อย่ามัวแต่ทํางาน แต่จงสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานด้วย ทุกวันนี้ การปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์เรานั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ปฏิสัมพันธ์แบบแม่ไก่อยู่กับลูก คือ เวลาแม่ไก่ คุ้ยเขี่ยอาหาร มันจะเรียกลูกมากิน เมื่อมีปัญหาก็กางปีก ปกป้องลูก เป็นปฏิสัมพันธ์เชิงบวก เมื่ออยู่ด้วยกันก็ให้ ความรักความอบอุ่นซึ่งกันและกัน แต่การให้ความรักความ อบอุ่นนั้นต้องมีขอบเขต ไม่ใช่มีครอบครัวอยู่แล้วยังไปกิ๊กกักกับคนอื่นอีก อันนั้นไม่ถูกหลัก
2. ปฏิสัมพันธ์แบบเม่น คือ เจอกันปุ๊บสลัดขน ทิ่มตํากันเลย จําแต่เรื่องไม่ดีของเพื่อนมนุษย์ เรื่องดีๆอย่างเพื่อนได้เลื่อนตําแหน่งกลับไม่สนใจ “เห็นว่าพี่ได้เลื่อนตําแหน่งใช่ไหม”
พอเขาบอก “ใช่”
“เหรอ...” คือยินดีกับเขาได้แค่นี้จริงๆ
ตรงกันข้าม ถ้าใครเจอวิบัติ “เจ้านายเรียกเข้าไปค่า ใช่ไหม” พอเขาบอกว่า “ใช่” ก็คิดในใจเลยว่า “น่าจะด่า ตั้งนานแล้ว ทําไมเพิ่งมาด่าวันนี้”
นี่คือเรื่องปกติของมนุษย์ที่ชอบเห็นความวิบัติของคนอื่น ฉะนั้น เราควรเปลี่ยนมาปฏิสัมพันธ์กันในเชิงบวก คือเมื่อเจอกัน ให้หันแต่ด้านที่งดงามเข้าหากัน อย่าไปหันแต่ด้านที่เลว เพราะจะทําให้เกิดทุกข์ หากไม่อยากเกิดทุกข์ เคล็ดลับง่ายๆ ก็คือ เราต้องอยู่กับคนอย่างรู้จริตคน เราจึงจะปฏิสัมพันธ์ได้
มนุษย์เรานั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภท คือ
1. ราคจริต คือ คนที่รักสวยรักงาม ชอบของสวย ของงาม ของที่ดูดีมีรสนิยม ของแบรนด์เนม ทํางานเก็บ ทุกเม็ดไม่ให้หลงหูหลงตา ประเภทคุณย่าละเมียด คุณแม่ ละไม คุณนายละเอียด เป็นคนมีรสนิยมวิไล ถ้าเป็นเจ้านาย ก็ถือเป็นเจ้านายจอมโหดเลยทีเดียว
2. โทสจริต คือ คนที่ฉุนเฉียวง่าย หงุดหงิดง่าย ทานโอยัวะเป็นอาหารหลัก เกาเหลาเป็นอาหารรอง
3. โมหจริต คือ ง่วง เหงา ซึม ช้า เฉื่อย ไป ต่างประเทศกับเจ้านายมา กลับมาหนึ่งอาทิตย์ยังไม่เข้า ออฟฟิศเลย ชอบเที่ยวประเทศอิสราเอ(ล)น บ่อยๆ พอเอนสักพักหนึ่งถึงเลบานอน แต่ก่อนถึงเลบานอน ชอบแวะ อียิปต์ คือ กะพริบตาถี่ๆ เดี๋ยวก็ถึงเลบานอน
4. ศรัทธาจริต คนศรัทธาจริตนี้เป็นคนที่มีหัวในทางปรัชญา ศาสนา จิตวิทยา การเมือง ชื่นชอบเรื่องความงาม ความจริง ความสัตย์ เป็นนักอุดมคติชั้นยอด ทํางานสังคมสงเคราะห์ได้ดี เป็นผู้นําพรรคการเมืองหรือผู้นํา องค์กรได้ เป็นนักอุทิศตนชั้นยอด ถ้าได้คนศรัทธาจริตมาเป็นผู้นําองค์กรบวกกับจริตที่จะกล่าวต่อไปนี้จะวิเศษมาก
5. พุทธิจริต ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า พุทธิ แปลว่า ความรู้ พุทธิจริตก็คือคนที่เป็นเจ้าเหตุผล ตรงข้ามกับ โทสจริตโดยสิ้นเชิง เพราะโทสจริตเป็นพวกเจ้าแค้น เจ้าวางแผนการแต่พุทธิจริตนี้เจ้าเหตุผล
