อุตฯรถจีน ‘เสียหาย 2 ล้านล้านบาท’ พิษ ‘สงครามตัดราคา’ ตลอด 3 ปี ‘เฉือนเนื้อตัวเอง’ แลกรายได้ ทางการจีนเข้าเบรก ศึกทำลายตัวเอง

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สงครามตัดราคารถในจีน ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งแย่งลูกค้า แต่ได้เป็นแรงสั่นสะเทือนที่กัดกินรายได้อุตสาหกรรมไปแล้ว ‘กว่า 2 ล้านล้านบาท’ จากเกมลดราคาที่เริ่มโดย Tesla และลุกลามไปทั่วทั้งตลาด จนบีบให้ผู้ผลิตรถต้อง ‘เฉือนเนื้อตัวเอง’ แลกรายได้
.
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า สงครามตัดราคารถยนต์ในจีนที่ดุเดือดตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับรายได้ของอุตสาหกรรมรถยนต์ รวมกันสูงถึงกว่า 471,000 ล้านหยวน (ประมาณ 2 ล้านล้านบาท) ตามการประเมินของรายงานวิจัยฉบับใหม่
.
สำหรับรายงานนี้ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ โดยหลี่ เหยียนเว่ย สมาชิกสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์จีน ระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์และดีลเลอร์ต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมหาศาล จากการลดราคาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2023–2025
.
จุดเริ่มต้นของสงครามราคานี้ เกิดขึ้นในต้นปี 2023 เมื่อ Tesla เปิดฉากลดราคารถในจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้ทั้งค่ายรถจีนและแบรนด์ต่างชาติจำเป็นต้องลดราคาตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
หลี่คำนวณมูลค่าความเสียหายโดยนำส่วนลดราคาที่เกิดขึ้น เทียบกับราคารถช่วงต้นปี 2023 แล้วคูณด้วยยอดขายตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์ชี้ว่า ราคารถเฉลี่ยในจีนลดลงถึง 11% จากคันละประมาณ 217,000 หยวน (ประมาณ 9.7 แสนบาท) ในปี 2023 เหลือเพียง 194,000 หยวน (ประมาณ 8.7 แสนบาท) ในปี 2025
.
หลี่ย้ำว่า สงครามราคานี้ “ไม่ใช่แค่แคมเปญการตลาดระยะสั้น” แต่เป็นปัจจัยที่ “เปลี่ยนโครงสร้าง” การแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์จีนไปอย่างลึกซึ้ง
.
การแข่งขันที่รุนแรงจนแทบตัดราคากันเองนี้ ยังดึงความสนใจจากรัฐบาลจีน จนนำไปสู่การเข้มงวดกำกับดูแลในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว โดยหน่วยงานรัฐได้เรียกผู้ผลิตรถยนต์เข้าหารือ พร้อมเตือนให้หยุดลดราคาอย่างรุนแรง และเร่งแก้ปัญหาการค้างจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์
.
งานวิจัยของหลี่ระบุว่า มาตรการของรัฐช่วยชะลอสงครามราคาได้บางส่วน ทำให้อุตสาหกรรมสามารถรักษารายได้ไว้ได้ราว 20,000 ล้านหยวนในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
.
ด้านนักวิเคราะห์ของ Citi มองว่า ปี 2026 ไม่น่าจะเห็นการลดราคาอย่างหนักอีก เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มไม่อ่อนไหวต่อราคาเหมือนเดิม ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และนโยบาย “ต่อต้านการแข่งขันไร้ประโยชน์” ของรัฐบาลจีน ที่มุ่งสกัดการแข่งขันที่ไม่ยั่งยืน
.
ปัจจัยเหล่านี้ เมื่อรวมกับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่จำนวนมาก อาจนำไปสู่การควบรวมและคัดกรองผู้เล่นในอุตสาหกรรมรถยนต์มากขึ้นในระยะต่อไป
.
อย่างไรก็ตาม ค่ายรถยังคงใช้วิธีลดราคาทางอ้อมแทน เช่น ในเดือนมกราคม Tesla ประกาศแผนผ่อนรถ Model Y รุ่นขายดี ด้วยดอกเบี้ย 0% นาน 5 ปี สำหรับลูกค้าในจีนเป็นครั้งแรก
.
ขณะที่แบรนด์จีนหลายราย เช่น Zeekr, Li Auto และ Aito (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Huawei) ให้คำมั่นว่า จะชดเชยลูกค้า หากมาตรการลดภาษีรถยนต์ของรัฐบาลจีนสิ้นสุดลงในปี 2026
.
ส่วน BYD เลือกใช้กลยุทธ์ที่ต่างออกไป โดยปรับปรุงรถรุ่นเดิม เพิ่มระยะทางแบตเตอรี่และฟีเจอร์ขั้นสูงขึ้น แต่ไม่ปรับขึ้นราคา
.
ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ
อุตฯรถจีน ‘เสียหาย 2 ล้านล้านบาท’ พิษ ‘สงครามตัดราคา’
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สงครามตัดราคารถในจีน ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งแย่งลูกค้า แต่ได้เป็นแรงสั่นสะเทือนที่กัดกินรายได้อุตสาหกรรมไปแล้ว ‘กว่า 2 ล้านล้านบาท’ จากเกมลดราคาที่เริ่มโดย Tesla และลุกลามไปทั่วทั้งตลาด จนบีบให้ผู้ผลิตรถต้อง ‘เฉือนเนื้อตัวเอง’ แลกรายได้
.
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า สงครามตัดราคารถยนต์ในจีนที่ดุเดือดตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับรายได้ของอุตสาหกรรมรถยนต์ รวมกันสูงถึงกว่า 471,000 ล้านหยวน (ประมาณ 2 ล้านล้านบาท) ตามการประเมินของรายงานวิจัยฉบับใหม่
.
สำหรับรายงานนี้ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ โดยหลี่ เหยียนเว่ย สมาชิกสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์จีน ระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์และดีลเลอร์ต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมหาศาล จากการลดราคาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2023–2025
.
จุดเริ่มต้นของสงครามราคานี้ เกิดขึ้นในต้นปี 2023 เมื่อ Tesla เปิดฉากลดราคารถในจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้ทั้งค่ายรถจีนและแบรนด์ต่างชาติจำเป็นต้องลดราคาตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
หลี่คำนวณมูลค่าความเสียหายโดยนำส่วนลดราคาที่เกิดขึ้น เทียบกับราคารถช่วงต้นปี 2023 แล้วคูณด้วยยอดขายตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์ชี้ว่า ราคารถเฉลี่ยในจีนลดลงถึง 11% จากคันละประมาณ 217,000 หยวน (ประมาณ 9.7 แสนบาท) ในปี 2023 เหลือเพียง 194,000 หยวน (ประมาณ 8.7 แสนบาท) ในปี 2025
.
หลี่ย้ำว่า สงครามราคานี้ “ไม่ใช่แค่แคมเปญการตลาดระยะสั้น” แต่เป็นปัจจัยที่ “เปลี่ยนโครงสร้าง” การแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์จีนไปอย่างลึกซึ้ง
.
การแข่งขันที่รุนแรงจนแทบตัดราคากันเองนี้ ยังดึงความสนใจจากรัฐบาลจีน จนนำไปสู่การเข้มงวดกำกับดูแลในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว โดยหน่วยงานรัฐได้เรียกผู้ผลิตรถยนต์เข้าหารือ พร้อมเตือนให้หยุดลดราคาอย่างรุนแรง และเร่งแก้ปัญหาการค้างจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์
.
งานวิจัยของหลี่ระบุว่า มาตรการของรัฐช่วยชะลอสงครามราคาได้บางส่วน ทำให้อุตสาหกรรมสามารถรักษารายได้ไว้ได้ราว 20,000 ล้านหยวนในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
.
ด้านนักวิเคราะห์ของ Citi มองว่า ปี 2026 ไม่น่าจะเห็นการลดราคาอย่างหนักอีก เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มไม่อ่อนไหวต่อราคาเหมือนเดิม ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และนโยบาย “ต่อต้านการแข่งขันไร้ประโยชน์” ของรัฐบาลจีน ที่มุ่งสกัดการแข่งขันที่ไม่ยั่งยืน
.
ปัจจัยเหล่านี้ เมื่อรวมกับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่จำนวนมาก อาจนำไปสู่การควบรวมและคัดกรองผู้เล่นในอุตสาหกรรมรถยนต์มากขึ้นในระยะต่อไป
.
อย่างไรก็ตาม ค่ายรถยังคงใช้วิธีลดราคาทางอ้อมแทน เช่น ในเดือนมกราคม Tesla ประกาศแผนผ่อนรถ Model Y รุ่นขายดี ด้วยดอกเบี้ย 0% นาน 5 ปี สำหรับลูกค้าในจีนเป็นครั้งแรก
.
ขณะที่แบรนด์จีนหลายราย เช่น Zeekr, Li Auto และ Aito (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Huawei) ให้คำมั่นว่า จะชดเชยลูกค้า หากมาตรการลดภาษีรถยนต์ของรัฐบาลจีนสิ้นสุดลงในปี 2026
.
ส่วน BYD เลือกใช้กลยุทธ์ที่ต่างออกไป โดยปรับปรุงรถรุ่นเดิม เพิ่มระยะทางแบตเตอรี่และฟีเจอร์ขั้นสูงขึ้น แต่ไม่ปรับขึ้นราคา
.
ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