บนที่นั่งชั้นบิสซิเนสคลาสของเที่ยวบินจากชางงี สิงคโปร์ มุ่งหน้าสู่สุวรรณภูมิ ภัณฑิรา เวอร์การา อาจกำลังนั่งทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจโลกเหมือนที่เธอทำมาตลอดชีวิตการทำงาน แต่เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การไปเจรจาปิดดีลหมื่นล้านให้กับมหาเศรษฐี
นักการเงินระดับ “Ultra Rich” ที่เคยดูแลพอร์ตระดับพันล้านดอลลาร์ให้มหาเศรษฐีโลก เดินทางข้ามประเทศเพื่อมานั่งในห้องที่ได้ “ค่าเบี้ยประชุม 2,000 บาทพร้อมค่าเดินทาง 1,000 บาท” รวม 3,000 บาทต่อครั้ง ในฐานะ อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด กองทุนประกันสังคม
จากคนที่เคยดูแลพอร์ตมูลค่ามหาศาล ให้ตระกูลผู้มั่งคั่ง วันนี้เธอมองหาวิธีช่วยให้พอร์ตมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาทของคนไทยกว่า 25 ล้านคน เติบโตและได้ผลประโยชน์ในระดับสูงกว่าที่ผ่านมา
กับดักระบบราชการ
เมื่อถามถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกที่สุดของกองทุนประกันสังคม ภัณฑิราไม่ได้เริ่มที่ตัวเลขในพอร์ต แต่เริ่มที่ “โครงสร้าง” เธอมองว่ากองทุนที่มีมูลค่ามหาศาลเกือบ 3 ล้านล้านบาท กลับถูกขังอยู่ในระบบราชการที่ล้าสมัย
“ปัญหาใหญ่มี 2 เรื่องหลัก คือ โครงสร้างและการลงทุน ซึ่งจริง ๆ แล้วการลงทุนปัจจุบันทำได้ดีในระดับหนึ่งแต่ถ้าเราแก้ปัญหาโครงสร้างได้ เราจะมีประสิทธิภาพสูงกว่านี้มหาศาล” ภัณฑิราเริ่มต้นอธิบาย
เธอมองว่าปัจจุบันกองทุนประกันสังคมถูกบริหารภายใต้วิธีคิดแบบหน่วยงานราชการ ซึ่งมี “ระเบียบ” เป็นอุปสรรคสำคัญในการตัดสินใจที่ต้องแข่งกับเวลา พร้อมมองหาจังหวะและโอกาสในตลาดโลก
“เม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้ หากต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือขยับตำแหน่งใด ๆ วิธีการแบบราชการอาจทำให้เราตัดสินใจได้ไม่ทันท่วงที ทีมบริหารขึ้นตรงกับหน่วยงานราชการ อำนาจของบอร์ดบริหารไม่สามารถลงรายละเอียดหรือกำกับดูแลได้เหมือนบริษัทเอกชน”
เธอยกตัวอย่างเรื่อง “ความโปร่งใส”ที่สังคมรับทราบอยู่เป็นระยะจากข่าวในหน้าสื่อ และรูปแบบที่ติดอยู่กับโครงสร้างเดิม เช่น มาตรฐานการรายงานผลตอบแทน ที่อนุกรรมการได้พยายามให้คำแนะนำวิธีรายงานผลตามมาตรฐานสากล แต่ด้วยโครงสร้างปัจจุบัน บอร์ดลงทุนมีโอกาสทำได้แค่ “ให้คำแนะนำ” ไม่ได้มีอำนาจสิทธิขาดในการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีไทย ที่อาจไม่ตอบโจทย์เรื่องราคาตลาดของสินทรัพย์ในพอร์ต ทุกอย่างต้องผ่านขั้นตอนคณะเลขาฯ ปลัด ไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เพื่ออนุมัติและเปลี่ยนแปลง
“ถ้ามองประกันสังคมเป็นองค์กรธุรกิจ มีบอร์ดบริหาร แต่บอร์ดกลับไม่มีอำนาจโดยตรงเหนือทีมบริหารซึ่งเป็นข้าราชการ ในโลกเอกชน บอร์ดสามารถให้คำแนะนำ ตรวจสอบและสั่งการ CEO ให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ แต่ในระบบประกันสังคมปัจจุบัน คำแนะนำจากบอร์ด ทีมบริหารจะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้”
เธอบอกจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างในหน่วยงานให้เกิดการ Check and Balance ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเพื่อความโปร่งใส
สัดส่วนลงทุน “พอร์ตไทยเกินไป”
หลังจากการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในปี 2566 ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้ดึงตัวผู้เชี่ยวชาญอย่าง ภัณฑิรา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการเปลี่ยนแปลง สิ่งแรกที่เธอพบเมื่อกางพอร์ตการลงทุนที่สั่งสมมายาวนาน 33 ปี คือสภาวะที่ให้น้ำหนักการลงทุนในประเทศมากเกินไป
“พอร์ตเราไทยเกินไป” ภัณฑิราวิเคราะห์ “ถือสินทรัพย์ในประเทศสูงถึง 70-80% ทั้งพันธบัตร กองทุนและหุ้นไทย ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากไทยไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก”
เธอเปรียบเทียบว่า การลงทุนในประเทศตัวเองเป็นหลักอาจไม่ใช่เรื่องผิด หากเราเป็นนักลงทุนสหรัฐ เพราะเศรษฐกิจสหรัฐ คือเครื่องยนต์หลักของโลก แต่สำหรับไทยที่มีสัดส่วนทางเศรษฐกิจน้อยในระดับโลก การที่กองทุนประกันสังคมซื้อแต่หุ้นและพันธบัตรไทยเกือบทั้งหมด คือการเปิดรับความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
“ถ้าเราต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและโตไปพร้อมกับโลก หน้าตาพอร์ตของเราต้องคล้ายกับโลกนี้ให้มากที่สุด” เธอย้ำ “เราต้องโตไปพร้อมโลก” ไม่ใช่โตไปพร้อมประเทศที่โตได้ช้า
นอกจากความเสี่ยงเรื่องการกระจุกตัวแล้ว อีกหนึ่งปัญหาคือ “การกลัวความเสี่ยงจนเกินเหตุ” ตลอด 33 ปีที่ผ่านมา กองทุนเน้นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงมากจนเกินไป ได้ผลตอบแทนเพียง 1-2% ต่อปี
“หลายคนอาจรู้สึกว่าการลงทุนแบบนี้ไม่เสี่ยง เพราะตัวเลขไม่เคยติดลบ แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ นี่คือความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด เพราะในระยะยาวมันเป็นการทำให้อายุของกองทุนสั้นลง ผลตอบแทนแค่นี้ไม่เพียงพอต่อการดูแลสังคมสูงวัยที่เรากำลังเผชิญ”
เธอย้ำว่า การลงทุนที่ดีไม่ใช่การไม่รับความเสี่ยง แต่คือการรับความเสี่ยงที่เหมาะสมและบริหารจัดการมันได้
“ถ้าเรารับความเสี่ยงได้ดีขึ้นในสินทรัพย์ที่เติบโตสูง เราก็มีโอกาสยืดอายุกองทุนนี้ออกไปได้อีกนาน”
ค่าเสียโอกาส-ยุทธศาสตร์ 50:50
ภายใต้การขับเคลื่อนของคณะทำงานชุดใหม่ ภัณฑิราและทีมงานได้นำเสนอการปรับเปลี่ยนเชิงรุกเพื่อลด “ค่าเสียโอกาส” Opportunity Cost ที่กองทุนสูญเสียไปเนิ่นนาน
เป้าหมายที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือ การปรับสัดส่วนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Asset Allocation-SAA) โดยเสนอปรับแผนพัฒนาจากการเน้นสินทรัพย์มั่นคงหรือเสี่ยงต่ำ 70% มาเป็นสูตร 60:40 สินทรัพย์มั่นคง 60 สินทรัพย์เติบโตสูง 40 ในเฟสแรก และตั้งเป้าพุ่งไปสู่ 50:50 ภายในปี 2570 พร้อมยกตัวอย่าง กองทุนระดับโลกอย่างกองทุนนอร์เวย์ (GPFG) และญี่ปุ่น (GPIF) โดยกองทุนทั้งสองมีกลยุทธ์การลงทุนและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน แต่สัดส่วนสินทรัพย์เติบโตในกองทุนนอร์เวย์สูงถึง 70% ในขณะที่กองทุนญี่ปุ่น 50%
อดีตกรรมการบริหารการลงทุน กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง ธนาคาร Goldman Sachs – Former Executive Director Private Wealth Advisor Goldman Sachs กางตัวเลขให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากกองทุนสามารถเพิ่มผลตอบแทนได้เพียง 1% จากพอร์ต 2.8 ล้านล้านบาท จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กองทุนถึง 28,000 ล้านบาทต่อปี
