นักวิทยาศาสตร์ เสนอไอเดียสร้าง #ม่านน้ำ ยาว 80 กม. บริเวณ #ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก เพื่อกั้นกระแสน้ำอุ่นกัดเซาะฐานธารน้ำแข็ง หวังชะลอไม่ให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ป้องกันน้ำท่วมโลก
.
“ธารน้ำแข็งทเวตส์” หรือ “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” (Doomsday Glacier) ในแอนตาร์กติกาตะวันตก มีขนาดมหึมาครอบคลุมพื้นที่กว่า 192,000 ตร.กม. แต่ในตอนนี้กำลังละลายเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ ทำให้ในแต่ละระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นถึง 4% ต่อปี และถ้าหากธารน้ำแข็งก้อนนี้ละลายลงทั้งหมด จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นประมาณ 65 ซม. ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเมืองชายฝั่งทั่วโลก
.
นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุก ๆ 1 ซม. จะทำให้ประชากรโลกราว 6 ล้านคนต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมชายฝั่ง ด้วยเหตุนี้ กลุ่มวิศวกรและนักวิจัยภูมิอากาศจึงได้เสนอแนวคิดสุดล้ำ ในการสร้างม่านน้ำเพื่อขัดขวางไม่ให้น้ำทะเลที่อุ่นไหลเข้ามากัดเซาะฐานของธารน้ำแข็งทเวตส์
.
โครงการ “Seabed Anchored Curtain Project” เป็นการรวมตัวกันของนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัยชิคาโก เสนอให้สร้างม่านใต้น้ำขนาดมหึมา เพื่อป้องกันชั้นน้ำแข็งจากกระแสน้ำอุ่นที่ไหลอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง โดยให้เหตุผลว่าลำพังเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจไม่เพียงพอ ที่จะรักษาเสถียรภาพของธารน้ำแข็งแห่งนี้ได้ทันท่วงที
.
ม่านกั้นน้ำที่ว่า ไม่ใช่กำแพงคอนกรีต แต่เป็นม่านที่มีความยืดหยุ่นสูงซึ่งจะถูกยึดไว้กับพื้นมหาสมุทร แผนที่จะสร้างให้มีความยาวประมาณ 80 กม. พาดผ่านพื้นที่สำคัญบนพื้นทะเลหน้าธารน้ำแข็งทเวตส์ และมีความสูงจากพื้นทะเลขึ้นมาประมาณ 150-152 ม. โดยจะช่วยจำกัดการไหลของน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูง เพื่อไม่ให้ชั้นน้ำแข็งละลายจากด้านล่าง
.
นักวิจัยออกแบบม่านกั้นน้ำ ด้วยแผงวัสดุที่มีความยืดหยุ่นและบางจำนวนมากวางซ้อนทับกัน เพื่อให้สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายในแอนตาร์กติกา ทั้งแรงดันน้ำที่ระดับความลึกและการเคลื่อนตัวของน้ำแข็ง แม้ว่าวัสดุที่ใช้จะยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย ซึ่งจะใช้เวลาการวิจัยประมาณ 3 ปี เพื่อหาโครงสร้างที่สามารถยึดเกาะกับพื้นทะเลได้มั่นคงภายใต้กระแสน้ำที่รุนแรง โดยจะทดสอบเทคโนโลยีและการออกแบบต้นแบบในพื้นที่ฟยอร์ดของประเทศนอร์เวย์
.
โครงการม่านกั้นน้ำ ยังคงมีความท้าทายรออยู่อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายสูงถึง 40,000-80,000 ล้านดอลลาร์ และยังมีค่าบำรุงรักษาอีกปีละ 1,000- 2,000 ล้านดอลลาร์ตลอดอายุการใช้งาน 25 ปี นอกจากนี้ การก่อสร้างกลางทะเลที่ปั่นป่วนที่สุดในโลกและปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ชนิดที่เรือตัดน้ำแข็งที่ทันสมัยที่สุดก็ยังเข้าถึงได้ยากในบางช่วงเวลา ก็เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวล
.