6. วิตกจริต พวกเกรงจนเกร็ง แต่ไม่ใช่ไม่ดี เพราะ จริตนี้เป็นคนรอบคอบมาก หากได้มาดูแลบัญชีได้ก็จะดีมาก แต่มักจะไม่กล้าตัดสินใจ เดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ถอยกลับข้างหลังสามก้าว ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นํา
คนจริตไหนเหมาะกับงานเช่นไร
คนราคจริต คนกลุ่มนี้จะเหมาะกับงานด้านแฟชั่น เช่น สไตลิสต์ จัดหน้า อะไรที่เกี่ยวกับความสวยความงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย จะดีมาก
คนโทสจริต คนกลุ่มนี้ ข้อเสียคือโกรธง่าย ข้อดีคือ หายเร็ว และสามารถตัดสินใจเร็ว โทสจริตถ้าพ่วงกับพุทธ จริต ก็คือ กล้าคิด กล้านํา กล้าทํา กล้าพูด และกล้า รับผิดชอบ กล้าถอย
คนโมหจริต คนกลุ่มนี้เหมาะกับงานบริการที่สุด เพราะถ้าให้ไปอยู่ข้างหน้า ให้ตัดสินใจ ให้ทำอะไร มักไม่ทันคนอื่น เพราะเชื่องช้า ฉะนั้น อย่าให้เป็นผู้นำ ต้องให้เป็นผู้ตามจะดีที่สุด
คนศรัทธาจริต คนกลุ่มนี้เหมาะที่จะทำงานเกี่ยวกับงานสาธารณะ เพราะส่วนใหญ่จะมีนิสัยเป็นนักอุทิศตน เหมาะกับงานที่ต้องเป็นข้าให้ประชาชนใช้
คนพุทธิจริต คนกลุ่มนี้เหมาะที่จะสนับสนุนให้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารองค์กร เพราะพุทธิจริตเป็นนักตัดสินใจเป็นผู้นำที่ดีเยี่ยม
คนวิตกจริต พวกนี้จะมีความวิตกกังวลอยู่ตลอด แต่ข้อดีคือมีความรอบคอบ หากทำงานด้านบัญชี โดยให้คนพุทธจริตมาช่วยดูแลร่วมด้วย ก็จะทำให้งานนั้นสำเร็จได้ไม่ยาก
คนประเภทวิตกจริต ถ้าเราทำงานด้วยความระวังไม่วิตกมากไป ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คนจริตไหนอันตรายต่องานมากที่สุด
สำหรับคนที่เป็นอันตรายต่องานมากที่สุด ต้องยกให้คนโทสจริต เพราะพวกนี้ถ้าทำงานมาก จะเกิดความโกรธ โกรธแล้วจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน จะอยู่กับใครก็ยาก อยู่กันไม่เป็นสุข คนไม่สำราญ งานไม่สำเร็จ คนโทสจริตทำงานกับใครก็จะกลายเป็น งอนทุกงาน รำคาญทุกคนไปอยู่ตรงไหนมันก็ไม่ดี สุดท้ายทำงาน 3 ปี มีนาย 14 คน เมื่อเราโกรธต้องรู้วิธีแก้ แต่ก่อนจะแก้ ต้องรู้จักอาการของความโกรธก่อน เริ่มจาก ปฏิฆะ คือ แค่รู้สึกไม่ชอบใจ หงุดหงิด กราดเกี้ยวอยู่ข้างในลึกๆ ถ้าเปรียบเป็นงูก็แค่เริ่มแผ่พังพาน ต่อมา โทสะ ขั้นนี้ไม่ใช่แค่แผ่พังพานแล้ว แต่จะขู่ฟ่อๆ ด้วย ก่อนจะเข้าสู่ขั้นฟาดงวงฟาดงา ลงไม้ลงมือ ซึ่งผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายมักสะดุดขาตัวเองด้วยเรื่องเดียว คือ เรื่องโกรธ
หากใครได้ทำงานกับคนโทสจริต โดยเฉพาะที่มีเจ้านายเป็นคนโทสจริต ต้องทำใจไว้ก่อน เพราะนอกจากงานจะไม่ได้ผลแล้ว คนก็ทุกข์หนักอีกด้วย ต่างจากนายราคจริตกับนายพุทธิจริต ซึ่งถือเป็นเจ้านายที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด โดยนายพุทธิจริตก็คือนายประเภทปัญญาชน
ส่วนนายราคจริตก็คือนายจอมรอบคอบเป็นพิเศษ ซึ่งแม้จะช่างตำหนิติเตียน แต่ถ้ามองในแง่บวก นายราคจริตนี้จะช่วยฝึกเราให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ ต่อไปเวลาเจอคำตำหนิเราก็จะรู้สึกว่า “นี่คือขุมทรัพย์มหาสมบัติ”