“ถ้าเราทำได้ถึง 6-8% ตามเกณฑ์สากล มันจะช่วยชะลอวิกฤตได้มหาศาล เราอาจจะไม่ต้องรีบขึ้นเบี้ยสมทบ หรือไม่ต้องขยายอายุเกษียณของผู้ประกันตนในทันที เพราะเงินกองทุนเติบโตทำงานแทนเรา”
ที่ผ่านมาจากการคำนวณเบื้องต้น เอาแค่ระยะเวลาราว 20 เดือนที่เธอนั่งในตำแหน่งอนุฯ พบว่าส่วนต่างของผลตอบแทนที่กองทุนควรจะทำได้เทียบกับ “สิ่งที่ทำอยู่จริง” คิดเป็นค่าเสียโอกาสสูงถึง 300 ล้านบาทต่อวัน หรือมูลค่าสะสมสูงถึง 180,000 ล้านบาท มาคำนวณ ตลอด 20 เดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาล
เธอกล่าวเสริมว่า การขยายเพดานการลงทุนไปต่างประเทศ คือ เครื่องมือที่จะช่วยลดผลกระทบจากการกระจุกตัวในไทย และเปิดประตูสู่โอกาสในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมที่ไม่มีในตลาดหุ้นไทย
ความหวังในวัยชรา
ภัณฑิราสะท้อนภาพใหญ่ของไทยที่กำลังเผชิญกับสภาวะแก่ก่อนรวย โดยมีอัตราการเกิดเพียง 1.0 คนต่อผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ 1 คน ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร 2.1 คน ส่งผลให้จำนวนคนตายมากกว่าคนเกิดต่อเนื่อง ต่ำที่สุดในเอเชียพอ ๆ กับสิงคโปร์และเกาหลีใต้ “แต่เราไม่รวยเท่าเขา” ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายต่อระบบสวัสดิการแบบเดิม ยังไม่นับปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน, การออมต่ำ รวมถึงปัญหาสุขภาพ
“บ้านเราอาจจะเป็นคนที่ยังไม่รวย แต่แก่เร็ว และไม่ค่อยอยากมีลูกแล้ว”
ภัณฑิราบอกว่า ถ้ากองทุนประกันสังคมเข้มแข็งและสร้างผลตอบแทนได้ดี รัฐจะมีเงินมากพอที่จะไปอุดหนุนสวัสดิการแม่และเด็ก หรือจูงใจให้คนอยากมีครอบครัวมากขึ้น เหมือนในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย นี่คือกลไกที่จะช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรในระยะยาว
สำหรับภารกิจประกันสังคม “ภัณฑิรา” เชื่อมั่นในพลังของการเปลี่ยนแปลง หากสามารถแก้ปัญหาโครงสร้างผ่านการเมืองภาพใหญ่ได้ ปัญหาการลงทุนจะแก้ไขได้ผลเร็ว ซึ่งจะช่วยให้กองทุนรอดพ้นจากวิกฤต และเป็นที่พึ่งพาให้คนไทยในวัยชราได้
“ประเทศไทยยังไม่แก่เกินไปที่จะเริ่มลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างน้อยๆ เรายังพอมีทุนที่มากพอที่เติบโตได้ทัน หากทุกคนร่วมช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างกองทุนประกันสังคมไทย ซึ่งเป็นก้าวแรกของการลงทุนที่ดีขึ้น ตั้งแต่วันนี้”
ภัณฑิราที่ปัจจุบันงานหลัก คือ ผู้บริหาร Family Office หน่วยงานที่คอยจัดการดูแลขุมทรัพย์ให้กับเหล่ามหาเศรษฐี พูดทิ้งท้ายในเชิงเป้าหมายส่วนตัวที่กระทบต่อส่วนรวมว่า
“ที่ผ่านมา 20 ปี เราช่วยให้คนรวย รวยขึ้นอยู่ตลอด… พอมีโอกาสเข้ามาทำงานร่วมกับประกันสังคม มันก็ตอบโจทย์คำถามในใจเราเหมือนกัน เรากำลังทำงานที่เราทำเป็นอยู่แล้ว แต่รอบนี้ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง บุคคลหรือตระกูลใด… เรากำลังทำเพื่อคน 25 ล้านคน”...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.prachachat.net/finance/news-1963042
ภัณฑิรา เวอร์การา จาก ‘วอลล์สตรีต’ สู่ ‘ประกันสังคม’ เขย่าพอร์ต 25 ล้านคนไทย.
