Echo Chamber: ห้องแห่งเสียงสะท้อนที่กำลังทำลายประชาธิปไตยเงียบๆ

กระทู้สนทนา

เครดิตภาพ:The101.world/




ถ้าเราอยากจะเข้าใจการเมืองยุคนี้ให้ถึงแก่นจริงๆ ผมว่ามันมีอยู่คำหนึ่งที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลยครับ นั่นคือคำว่า Echo Chamber หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า “ห้องแห่งเสียงสะท้อน” เอาเข้าจริงคำนี้มันไม่ใช่แค่ศัพท์เท่ๆ ที่เอาไว้คุยอวดกันในโลกออนไลน์หรอกนะครับ แต่มันคือปรากฏการณ์ทางการเมืองที่กำลังแอบเขย่ารากฐานประชาธิปไตยทั้งใบไปแบบเงียบเชียบที่สุดเลยล่ะ เจ้าสภาพแวดล้อมแบบนี้มันน่ากลัวตรงที่มันชอบล้อมรั้วขังเราไว้ด้วยข้อมูล ความคิดเห็น หรือมุมมองที่มันคล้ายกับตัวเราเองแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดเราก็ไม่ได้แค่รู้สึก “เห็นด้วย” กับฝั่งตัวเองเท่านั้นนะ แต่เราจะค่อยๆ ถูกกลืนกินจนเชื่อไปหมดใจเลยว่าโลกทั้งใบมันต้องคิดแบบนี้สิ และใครก็ตามที่บังอาจคิดต่างออกไป คนเหล่านั้นจะกลายเป็นคนผิด เป็นคนโง่ หรือเผลอๆ กลายเป็นตัวอันตรายในสายตาเราไปเลย

ถ้ามองในเชิงทฤษฎี ประชาธิปไตยที่แข็งแรงจริงๆ มันต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “พื้นที่สาธารณะร่วม” ครับ คือเป็นที่ที่เปิดโอกาสให้คนเห็นต่างมานั่งล้อมวงถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล แต่พอมาอยู่ในโลกของแพลตฟอร์มยุคใหม่ พื้นที่ตรงกลางที่ว่านี้มันกลับค่อยๆ จางหายไป เพราะระบบอินเทอร์เน็ตวันนี้เขาไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “ให้ข้อมูล” กับเราอย่างเดียวนะครับ แต่มันทำหน้าที่ “คัดข้อมูล” ให้เราเสร็จสรรพเลย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, TikTok, YouTube หรือ X พวกนี้เขาไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราได้รับรู้ความจริงรอบด้านหรอกครับ แต่มันถูกสร้างมาเพื่อให้เรา “เสพติด” และยอมปักหลักอยู่บนหน้าแอปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเวลาของเรามันคือกำไรของเขาไงครับ อัลกอริทึมพวกนี้มันฉลาดล้ำลึกมาก มันเรียนรู้ไวสุดๆ ว่าคอนเทนต์แบบไหนจะทำให้เราหยุดนิ้วโป้งไว้ได้ อะไรที่จะทำให้เรายอมพิมพ์คอมเมนต์ ยอมกดแชร์ หรือแม้แต่ทำให้เราโกรธจนตัวสั่น แล้วมันก็จะขยันป้อนสิ่งนั้นให้เราซ้ำๆ โดยที่มันไม่สนใจหรอกครับว่าอะไรคือความจริง แต่มันสนใจแค่ว่าอะไรคือสิ่งที่ “ตรงใจ” และ “กระตุ้นอารมณ์” เราได้มากที่สุด