วิธีทํางานกับจริตคน
1. ปฏิสัมพันธ์แบบแม่ไก่อยู่กับลูก คือ เวลาแม่ไก่ คุ้ยเขี่ยอาหาร มันจะเรียกลูกมากิน เมื่อมีปัญหาก็กางปีก ปกป้องลูก เป็นปฏิสัมพันธ์เชิงบวก เมื่ออยู่ด้วยกันก็ให้ ความรักความอบอุ่นซึ่งกันและกัน แต่การให้ความรักความ อบอุ่นนั้นต้องมีขอบเขต ไม่ใช่มีครอบครัวอยู่แล้วยังไปกิ๊กกักกับคนอื่นอีก อันนั้นไม่ถูกหลัก
2. ปฏิสัมพันธ์แบบเม่น คือ เจอกันปุ๊บสลัดขน ทิ่มตํากันเลย จําแต่เรื่องไม่ดีของเพื่อนมนุษย์ เรื่องดีๆอย่างเพื่อนได้เลื่อนตําแหน่งกลับไม่สนใจ “เห็นว่าพี่ได้เลื่อนตําแหน่งใช่ไหม”
พอเขาบอก “ใช่”
“เหรอ...” คือยินดีกับเขาได้แค่นี้จริงๆ
ตรงกันข้าม ถ้าใครเจอวิบัติ “เจ้านายเรียกเข้าไปค่า ใช่ไหม” พอเขาบอกว่า “ใช่” ก็คิดในใจเลยว่า “น่าจะด่า ตั้งนานแล้ว ทําไมเพิ่งมาด่าวันนี้”
นี่คือเรื่องปกติของมนุษย์ที่ชอบเห็นความวิบัติของคนอื่น ฉะนั้น เราควรเปลี่ยนมาปฏิสัมพันธ์กันในเชิงบวก คือเมื่อเจอกัน ให้หันแต่ด้านที่งดงามเข้าหากัน อย่าไปหันแต่ด้านที่เลว เพราะจะทําให้เกิดทุกข์ หากไม่อยากเกิดทุกข์ เคล็ดลับง่ายๆ ก็คือ เราต้องอยู่กับคนอย่างรู้จริตคน เราจึงจะปฏิสัมพันธ์ได้
มนุษย์เรานั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภท คือ
1. ราคจริต คือ คนที่รักสวยรักงาม ชอบของสวย ของงาม ของที่ดูดีมีรสนิยม ของแบรนด์เนม ทํางานเก็บ ทุกเม็ดไม่ให้หลงหูหลงตา ประเภทคุณย่าละเมียด คุณแม่ ละไม คุณนายละเอียด เป็นคนมีรสนิยมวิไล ถ้าเป็นเจ้านาย ก็ถือเป็นเจ้านายจอมโหดเลยทีเดียว
2. โทสจริต คือ คนที่ฉุนเฉียวง่าย หงุดหงิดง่าย ทานโอยัวะเป็นอาหารหลัก เกาเหลาเป็นอาหารรอง
3. โมหจริต คือ ง่วง เหงา ซึม ช้า เฉื่อย ไป ต่างประเทศกับเจ้านายมา กลับมาหนึ่งอาทิตย์ยังไม่เข้า ออฟฟิศเลย ชอบเที่ยวประเทศอิสราเอ(ล)น บ่อยๆ พอเอนสักพักหนึ่งถึงเลบานอน แต่ก่อนถึงเลบานอน ชอบแวะ อียิปต์ คือ กะพริบตาถี่ๆ เดี๋ยวก็ถึงเลบานอน
4. ศรัทธาจริต คนศรัทธาจริตนี้เป็นคนที่มีหัวในทางปรัชญา ศาสนา จิตวิทยา การเมือง ชื่นชอบเรื่องความงาม ความจริง ความสัตย์ เป็นนักอุดมคติชั้นยอด ทํางานสังคมสงเคราะห์ได้ดี เป็นผู้นําพรรคการเมืองหรือผู้นํา องค์กรได้ เป็นนักอุทิศตนชั้นยอด ถ้าได้คนศรัทธาจริตมาเป็นผู้นําองค์กรบวกกับจริตที่จะกล่าวต่อไปนี้จะวิเศษมาก
5. พุทธิจริต ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า พุทธิ แปลว่า ความรู้ พุทธิจริตก็คือคนที่เป็นเจ้าเหตุผล ตรงข้ามกับ โทสจริตโดยสิ้นเชิง เพราะโทสจริตเป็นพวกเจ้าแค้น เจ้าวางแผนการแต่พุทธิจริตนี้เจ้าเหตุผล
6. วิตกจริต พวกเกรงจนเกร็ง แต่ไม่ใช่ไม่ดี เพราะ จริตนี้เป็นคนรอบคอบมาก หากได้มาดูแลบัญชีได้ก็จะดีมาก แต่มักจะไม่กล้าตัดสินใจ เดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ถอยกลับข้างหลังสามก้าว ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นํา