นักการเงินระดับ “Ultra Rich” ที่เคยดูแลพอร์ตระดับพันล้านดอลลาร์ให้มหาเศรษฐีโลก เดินทางข้ามประเทศเพื่อมานั่งในห้องที่ได้ “ค่าเบี้ยประชุม 2,000 บาทพร้อมค่าเดินทาง 1,000 บาท” รวม 3,000 บาทต่อครั้ง ในฐานะ อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด กองทุนประกันสังคม
จากคนที่เคยดูแลพอร์ตมูลค่ามหาศาล ให้ตระกูลผู้มั่งคั่ง วันนี้เธอมองหาวิธีช่วยให้พอร์ตมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาทของคนไทยกว่า 25 ล้านคน เติบโตและได้ผลประโยชน์ในระดับสูงกว่าที่ผ่านมา
กับดักระบบราชการ
เมื่อถามถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกที่สุดของกองทุนประกันสังคม ภัณฑิราไม่ได้เริ่มที่ตัวเลขในพอร์ต แต่เริ่มที่ “โครงสร้าง” เธอมองว่ากองทุนที่มีมูลค่ามหาศาลเกือบ 3 ล้านล้านบาท กลับถูกขังอยู่ในระบบราชการที่ล้าสมัย
“ปัญหาใหญ่มี 2 เรื่องหลัก คือ โครงสร้างและการลงทุน ซึ่งจริง ๆ แล้วการลงทุนปัจจุบันทำได้ดีในระดับหนึ่งแต่ถ้าเราแก้ปัญหาโครงสร้างได้ เราจะมีประสิทธิภาพสูงกว่านี้มหาศาล” ภัณฑิราเริ่มต้นอธิบาย
เธอมองว่าปัจจุบันกองทุนประกันสังคมถูกบริหารภายใต้วิธีคิดแบบหน่วยงานราชการ ซึ่งมี “ระเบียบ” เป็นอุปสรรคสำคัญในการตัดสินใจที่ต้องแข่งกับเวลา พร้อมมองหาจังหวะและโอกาสในตลาดโลก
“เม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้ หากต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือขยับตำแหน่งใด ๆ วิธีการแบบราชการอาจทำให้เราตัดสินใจได้ไม่ทันท่วงที ทีมบริหารขึ้นตรงกับหน่วยงานราชการ อำนาจของบอร์ดบริหารไม่สามารถลงรายละเอียดหรือกำกับดูแลได้เหมือนบริษัทเอกชน”
เธอยกตัวอย่างเรื่อง “ความโปร่งใส”ที่สังคมรับทราบอยู่เป็นระยะจากข่าวในหน้าสื่อ และรูปแบบที่ติดอยู่กับโครงสร้างเดิม เช่น มาตรฐานการรายงานผลตอบแทน ที่อนุกรรมการได้พยายามให้คำแนะนำวิธีรายงานผลตามมาตรฐานสากล แต่ด้วยโครงสร้างปัจจุบัน บอร์ดลงทุนมีโอกาสทำได้แค่ “ให้คำแนะนำ” ไม่ได้มีอำนาจสิทธิขาดในการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีไทย ที่อาจไม่ตอบโจทย์เรื่องราคาตลาดของสินทรัพย์ในพอร์ต ทุกอย่างต้องผ่านขั้นตอนคณะเลขาฯ ปลัด ไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เพื่ออนุมัติและเปลี่ยนแปลง
“ถ้ามองประกันสังคมเป็นองค์กรธุรกิจ มีบอร์ดบริหาร แต่บอร์ดกลับไม่มีอำนาจโดยตรงเหนือทีมบริหารซึ่งเป็นข้าราชการ ในโลกเอกชน บอร์ดสามารถให้คำแนะนำ ตรวจสอบและสั่งการ CEO ให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ แต่ในระบบประกันสังคมปัจจุบัน คำแนะนำจากบอร์ด ทีมบริหารจะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้”
เธอบอกจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างในหน่วยงานให้เกิดการ Check and Balance ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเพื่อความโปร่งใส
สัดส่วนลงทุน “พอร์ตไทยเกินไป”
หลังจากการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในปี 2566 ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้ดึงตัวผู้เชี่ยวชาญอย่าง ภัณฑิรา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการเปลี่ยนแปลง สิ่งแรกที่เธอพบเมื่อกางพอร์ตการลงทุนที่สั่งสมมายาวนาน 33 ปี คือสภาวะที่ให้น้ำหนักการลงทุนในประเทศมากเกินไป