นี่แหละครับคือจุดเปลี่ยนที่มันโคตรอันตราย เพราะเมื่อคนในสังคมได้รับข้อมูลมากันคนละชุด เราก็เริ่มแยกย้ายกันไปอยู่ใน “ความจริงคนละโลก” สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของ Echo Chamber ไม่ใช่การที่มันทำให้เราฉลาดขึ้นนะครับ แต่มันทำให้เรา “มั่นใจในตัวเองแบบผิดๆ” มากขึ้นต่างหาก มันสร้างความรู้สึกหลอกๆ ว่า “เฮ้ย ฉันรู้เท่าทันโลกแล้วนะ” หรือ “ฉันนี่แหละเห็นความจริงเพียงหนึ่งเดียว” ทั้งที่ความจริงเราเห็นแค่เศษเสี้ยวเดียวที่เขาป้อนมาให้แท้ๆ และพอเราจมปลักอยู่กับมุมมองเดียวซ้ำๆ แบบนี้ ความเห็นต่างที่เคยเป็นเรื่องธรรมดามากในสังคมประชาธิปไตย มันก็กลายเป็นสิ่งที่ทนไม่ได้ขึ้นมาเฉยเลย นักวิชาการเขาเรียกสิ่งนี้ว่าความแตกแยกทางอารมณ์ที่รุนแรงจนกู่ไม่กลับครับ คือเราไม่ได้มานั่งโกรธกันเพราะนโยบายมันไม่ตรงกันแล้วนะ แต่เราเกลียดกันเพราะ “ตัวตน” ของอีกฝ่ายเลยล่ะ เราตัดสินกันที่ยี่ห้อที่แปะอยู่บนหน้าผาก จนการเมืองกลายเป็นเรื่องของ “แฟนด้อม” ไม่ต่างจากการเชียร์ทีมฟุตบอลหรือการเป็นติ่งศิลปินเลย ใครจะมาแตะต้องฝ่ายเราไม่ได้ ใครบังอาจตั้งคำถามก็เตรียมตัวโดนทัวร์ลงได้เลย สุดท้ายสนามประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นพื้นที่ของการใช้สติปัญญา มันก็เลยกลายเป็นแค่สมรภูมิของความเกลียดชังไปซะอย่างนั้น


แถมปรากฏการณ์นี้มันก็ไม่ได้เป็นโรคระบาดแค่ในไทยเราด้วยนะครับ แต่มันกำลังลามไปทั่วโลกจนประชาธิปไตยหลายประเทศเริ่มสั่นคลอน อย่างในอเมริกาเนี่ย เราเห็นได้ชัดแจ๋วเลยจากการเลือกตั้งยุคทรัมป์ ที่โซเชียลมีเดียถูกยึดครองด้วยข่าวปลอมและทฤษฎีสมคบคิดอย่างกลุ่ม QAnon จนมันบานปลายไปถึงขั้นเกิดเหตุการณ์บุกอาคารรัฐสภาในปี 2021 หรืออย่างในฟิลิปปินส์เอง ก็มีการใช้ “กองทัพคีย์บอร์ด” มาปั่นกระแสออนไลน์กันอย่างเป็นขบวนการ จนประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นใหม่ในใจคนผ่านหน้าจอ TikTok ไปเลย แม้แต่ในยุโรป ความกังวลเรื่องนี้มันรุนแรงจนเขาต้องออกกฎหมาย Digital Services Act หรือ DSA เพื่อมาบังคับให้แพลตฟอร์มพวกนี้ต้องโปร่งใสและรับผิดชอบต่ออัลกอริทึมของตัวเองมากขึ้น เพราะโลกเริ่มรู้ซึ้งแล้วว่า ถ้าเราปล่อยให้ AI มาทำหน้าที่คัดกรองความจริงแทนมนุษย์แบบนี้ ประชาธิปไตยมันจะเหลือเพียงการแข่งขันของ “ฟองสบู่” ที่ลอยไปลอยมาโดยที่ไม่มีวันได้สัมผัสกันจริงๆ