คนจริตไหนเหมาะกับงานเช่นไร
คนราคจริต คนกลุ่มนี้จะเหมาะกับงานด้านแฟชั่น เช่น สไตลิสต์ จัดหน้า อะไรที่เกี่ยวกับความสวยความงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย จะดีมาก
คนโทสจริต คนกลุ่มนี้ ข้อเสียคือโกรธง่าย ข้อดีคือ หายเร็ว และสามารถตัดสินใจเร็ว โทสจริตถ้าพ่วงกับพุทธ จริต ก็คือ กล้าคิด กล้านํา กล้าทํา กล้าพูด และกล้า รับผิดชอบ กล้าถอย
คนโมหจริต คนกลุ่มนี้เหมาะกับงานบริการที่สุด เพราะถ้าให้ไปอยู่ข้างหน้า ให้ตัดสินใจ ให้ทำอะไร มักไม่ทันคนอื่น เพราะเชื่องช้า ฉะนั้น อย่าให้เป็นผู้นำ ต้องให้เป็นผู้ตามจะดีที่สุด
คนศรัทธาจริต คนกลุ่มนี้เหมาะที่จะทำงานเกี่ยวกับงานสาธารณะ เพราะส่วนใหญ่จะมีนิสัยเป็นนักอุทิศตน เหมาะกับงานที่ต้องเป็นข้าให้ประชาชนใช้
คนพุทธิจริต คนกลุ่มนี้เหมาะที่จะสนับสนุนให้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารองค์กร เพราะพุทธิจริตเป็นนักตัดสินใจเป็นผู้นำที่ดีเยี่ยม
คนวิตกจริต พวกนี้จะมีความวิตกกังวลอยู่ตลอด แต่ข้อดีคือมีความรอบคอบ หากทำงานด้านบัญชี โดยให้คนพุทธจริตมาช่วยดูแลร่วมด้วย ก็จะทำให้งานนั้นสำเร็จได้ไม่ยาก
คนประเภทวิตกจริต ถ้าเราทำงานด้วยความระวังไม่วิตกมากไป ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คนจริตไหนอันตรายต่องานมากที่สุด
สำหรับคนที่เป็นอันตรายต่องานมากที่สุด ต้องยกให้คนโทสจริต เพราะพวกนี้ถ้าทำงานมาก จะเกิดความโกรธ โกรธแล้วจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน จะอยู่กับใครก็ยาก อยู่กันไม่เป็นสุข คนไม่สำราญ งานไม่สำเร็จ คนโทสจริตทำงานกับใครก็จะกลายเป็น งอนทุกงาน รำคาญทุกคนไปอยู่ตรงไหนมันก็ไม่ดี สุดท้ายทำงาน 3 ปี มีนาย 14 คน เมื่อเราโกรธต้องรู้วิธีแก้ แต่ก่อนจะแก้ ต้องรู้จักอาการของความโกรธก่อน เริ่มจาก ปฏิฆะ คือ แค่รู้สึกไม่ชอบใจ หงุดหงิด กราดเกี้ยวอยู่ข้างในลึกๆ ถ้าเปรียบเป็นงูก็แค่เริ่มแผ่พังพาน ต่อมา โทสะ ขั้นนี้ไม่ใช่แค่แผ่พังพานแล้ว แต่จะขู่ฟ่อๆ ด้วย ก่อนจะเข้าสู่ขั้นฟาดงวงฟาดงา ลงไม้ลงมือ ซึ่งผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายมักสะดุดขาตัวเองด้วยเรื่องเดียว คือ เรื่องโกรธ
หากใครได้ทำงานกับคนโทสจริต โดยเฉพาะที่มีเจ้านายเป็นคนโทสจริต ต้องทำใจไว้ก่อน เพราะนอกจากงานจะไม่ได้ผลแล้ว คนก็ทุกข์หนักอีกด้วย ต่างจากนายราคจริตกับนายพุทธิจริต ซึ่งถือเป็นเจ้านายที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด โดยนายพุทธิจริตก็คือนายประเภทปัญญาชน
ส่วนนายราคจริตก็คือนายจอมรอบคอบเป็นพิเศษ ซึ่งแม้จะช่างตำหนิติเตียน แต่ถ้ามองในแง่บวก นายราคจริตนี้จะช่วยฝึกเราให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ ต่อไปเวลาเจอคำตำหนิเราก็จะรู้สึกว่า “นี่คือขุมทรัพย์มหาสมบัติ”