สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ชาวพันทิปทุกคน 🙏
ชื่อ พิมพ์ นะคะ วันนี้ขออนุญาตมาแชร์ประสบการณ์ในฐานะคนที่ “เคยทำตามาแล้วและต้องกลับมาแก้ซ้ำ” โดยจะเล่าประสบการณ์แก้ปัญหาตาของตัวเองแบบละเอียด ๆ เลยนะ ไม่ได้มาขาย ไม่ได้รับสปอน แค่อยากแชร์เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังลังเลเหมือนที่เคยเป็นค่ะ
ขอท้าวความก่อนนะเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เพิ่งมาทำตาเป็นครั้งแรกแต่เคยทำตามาแล้วถึง2 ครั้ง
ครั้งแรกผ่านมาแล้วประมาณ 5 ปี
ครั้งที่สองผ่านมาแล้วประมาณ 2 ปี
ตอนตัดสินใจทำแต่ละครั้ง ก็มีความหวังเหมือนทุกคนว่า “ครั้งนี้น่าจะจบ” แต่ความจริงคือ หลังจากเวลาผ่านไป เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ใจไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตาของพี่เริ่มดูไม่สดเหมือนเดิม ชั้นตาเริ่มไม่ชัด หนังตาก็ดูตกลง โดยเฉพาะบริเวณหางตาที่เหมือนจะตกลงเรื่อย ๆ จนบางวันรู้สึกเลยว่าตาดูเศร้า ทั้งที่ข้างในไม่ได้รู้สึกเศร้าแบบนั้นเลย 😔
ปัญหาหลักของคือ เบ้าตาเล็กและแคบ ใต้คิ้วมีเนื้อหนา ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้รูปตาดูสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด พอรวมกับหางตาที่เริ่มตกก็ยิ่งทำให้ดวงตาดูหม่น ดูอ่อนล้า และดูเศร้าตลอดเวลา ไม่ว่าจะพักผ่อนเพียงพอแค่ไหน หรือแต่งหน้ามากขึ้นแค่ไหนก็ไม่สามารถกลบเกลื่อนความไม่สดใสของดวงตาได้จริง ๆ
สิ่งที่ทำให้รู้สึกหนักใจที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องความสวยนะ แต่เป็นความรู้สึกคาใจว่า “เราผ่านการผ่าตัดตามาแล้วถึงสองครั้ง แต่ทำไมผลลัพธ์ยังไม่ใช่” ทุกครั้งที่มีคนทักว่าหน้าดูเหนื่อย ดูเครียด หรือดูเศร้า ทั้งที่นั้นรู้สึกปกติดี มันเหมือนหน้าตาไม่สะท้อนตัวตนของเราและความมั่นใจก็ค่อย ๆ หายไปโดยไม่รู้ตัวเลยแหละ
ยิ่งไปกว่านั้น เริ่มมีความกลัวในใจลึก ๆ ว่าถ้าแก้อีกจะยิ่งแย่กว่าเดิมหรือเปล่า จะเป็นรอยไหมจะดูไหม หรือสุดท้ายจะวนกลับมาที่จุดเดิมอีกหรือไม่ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมารู้แล้วว่าการแก้ตาไม่ใช่แค่เรื่องชั้นตา แต่มันเกี่ยวข้องกับโครงสร้างรอบดวงตาทั้งหมด ตั้งแต่คิ้ว เบ้าตา พังผืดเดิม ไปจนถึงกล้ามเนื้อตาที่อ่อนแรงลงตามเวลา
จนกระทั่งเริ่มยอมรับกับตัวเองว่า ถ้ายังตัดสินใจแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ มองแค่ชั้นตาอย่างเดียว ต่อให้แก้อีกกี่ครั้ง ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างจากเดิม และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัดสินใจมองหาการแก้ไขที่ “ลึกกว่าเดิม และตรงจุดจริง ๆ” ค่ะ
หลังจากยอมรับกับตัวเองได้แล้วว่าปัญหาของไม่ได้อยู่แค่เรื่องชั้นตา ใช้เวลานานพอสมควรในการหาข้อมูล เพราะด้วยประสบการณ์ที่เคยทำตามาแล้วถึงสองครั้ง ไม่อยากตัดสินใจเร็วเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว รอบนี้ไม่ได้มองแค่รีวิวสวย ๆ หรือ Before/After ที่ดูดีในแสงไฟ แต่มองหาคลินิกและคุณหมอที่ “เข้าใจปัญหาตาซับซ้อน” โดยเฉพาะเคสที่เคยผ่าตัดมาก่อนแบบค่ะ
