family Office หน่วยงานที่คอยจัดการดูแลขุมทรัพย์ให้กับเหล่ามหาเศรษฐี พูดทิ้งท้ายในเชิงเป้าหมายส่วนตัวที่กระทบต่อส่วนรวมว่า

“ที่ผ่านมา 20 ปี เราช่วยให้คนรวย รวยขึ้นอยู่ตลอด… พอมีโอกาสเข้ามาทำงานร่วมกับประกันสังคม มันก็ตอบโจทย์คำถามในใจเราเหมือนกัน เรากำลังทำงานที่เราทำเป็นอยู่แล้ว แต่รอบนี้ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง บุคคลหรือตระกูลใด… เรากำลังทำเพื่อคน 25 ล้านคน”...

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-1963042


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่