พอกลับมามองที่ประเทศไทยบ้านเรา ผมว่าเราเองก็กำลังติดอยู่ในกับดักนี้แบบถอนตัวไม่ขึ้นเหมือนกันครับ แถมมันยังไปซ้อนทับกับบาดแผลความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิมจนมันยิ่งเจ็บปวดเข้าไปใหญ่ ความขัดแย้งบ้านเรามักจะถูกฉายภาพซ้ำๆ เหมือนเป็นสงครามระหว่าง “คนรุ่นใหม่” กับ “คนรุ่นเก่า” หรือไม่ก็จับใส่กล่องว่าเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” สู้กับ “ฝ่ายอนุรักษนิยม” ทั้งที่ความจริงมันสลับซับซ้อนกว่านั้นเยอะมากเลยนะ แต่เพราะแพลตฟอร์มพวกนี้เขาไม่ชอบความซับซ้อนไงครับ เขาชอบอะไรที่มันเข้าใจง่ายๆ และชอบการสร้าง “ตัวร้าย” ขึ้นมาให้คนรุมด่า เราก็เลยจะเห็นคนเมืองนั่งเสพข้อมูลจาก X หรือ TikTok ที่เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ในขณะที่คนต่างจังหวัดอีกจำนวนมากก็อยู่กับ Facebook และ LINE ที่เน้นเรื่องปากท้องหรือนโยบายในพื้นที่ แต่แทนที่โลกสองใบนี้จะได้หันหน้ามาคุยกันจริงๆ มันกลับกลายเป็นการสาดโคลนและดูถูกเหยียดหยามกันไปซะหมด


โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “คนต่างจังหวัดโง่ เลือกผู้แทนไม่เป็น” เนี่ย ผมว่ามันสะท้อนความล้มเหลวที่ Echo Chamber สร้างขึ้นได้เจ็บที่สุดเลยครับ มันไม่ใช่แค่คำด่าทอธรรมดา แต่มันคือการเหยียดชนชั้นทางการเมืองที่พยายามประกาศว่าเสียงของคนบางกลุ่มมันมีค่าน้อยกว่าเสียงของเรา อัลกอริทึมมันทำให้คนเมืองเห็นแต่ตัวอย่างที่แย่ที่สุดของคนบ้านนอก และในขณะเดียวกันมันก็ทำให้คนต่างจังหวัดเห็นแต่ภาพคนเมืองที่ไม่เคยเข้าใจหัวอกหรือชีวิตของพวกเขาเลย สุดท้ายเราก็เลยไม่ได้สู้กันด้วยนโยบายที่มันจับต้องได้หรอกครับ แต่เรากำลังสู้กันเพื่อทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกันต่างหาก
ทางออกของเรื่องนี้ ผมมองว่ากฎหมายอาจจะช่วยได้แค่ส่วนหนึ่งในแง่การควบคุมครับ แต่หัวใจสำคัญจริงๆ มันคือการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางปัญญา” ให้กับตัวเราเอง เราต้องมีทักษะที่เรียกว่า Media Literacy ในระดับที่มันลึกกว่าเดิม ต้องคอยเตือนตัวเองให้รู้เท่าทันว่า ข่าวไหนที่อ่านแล้วรู้สึกสะใจที่สุด มักจะเป็นข่าวที่ขังเราไว้ในกรงที่แน่นหนาที่สุดเสมอ เราต้องฝึกที่จะลองฟังคนที่คิดต่างดูบ้างโดยที่ไม่รีบตั้งป้อมเกลียดเขา ต้องรู้จักแยก “คน” ออกจาก “ความคิด” และยอมรับความจริงให้ได้ว่า คนไทยคนอื่นเขาก็ไม่ได้โง่หรือเลวร้ายไปซะหมดหรอกครับ แค่เขามีชีวิตที่ต่างจากเรา และได้รับข้อมูลมาจากโลกคนละใบก็เท่านั้นเอง เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงมันไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนต้องคิดเหมือนกันเป๊ะ แต่มันคือศิลปะของการอยู่ร่วมกันให้ได้ทั้งที่ยังคิดต่างกันอยู่

