วันนี้ผมไม่ได้จะมารีวิวอุปกรณ์ไอทีหรือแต่งรถนะครับ แต่อยากมาพูดถึง "ยาสามัญประจำบ้าน" ที่ช่วยรักษาความเหนื่อยล้าของผมได้ชะงักนักหนา
นั่นก็คือเจ้าสองแสบที่บ้านครับ ผมเชื่อว่าผู้ชายหลายคนที่ใช้ชีวิตลุยๆ ทำงานหนักๆ มาทั้งวัน
น่าจะเข้าใจความรู้สึกที่ว่า "บางทีเราก็แค่ต้องการใครสักคนที่เข้าใจเรา โดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากพูดอะไรเลย"
ช่วงเดือนที่ผ่านมา งานที่ผมทำค่อนข้างเครียดครับ มีเรื่องให้ต้องแก้ปัญหาตลอดเวลา บางวันผมกลับมาถึงหน้าบ้านด้วยสภาพที่แทบจะหมดแรงเดิน แต่เชื่อไหมครับว่าทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง และผมก้าวเท้าเข้าบ้าน... โลกที่วุ่นวายของผมมันเปลี่ยนไปทันที
โมเมนต์ที่ 1: การทักทายแบบ 'ลูกผู้ชาย' ของเจ้าตูบ พอเปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่ผมเจอคือเจ้าตัวแสบที่วิ่งเข้ามาชาร์จใส่แบบไม่ยั้ง น้องไม่ได้แค่มาเห่าหรือมาขออาหารนะ แต่น้องจะกระโดดเอาขาหน้ามาวางบนตัก ส่ายหางจนก้นบิด แล้วจ้องหน้าผมด้วยสายตาที่บอกว่า "กลับมาแล้วเหรอเพื่อน! วันนี้เป็นไงบ้าง?" ความดีใจที่บริสุทธิ์ของเขา มันทำให้ผมรู้สึกว่าความเครียดที่แบกมามันเป็นเรื่องเล็กไปเลยครับ เหมือนเราได้พลังงานความสดใสชาร์จกลับเข้ามาในตัวทันที
โมเมนต์ที่ 2: ความนิ่งที่แฝงไปด้วยความห่วงใยของ 'ท่านประธาน' (เจ้าเหมียว) ในขณะที่หมาวุ่นวาย เจ้าแมวของผมก็จะเดินนิ่งๆ ออกมาครับ เขาจะไม่วิ่งเข้าใส่นะ แต่จะเดินมานั่งใกล้ๆ แล้วเอาตัวมาถูกับขาผมเบาๆ พอผมทิ้งตัวลงบนโซฟา เขาก็จะโดดขึ้นมานอนขดบนหน้าอกทันที จังหวะที่ผมลูบขนเขานุ่มๆ แล้วได้ยินเสียง 'ครืดๆ' ในลำคอของเขา มันเหมือนเราได้เข้าคอร์สบำบัดทางจิตใจเลยครับ ความสงบของเขาช่วยให้สมองผมที่กำลังหมุนติ้วๆ ค่อยๆ นิ่งลง และเริ่มรู้สึกว่า "เออ.. หายเหนื่อยแล้วว่ะ"
วินาทีที่ "ใจฟู" ที่สุด... คือจังหวะที่ผมเพลียจนเผลอหลับไปบนโซฟา แล้วตื่นมาพบว่ามีหมานอนเฝ้าอยู่ที่เท้า และมีแมวนอนขดอยู่ข้างๆ หัว กลิ่นอายความอบอุ่นของพวกเขามันทำให้บ้านหลังเดิมที่เคยเงียบเหงา กลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับผม ความรู้สึกที่ว่ามีชีวิตเล็กๆ รอเราอยู่ และเขารักเราในแบบที่เราเป็นเราจริงๆ โดยไม่สนว่าวันนี้เราจะทำงานพลาดหรือจะสำเร็จ แค่เรากลับมาหาเขา... แค่นั้นเขาก็พอใจแล้ว
ผมเพิ่งเข้าใจครับว่า สำหรับผู้ชายอย่างเรา บางครั้งการชาร์จแบตที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การออกไปสังสรรค์ข้างนอก แต่คือการได้กลับมานั่งนิ่งๆ
กับ "เพื่อน" ที่พูดไม่ได้แต่เข้าใจเราทุกอย่าง การมีหมาและแมวอยู่ในบ้าน มันทำให้ผมได้เรียนรู้ที่จะใจเย็นลง
และเห็นคุณค่าของความสุขที่เรียบง่ายมากขึ้นครับ
ขอบคุณที่รับฟังเรื่องราวของผมกับสองแสบนะครับ
ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนมีโมเมนต์ใจฟูรออยู่ที่บ้านเช่นกันครับ
