ปิดตำนานรถเมล์ร้อน ขสมก.รื้อโครงสร้าง ลงนาม "นครชัยแอร์" ดันเมล์ EV | THANTALK | 11 ก.พ. 69

ตลอดหลายทศวรรษ “รถเมล์ร้อน” หรือรถธรรมดาสีครีม-แดง คือภาพจำที่เป็นทั้งความผูกพันและภาระทางบัญชี
จากค่าซ่อมบำรุงและค่านํ้ามันที่พุ่งสูง จนนำมาสู่หนี้สะสมมหาศาลกว่า 1.5 แสนล้านบาทในปัจจุบัน และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ
ที่ ขสมก. กำลังจะ “ปิดตำนาน” รถเก่าเพื่อก้าวสู่ยุคของรถเมล์ไฟฟ้า (EV) 100%
ขสมก. เตรียมโบกมือลารถเมล์ร้อนสีครีม-แดง เดินหน้าแก้ปัญหาหนี้และต้นทุนสูง
เปลี่ยนเป็นรถเมล์ไฟฟ้า (EV) ปรับอากาศ 100% ลงนามสัญญาเช่ารถเมล์ EV จำนวน 1,520 คัน
กับ นครชัยแอร์ ระยะเวลา 7 ปี ทยอยรับมอบครบทั้งหมดภายในปี 2570
ล่าสุดนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความคืบหน้าแผนจัดหารถโดยสารใหม่ ขณะนี้ขสมก.ได้ลงนามสัญญาเช่ารถเมล์ไฟฟ้า
กับ บริษัท
นครชัยแอร์ จำกัด ไป เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมา
ซึ่งเอกชนรายนี้เป็นผู้ชนะการประมูลในโครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV)
จำนวน 1,520 คัน ระยะเวลาเช่า 7 ปี วงเงินกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
ส่วนขั้นตอนต่อไป ขสมก.จะออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) ภายใน 30 วัน พร้อมแจ้งแผนการใช้พื้นที่
อู่จอดรถแก่เอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านอู่จอดรถและจุดชาร์จ ขสมก. ทั้งหมด 12 แห่ง รองรับรถเมล์ใหม่
ซึ่งมีทั้งอู่เดิมของ ขสมก. และอู่ที่เช่าจากหน่วยงานรัฐอื่น เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)
รวมไปถึงอู่เอกชนที่นำมาขยายพื้นที่เพิ่มเติม ได้แก่ อู่รังสิต, อู่พระราม 9 และอู่แสมดำ (เขตการเดินรถที่ 5)
ส่วนอู่บางเขนอาจถูกแยกไปดำเนินการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในอนาคต
คาดว่าจะส่งแผนให้เอกชนดำเนินการภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้
สำหรับไทม์ไลน์การส่งมอบรถ EV 1,520 คันของขสมก. แบ่งเป็น 3 ระยะ ล็อตแรก 500 คัน จะรับมอบภายในเดือนมีนาคม 2570
ส่วนล็อตที่สอง 500 คัน จะรับมอบภายในเดือนเมษายน 2570 และล็อตที่สาม 520 คัน จะรับมอบภายในเดือนพฤษภาคม 2570
หากรับมอบรถแล้ว คาดว่าจะสามารถวิ่งให้บริการได้ทันทีภายใน 1 สัปดาห์
อย่างไรก็ดีแผนนี้จะช่วยให้ ขสมก. ลดค่าใช้จ่ายได้เกือบ 40% หรือประมาณ 1,600 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากต้นทุน
พลังงานไฟฟ้าถูกกว่านํ้ามันถึง 3 เท่า และไร้ภาระค่าซ่อมบำรุงที่เป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่า อีกทั้งยังช่วยลดภาระการกู้เงิน
และลดการพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐได้ในระยะยาว จากปัจจุบัน ขสมก. มีหนี้สะสมรวมประมาณ 150,000 ล้านบาท
ที่มา
https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/651249
อวสาน .. รถเมล์ร้อน กทม ปิดประมูลรถเมล์อีวี 1.5 หมื่นล้าน
ตลอดหลายทศวรรษ “รถเมล์ร้อน” หรือรถธรรมดาสีครีม-แดง คือภาพจำที่เป็นทั้งความผูกพันและภาระทางบัญชี
จากค่าซ่อมบำรุงและค่านํ้ามันที่พุ่งสูง จนนำมาสู่หนี้สะสมมหาศาลกว่า 1.5 แสนล้านบาทในปัจจุบัน และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ
ที่ ขสมก. กำลังจะ “ปิดตำนาน” รถเก่าเพื่อก้าวสู่ยุคของรถเมล์ไฟฟ้า (EV) 100%
ขสมก. เตรียมโบกมือลารถเมล์ร้อนสีครีม-แดง เดินหน้าแก้ปัญหาหนี้และต้นทุนสูง
เปลี่ยนเป็นรถเมล์ไฟฟ้า (EV) ปรับอากาศ 100% ลงนามสัญญาเช่ารถเมล์ EV จำนวน 1,520 คัน
กับ นครชัยแอร์ ระยะเวลา 7 ปี ทยอยรับมอบครบทั้งหมดภายในปี 2570
ล่าสุดนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความคืบหน้าแผนจัดหารถโดยสารใหม่ ขณะนี้ขสมก.ได้ลงนามสัญญาเช่ารถเมล์ไฟฟ้า
กับ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ไป เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมา
ซึ่งเอกชนรายนี้เป็นผู้ชนะการประมูลในโครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV)
จำนวน 1,520 คัน ระยะเวลาเช่า 7 ปี วงเงินกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
ส่วนขั้นตอนต่อไป ขสมก.จะออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) ภายใน 30 วัน พร้อมแจ้งแผนการใช้พื้นที่
อู่จอดรถแก่เอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านอู่จอดรถและจุดชาร์จ ขสมก. ทั้งหมด 12 แห่ง รองรับรถเมล์ใหม่
ซึ่งมีทั้งอู่เดิมของ ขสมก. และอู่ที่เช่าจากหน่วยงานรัฐอื่น เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)
รวมไปถึงอู่เอกชนที่นำมาขยายพื้นที่เพิ่มเติม ได้แก่ อู่รังสิต, อู่พระราม 9 และอู่แสมดำ (เขตการเดินรถที่ 5)
ส่วนอู่บางเขนอาจถูกแยกไปดำเนินการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในอนาคต
คาดว่าจะส่งแผนให้เอกชนดำเนินการภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้
สำหรับไทม์ไลน์การส่งมอบรถ EV 1,520 คันของขสมก. แบ่งเป็น 3 ระยะ ล็อตแรก 500 คัน จะรับมอบภายในเดือนมีนาคม 2570
ส่วนล็อตที่สอง 500 คัน จะรับมอบภายในเดือนเมษายน 2570 และล็อตที่สาม 520 คัน จะรับมอบภายในเดือนพฤษภาคม 2570
หากรับมอบรถแล้ว คาดว่าจะสามารถวิ่งให้บริการได้ทันทีภายใน 1 สัปดาห์
อย่างไรก็ดีแผนนี้จะช่วยให้ ขสมก. ลดค่าใช้จ่ายได้เกือบ 40% หรือประมาณ 1,600 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากต้นทุน
พลังงานไฟฟ้าถูกกว่านํ้ามันถึง 3 เท่า และไร้ภาระค่าซ่อมบำรุงที่เป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่า อีกทั้งยังช่วยลดภาระการกู้เงิน
และลดการพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐได้ในระยะยาว จากปัจจุบัน ขสมก. มีหนี้สะสมรวมประมาณ 150,000 ล้านบาท
ที่มา https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/651249