คำถามสุดท้ายที่มันท้าทายหัวใจเราทุกคนก็คือ วันนี้เรากล้าพอหรือยังที่จะเดินออกมาจาก “ฟองสบู่” ของตัวเอง? เพราะถ้าเราไม่ยอมก้าวออกมาสักที การเลือกตั้งครั้งหน้ามันก็จะเป็นเพียงแค่การนั่งนับจำนวนคนในกรงกระจกแต่ละฝั่ง โดยที่คนไทยอย่างพวกเราไม่เคยมีโอกาสได้มองตาและเข้าใจความเป็นมนุษย์ของกันและกันจริงๆ เลยสักครั้งเดียว


สรุปสุดท้ายจริงๆ นะครับ การที่เราจะหลุดจากกรงขัง Echo Chamber ได้เนี่ย มันไม่ใช่เรื่องของการเลิกเล่นโซเชียลหรอกครับ แต่มันคือการ “ปลุกสติ” ขึ้นมาสู้กับ AI ที่คอยป้อนข้อมูลใส่ปากเราอยู่ทุกวันนั่นแหละ วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือต้องเริ่มจากการหัดสังเกตอารมณ์ตัวเองก่อนเลยครับ เมื่อไหร่ที่ไถฟีดไปเจอข่าวที่มัน “จี๊ด” จนอยากจะพิมพ์ด่า หรือมัน “สะใจ” จนอยากจะกดแชร์ทันที ให้รู้ตัวไว้ก่อนเลยว่าเรากำลังโดนอัลกอริทึมเขาล่อซื้อเข้าให้แล้ว เพราะไอ้ความโกรธความเกลียดนี่แหละคือประตูบานใหญ่ที่ทำให้เรายอมรับข้อมูลด้านเดียวเข้าสมองแบบไม่ลืมหูลืมตา เราต้องลองฝืนใจตัวเองหน่อยครับ ก้าวออกมาจากพื้นที่สบายๆ ไปส่องดูฝั่งที่คิดต่างบ้าง ไม่ใช่เพื่อไปหาเรื่องทะเลาะกับเขานะ แต่เพื่อไปดูว่าโลกในมุมของเขามันหน้าตาเป็นยังไง มีเหตุผลอะไรที่ทำให้เขาเชื่อแบบนั้น การทำแบบนี้จะช่วยให้เราเห็น “ความจริงที่หายไป” ซึ่ง AI มักจะแอบซ่อนมันไว้เพียงเพราะมันไม่ถูกใจเราเท่านั้นเอง

เราต้องเลิกเชื่ออะไรเพียงเพราะมันมียอดไลก์เยอะ หรือมีคนแชร์กันถล่มทลายครับ เพราะในโลกออนไลน์ ยอดวิวมันไม่ได้แปลว่าความจริงเสมอไป แต่มันแปลว่า “ความถูกใจ” ซึ่งบางทีมันก็เป็นแค่เศษเสี้ยวของจิ๊กซอว์เท่านั้นเอง ลองหัดตั้งคำถามบ่อยๆ ว่าข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าเราเนี่ย มีใครได้ผลประโยชน์ไหม หรือมีแง่มุมไหนที่เขายังไม่ได้บอกเราหรือเปล่า และที่สำคัญที่สุดคือเราต้องลุกขึ้นมา “สั่งการ AI” ด้วยมือเราเองครับ ด้วยการเลือกเสพคอนเทนต์ให้มันหลากหลาย อย่าปล่อยให้มันจูงจมูกเราอยู่ฝ่ายเดียว เพราะสุดท้ายแล้วประชาธิปไตยที่กินได้จริงๆ มันไม่ได้เกิดจากการที่ทุกคนต้องคิดเหมือนกันหมดหรอก แต่มันคือการที่เรายังมองเห็นความเป็นคนในตัวของฝั่งตรงข้าม และเข้าใจว่าเขาก็มีเหตุผลในแบบของเขาเหมือนกัน ถ้าเรากล้าก้าวออกจากห้องแห่งเสียงสะท้อนของตัวเองได้ เราจะรู้เลยครับว่ากำแพงที่ขังเราไว้จริงๆ มันไม่ใช่หน้าจอโทรศัพท์ แต่มันคืออคติที่อยู่ในใจเรานั่นเองครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่