เมื่อ "บัดดี้สี่ขา" กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอยากรีบกลับบ้าน
นั่นก็คือเจ้าสองแสบที่บ้านครับ ผมเชื่อว่าผู้ชายหลายคนที่ใช้ชีวิตลุยๆ ทำงานหนักๆ มาทั้งวัน
น่าจะเข้าใจความรู้สึกที่ว่า "บางทีเราก็แค่ต้องการใครสักคนที่เข้าใจเรา โดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากพูดอะไรเลย"
ช่วงเดือนที่ผ่านมา งานที่ผมทำค่อนข้างเครียดครับ มีเรื่องให้ต้องแก้ปัญหาตลอดเวลา บางวันผมกลับมาถึงหน้าบ้านด้วยสภาพที่แทบจะหมดแรงเดิน แต่เชื่อไหมครับว่าทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง และผมก้าวเท้าเข้าบ้าน... โลกที่วุ่นวายของผมมันเปลี่ยนไปทันที
โมเมนต์ที่ 1: การทักทายแบบ 'ลูกผู้ชาย' ของเจ้าตูบ พอเปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่ผมเจอคือเจ้าตัวแสบที่วิ่งเข้ามาชาร์จใส่แบบไม่ยั้ง น้องไม่ได้แค่มาเห่าหรือมาขออาหารนะ แต่น้องจะกระโดดเอาขาหน้ามาวางบนตัก ส่ายหางจนก้นบิด แล้วจ้องหน้าผมด้วยสายตาที่บอกว่า "กลับมาแล้วเหรอเพื่อน! วันนี้เป็นไงบ้าง?" ความดีใจที่บริสุทธิ์ของเขา มันทำให้ผมรู้สึกว่าความเครียดที่แบกมามันเป็นเรื่องเล็กไปเลยครับ เหมือนเราได้พลังงานความสดใสชาร์จกลับเข้ามาในตัวทันที
โมเมนต์ที่ 2: ความนิ่งที่แฝงไปด้วยความห่วงใยของ 'ท่านประธาน' (เจ้าเหมียว) ในขณะที่หมาวุ่นวาย เจ้าแมวของผมก็จะเดินนิ่งๆ ออกมาครับ เขาจะไม่วิ่งเข้าใส่นะ แต่จะเดินมานั่งใกล้ๆ แล้วเอาตัวมาถูกับขาผมเบาๆ พอผมทิ้งตัวลงบนโซฟา เขาก็จะโดดขึ้นมานอนขดบนหน้าอกทันที จังหวะที่ผมลูบขนเขานุ่มๆ แล้วได้ยินเสียง 'ครืดๆ' ในลำคอของเขา มันเหมือนเราได้เข้าคอร์สบำบัดทางจิตใจเลยครับ ความสงบของเขาช่วยให้สมองผมที่กำลังหมุนติ้วๆ ค่อยๆ นิ่งลง และเริ่มรู้สึกว่า "เออ.. หายเหนื่อยแล้วว่ะ"
วินาทีที่ "ใจฟู" ที่สุด... คือจังหวะที่ผมเพลียจนเผลอหลับไปบนโซฟา แล้วตื่นมาพบว่ามีหมานอนเฝ้าอยู่ที่เท้า และมีแมวนอนขดอยู่ข้างๆ หัว กลิ่นอายความอบอุ่นของพวกเขามันทำให้บ้านหลังเดิมที่เคยเงียบเหงา กลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับผม ความรู้สึกที่ว่ามีชีวิตเล็กๆ รอเราอยู่ และเขารักเราในแบบที่เราเป็นเราจริงๆ โดยไม่สนว่าวันนี้เราจะทำงานพลาดหรือจะสำเร็จ แค่เรากลับมาหาเขา... แค่นั้นเขาก็พอใจแล้ว
ผมเพิ่งเข้าใจครับว่า สำหรับผู้ชายอย่างเรา บางครั้งการชาร์จแบตที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การออกไปสังสรรค์ข้างนอก แต่คือการได้กลับมานั่งนิ่งๆ
กับ "เพื่อน" ที่พูดไม่ได้แต่เข้าใจเราทุกอย่าง การมีหมาและแมวอยู่ในบ้าน มันทำให้ผมได้เรียนรู้ที่จะใจเย็นลง
และเห็นคุณค่าของความสุขที่เรียบง่ายมากขึ้นครับ
ขอบคุณที่รับฟังเรื่องราวของผมกับสองแสบนะครับ
ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนมีโมเมนต์ใจฟูรออยู่ที่บ้านเช่นกันครับ