อ่านต่อ:
https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1220554
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain #กรุงเทพธุรกิจClimate
🏔️นักวิทยาศาสตร์ เสนอไอเดียสร้างม่านน้ำ ยาว 80 กม. บริเวณธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก เพื่อกั้นกระแสน้ำอุ่นกัดเซาะฐานธารน้ำแข็ง
.
“ธารน้ำแข็งทเวตส์” หรือ “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” (Doomsday Glacier) ในแอนตาร์กติกาตะวันตก มีขนาดมหึมาครอบคลุมพื้นที่กว่า 192,000 ตร.กม. แต่ในตอนนี้กำลังละลายเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ ทำให้ในแต่ละระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นถึง 4% ต่อปี และถ้าหากธารน้ำแข็งก้อนนี้ละลายลงทั้งหมด จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นประมาณ 65 ซม. ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเมืองชายฝั่งทั่วโลก
.
นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุก ๆ 1 ซม. จะทำให้ประชากรโลกราว 6 ล้านคนต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมชายฝั่ง ด้วยเหตุนี้ กลุ่มวิศวกรและนักวิจัยภูมิอากาศจึงได้เสนอแนวคิดสุดล้ำ ในการสร้างม่านน้ำเพื่อขัดขวางไม่ให้น้ำทะเลที่อุ่นไหลเข้ามากัดเซาะฐานของธารน้ำแข็งทเวตส์
.
โครงการ “Seabed Anchored Curtain Project” เป็นการรวมตัวกันของนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัยชิคาโก เสนอให้สร้างม่านใต้น้ำขนาดมหึมา เพื่อป้องกันชั้นน้ำแข็งจากกระแสน้ำอุ่นที่ไหลอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง โดยให้เหตุผลว่าลำพังเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจไม่เพียงพอ ที่จะรักษาเสถียรภาพของธารน้ำแข็งแห่งนี้ได้ทันท่วงที
.
ม่านกั้นน้ำที่ว่า ไม่ใช่กำแพงคอนกรีต แต่เป็นม่านที่มีความยืดหยุ่นสูงซึ่งจะถูกยึดไว้กับพื้นมหาสมุทร แผนที่จะสร้างให้มีความยาวประมาณ 80 กม. พาดผ่านพื้นที่สำคัญบนพื้นทะเลหน้าธารน้ำแข็งทเวตส์ และมีความสูงจากพื้นทะเลขึ้นมาประมาณ 150-152 ม. โดยจะช่วยจำกัดการไหลของน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูง เพื่อไม่ให้ชั้นน้ำแข็งละลายจากด้านล่าง
.
นักวิจัยออกแบบม่านกั้นน้ำ ด้วยแผงวัสดุที่มีความยืดหยุ่นและบางจำนวนมากวางซ้อนทับกัน เพื่อให้สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายในแอนตาร์กติกา ทั้งแรงดันน้ำที่ระดับความลึกและการเคลื่อนตัวของน้ำแข็ง แม้ว่าวัสดุที่ใช้จะยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย ซึ่งจะใช้เวลาการวิจัยประมาณ 3 ปี เพื่อหาโครงสร้างที่สามารถยึดเกาะกับพื้นทะเลได้มั่นคงภายใต้กระแสน้ำที่รุนแรง โดยจะทดสอบเทคโนโลยีและการออกแบบต้นแบบในพื้นที่ฟยอร์ดของประเทศนอร์เวย์
.
โครงการม่านกั้นน้ำ ยังคงมีความท้าทายรออยู่อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายสูงถึง 40,000-80,000 ล้านดอลลาร์ และยังมีค่าบำรุงรักษาอีกปีละ 1,000- 2,000 ล้านดอลลาร์ตลอดอายุการใช้งาน 25 ปี นอกจากนี้ การก่อสร้างกลางทะเลที่ปั่นป่วนที่สุดในโลกและปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ชนิดที่เรือตัดน้ำแข็งที่ทันสมัยที่สุดก็ยังเข้าถึงได้ยากในบางช่วงเวลา ก็เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวล
.
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1220554
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain #กรุงเทพธุรกิจClimate