วันตรุษจีนปีนี้ ตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569
ช่วงตรุษจีน ตอนฉันเป็นเด็ก ภาพที่ลอยมาอันดับแรกคือแตะเอียซองสีชมพู ที่เด็กอย่างฉันรอคอย อากงจะเปิดเซพเอาแบงค์ใหม่ ๆ ที่แลกมาจากธนาคารมาใส่ซอง เตรียมให้ลูก ๆ หลาน ๆ เปิดซองมาเจอใบสีแดง ๆ ก็ใจฟู
ส่วนอีกภาพคือ โต๊ะไหว้เจ้าตัวใหญ่ที่มีทั้งเป็ด ไก่ ปลานึ่ง หมูสามชั้นและสารพัดอาหารแบบจัดเต็ม ซึ่งต่อมาก็จะกลายเป็นอาหารของพวกเรา ท่ามกลางอาหารเลิศรสเหล่านั้น มีพระเอกตัวจริงที่ขาดไม่ได้เลย นั่นคือ ชาจีน
เท่าที่จำได้อาม่าเล่าประโยชน์ของชาให้ฟัง …
อันดับแรกคือ แก้เลี่ยน... เมื่อกินอาหารมัน ๆ เข้าไปเต็มท้อง การจิบชาจีนร้อนๆ จะช่วยตัดความมัน ล้างปากให้สะอาดสดชื่น และช่วยให้กระเพาะไม่ทำงานหนักจนเกินไป ทำให้เรากินขนมเทียน ขนมเข่งต่อได้อีกนิด!
ในวัฒนธรรมจีน การชงชาให้ผู้ใหญ่ คือการแสดง ความกตัญญู
การรินชา รินให้เกือบเต็มแต่ไม่ล้น เพื่อแสดงถึงน้ำใจที่เต็มเปี่ยม
การจิบชาร้อนๆ ในวันขึ้นปีใหม่ เชื่อกันว่าจะช่วยชำระล้างสิ่งไม่ดีออกไป และต้อนรับความราบรื่นเข้ามาในชีวิต
ตอนเป็นเด็กฉันไม่รู้หรอกว่าชามีมากมายหลายชนิด น้ำชาในความคิดของฉันก็คือเจ้าน้ำสีชาใส ๆ รสเฝื่อน ๆ หอมชื่นใจ แต่พอโตขึ้นมาพอแยกความแตกต่างได้บ้าง
ชาดอกมะลิ กลิ่นหอมสดชื่น ดื่มง่าย เข้ากับขนมหวานๆ ได้ดีมาก
ชาอูหลงกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ป่า ช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดี
ชาปูเอ๋อร์ (Pu-erh) ชาหมักรสเข้มข้น เหมาะที่สุดสำหรับมื้อที่จัดหนักเรื่องเนื้อสัตว์และของทอด
อาม่าสอนว่าเวลาผู้ใหญ่รินชาให้ ให้ฉันใช้ นิ้วชี้และนิ้วกลางเคาะโต๊ะเบาๆ 2-3 ครั้ง แทนคำขอบคุณ ท่านี้มีที่มาจากไหนฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน
คิดถึงน้ำชาก็พาลให้คิดถึงขนมเทียน ขนมเข่ง ที่อาม่ากับแม่ช่วยกันทำ กองพะเนินเต็มท้ายรถกะบะคันเก่งของเตี่ย แต่หลังจากไหว้เสร็จไม่นานก็หายวับไปอย่างน่าอัศจรรย์ พวกฉันไม่ได้กินหมดหรอกนะ แม่กับเตี่ยเอาไปแจกเพื่อนบ้านน่ะ…
เล่าเรื่องอาหาร ชาจีนกับตรุษจีน