“พอร์ตเราไทยเกินไป” ภัณฑิราวิเคราะห์ “ถือสินทรัพย์ในประเทศสูงถึง 70-80% ทั้งพันธบัตร กองทุนและหุ้นไทย ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากไทยไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก”
เธอเปรียบเทียบว่า การลงทุนในประเทศตัวเองเป็นหลักอาจไม่ใช่เรื่องผิด หากเราเป็นนักลงทุนสหรัฐ เพราะเศรษฐกิจสหรัฐ คือเครื่องยนต์หลักของโลก แต่สำหรับไทยที่มีสัดส่วนทางเศรษฐกิจน้อยในระดับโลก การที่กองทุนประกันสังคมซื้อแต่หุ้นและพันธบัตรไทยเกือบทั้งหมด คือการเปิดรับความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
“ถ้าเราต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและโตไปพร้อมกับโลก หน้าตาพอร์ตของเราต้องคล้ายกับโลกนี้ให้มากที่สุด” เธอย้ำ “เราต้องโตไปพร้อมโลก” ไม่ใช่โตไปพร้อมประเทศที่โตได้ช้า
นอกจากความเสี่ยงเรื่องการกระจุกตัวแล้ว อีกหนึ่งปัญหาคือ “การกลัวความเสี่ยงจนเกินเหตุ” ตลอด 33 ปีที่ผ่านมา กองทุนเน้นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงมากจนเกินไป ได้ผลตอบแทนเพียง 1-2% ต่อปี
“หลายคนอาจรู้สึกว่าการลงทุนแบบนี้ไม่เสี่ยง เพราะตัวเลขไม่เคยติดลบ แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ นี่คือความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด เพราะในระยะยาวมันเป็นการทำให้อายุของกองทุนสั้นลง ผลตอบแทนแค่นี้ไม่เพียงพอต่อการดูแลสังคมสูงวัยที่เรากำลังเผชิญ”
เธอย้ำว่า การลงทุนที่ดีไม่ใช่การไม่รับความเสี่ยง แต่คือการรับความเสี่ยงที่เหมาะสมและบริหารจัดการมันได้
“ถ้าเรารับความเสี่ยงได้ดีขึ้นในสินทรัพย์ที่เติบโตสูง เราก็มีโอกาสยืดอายุกองทุนนี้ออกไปได้อีกนาน”
ค่าเสียโอกาส-ยุทธศาสตร์ 50:50
ภายใต้การขับเคลื่อนของคณะทำงานชุดใหม่ ภัณฑิราและทีมงานได้นำเสนอการปรับเปลี่ยนเชิงรุกเพื่อลด “ค่าเสียโอกาส” Opportunity Cost ที่กองทุนสูญเสียไปเนิ่นนาน
เป้าหมายที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือ การปรับสัดส่วนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Asset Allocation-SAA) โดยเสนอปรับแผนพัฒนาจากการเน้นสินทรัพย์มั่นคงหรือเสี่ยงต่ำ 70% มาเป็นสูตร 60:40 สินทรัพย์มั่นคง 60 สินทรัพย์เติบโตสูง 40 ในเฟสแรก และตั้งเป้าพุ่งไปสู่ 50:50 ภายในปี 2570 พร้อมยกตัวอย่าง กองทุนระดับโลกอย่างกองทุนนอร์เวย์ (GPFG) และญี่ปุ่น (GPIF) โดยกองทุนทั้งสองมีกลยุทธ์การลงทุนและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน แต่สัดส่วนสินทรัพย์เติบโตในกองทุนนอร์เวย์สูงถึง 70% ในขณะที่กองทุนญี่ปุ่น 50%
อดีตกรรมการบริหารการลงทุน กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง ธนาคาร Goldman Sachs – Former Executive Director Private Wealth Advisor Goldman Sachs กางตัวเลขให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากกองทุนสามารถเพิ่มผลตอบแทนได้เพียง 1% จากพอร์ต 2.8 ล้านล้านบาท จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กองทุนถึง 28,000 ล้านบาทต่อปี
“ถ้าเราทำได้ถึง 6-8% ตามเกณฑ์สากล มันจะช่วยชะลอวิกฤตได้มหาศาล เราอาจจะไม่ต้องรีบขึ้นเบี้ยสมทบ หรือไม่ต้องขยายอายุเกษียณของผู้ประกันตนในทันที เพราะเงินกองทุนเติบโตทำงานแทนเรา”
ที่ผ่านมาจากการคำนวณเบื้องต้น เอาแค่ระยะเวลาราว 20 เดือนที่เธอนั่งในตำแหน่งอนุฯ พบว่าส่วนต่างของผลตอบแทนที่กองทุนควรจะทำได้เทียบกับ “สิ่งที่ทำอยู่จริง” คิดเป็นค่าเสียโอกาสสูงถึง 300 ล้านบาทต่อวัน หรือมูลค่าสะสมสูงถึง 180,000 ล้านบาท มาคำนวณ ตลอด 20 เดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาล
เธอกล่าวเสริมว่า การขยายเพดานการลงทุนไปต่างประเทศ คือ เครื่องมือที่จะช่วยลดผลกระทบจากการกระจุกตัวในไทย และเปิดประตูสู่โอกาสในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมที่ไม่มีในตลาดหุ้นไทย
ความหวังในวัยชรา
ภัณฑิราสะท้อนภาพใหญ่ของไทยที่กำลังเผชิญกับสภาวะแก่ก่อนรวย โดยมีอัตราการเกิดเพียง 1.0 คนต่อผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ 1 คน ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร 2.1 คน ส่งผลให้จำนวนคนตายมากกว่าคนเกิดต่อเนื่อง ต่ำที่สุดในเอเชียพอ ๆ กับสิงคโปร์และเกาหลีใต้ “แต่เราไม่รวยเท่าเขา” ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายต่อระบบสวัสดิการแบบเดิม ยังไม่นับปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน, การออมต่ำ รวมถึงปัญหาสุขภาพ
“บ้านเราอาจจะเป็นคนที่ยังไม่รวย แต่แก่เร็ว และไม่ค่อยอยากมีลูกแล้ว”
ภัณฑิราบอกว่า ถ้ากองทุนประกันสังคมเข้มแข็งและสร้างผลตอบแทนได้ดี รัฐจะมีเงินมากพอที่จะไปอุดหนุนสวัสดิการแม่และเด็ก หรือจูงใจให้คนอยากมีครอบครัวมากขึ้น เหมือนในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย นี่คือกลไกที่จะช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรในระยะยาว
สำหรับภารกิจประกันสังคม “ภัณฑิรา” เชื่อมั่นในพลังของการเปลี่ยนแปลง หากสามารถแก้ปัญหาโครงสร้างผ่านการเมืองภาพใหญ่ได้ ปัญหาการลงทุนจะแก้ไขได้ผลเร็ว ซึ่งจะช่วยให้กองทุนรอดพ้นจากวิกฤต และเป็นที่พึ่งพาให้คนไทยในวัยชราได้
“ประเทศไทยยังไม่แก่เกินไปที่จะเริ่มลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างน้อยๆ เรายังพอมีทุนที่มากพอที่เติบโตได้ทัน หากทุกคนร่วมช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างกองทุนประกันสังคมไทย ซึ่งเป็นก้าวแรกของการลงทุนที่ดีขึ้น ตั้งแต่วันนี้”
ภัณฑิราที่ปัจจุบันงานหลัก คือ ผู้บริหาร Family Office หน่วยงานที่คอยจัดการดูแลขุมทรัพย์ให้กับเหล่ามหาเศรษฐี พูดทิ้งท้ายในเชิงเป้าหมายส่วนตัวที่กระทบต่อส่วนรวมว่า
“ที่ผ่านมา 20 ปี เราช่วยให้คนรวย รวยขึ้นอยู่ตลอด… พอมีโอกาสเข้ามาทำงานร่วมกับประกันสังคม มันก็ตอบโจทย์คำถามในใจเราเหมือนกัน เรากำลังทำงานที่เราทำเป็นอยู่แล้ว แต่รอบนี้ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง บุคคลหรือตระกูลใด… เรากำลังทำเพื่อคน 25 ล้านคน”...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-1963042