เจอ dr.viiclinic จากหลายช่องทาง ทั้งรีวิวและคลิปให้ความรู้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้สนใจไม่ใช่ภาพผลลัพธ์อย่างเดียว แต่เป็นวิธีที่คุณหมออธิบายปัญหาแต่ละเคสแบบมีเหตุผล ไม่ได้พูดว่าทำแล้วจะสวยขึ้นทันที แต่พูดถึงโครงสร้างตา ความเสี่ยง และข้อจำกัดของแต่ละคนอย่างตรงไปตรงมา เรารู้สึกว่าแนวคิดแบบนี้ต่างจากประสบการณ์ที่เคยเจอมาก่อน
วันที่ตัดสินใจเข้าไปปรึกษาที่คลินิก รู้สึกเหมือนไปคุยกับแพทย์ที่ตั้งใจฟังปัญหาของเราจริง ๆ คุณหมอซักประวัติละเอียดมาก ไล่ตั้งแต่การผ่าตัดครั้งก่อน อาการที่เริ่มสังเกตเห็นในช่วงหลัง รวมถึงปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง และหางตาที่เริ่มตก ซึ่งเริ่มรู้สึกประมาณ 4 เดือนก่อนตัดสินใจแก้
อีกอย่างที่ประทับใจมากคือ คุณหมอไม่ได้ให้ความคาดหวังของสูงเกินจริง แต่บอกตามตรงว่า เป้าหมายของการแก้ครั้งนี้ไม่ใช่การทำให้ตาใหญ่หรือเปลี่ยนหน้าใหม่ แต่เป็นการทำให้ตาดูสบาย สดใสขึ้น และเข้ากับโครงหน้าของในระยะยาว ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ทำให้รู้สึกมั่นใจมากเพราะตรงกับสิ่งที่ต้องการจริง ๆ
ในแง่ของความกังวลต้องบอกตามตรงว่ารอบนี้แทบไม่มีความลังเลเหมือนครั้งก่อน ๆ เพราะได้ศึกษาข้อมูลคุณหมอมาแล้วพอสมควร และหลังจากได้พูดคุยจริง ๆ ก็รู้สึกว่า ปัญหาของถูกเข้าใจอย่างถูกจุด ไม่ใช่แค่ถูกแก้แบบผิวเผิน จึงตัดสินใจเดินหน้ากับที่นี่ด้วยความรู้สึกว่าอย่างน้อยครั้งนี้ ได้เลือกด้วยความเข้าใจไม่ใช่ด้วยความรีบร้อนค่ะ
ประสบการณ์ระหว่างทำ (เล่าตามจริง แบบไม่แต่งสวยเกินเหตุ)
ต้องบอกก่อนเลยว่า ด้วยความที่เราเคยผ่าตัดตามาแล้วถึงสองครั้ง รอบนี้ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น แต่เป็นความรู้สึก “ระวังตัว” มากกว่า 😅 ไม่ใช่กลัวเจ็บอย่างเดียว แต่กลัวผลลัพธ์จะซ้ำรอยเดิม คือเจ็บตัว เสียเวลา แล้วสุดท้ายได้แค่ดีขึ้นนิดเดียว
ก่อนเข้าห้องผ่าตัด คุณหมอจะทบทวนแผนการรักษาอีกครั้งแบบละเอียด ตั้งแต่การ ยกคิ้ว (Sub Brow Lift) การยกกระชับหางตา ไปจนถึงการแก้ไขชั้นตาเดิม เลาะพังผืด และจัดเรียงไขมันเบ้าตาใหม่ ซึ่งตรงนี้เรารู้สึกอุ่นใจมาก เพราะคุณหมอต่ดูโครงสร้างตาของเราจริง ๆ ณ ตอนนั้น
ระหว่างทำ บอกตามตรงว่ามีความรู้สึกบ้าง แต่ไม่ถึงกับทรมาน 😌 สิ่งที่เราประทับใจคือ คุณหมอจะบอกตลอดว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทำไปเพื่อแก้จุดไหน เลยไม่รู้สึกเหมือนถูกปล่อยให้ “นอนรอ” แบบไม่รู้เรื่องอะไร ส่วนเรื่องของความเจ็บก็นับว่าอยู่ในระดับที่รับได้ และที่สำคัญคือไม่รู้สึกว่าถูกเร่ง ทุกขั้นตอนดูตั้งใจและละเอียดมาก
หลังทำเสร็จ ไม่ได้รู้สึกมึนหรือหนักหัวอย่างที่เคยกลัวไว้ ความรู้สึกแรกคือ “ตึง ๆ และพอมองกระจกครั้งแรกถึงจะยังบวม แต่เห็นเลยว่าตาไม่ถูกกดเหมือนเดิม หางตาเปิด และรูปตาดูยาวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ภาพกอนทำการผ่าตัด
จากภาพก่อนทำจะเห็นชัดเลยว่าดวงตาของดูเศร้า เบ้าตาเล็ก และใต้คิ้วมีเนื้อค่อนข้างหนา ทำให้ตาบนถูกกดลง รูปตาดูสั้น หางตาเริ่มตก ชั้นตาไม่ชัด และมีอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงร่วมด้วย เวลามองตรงจะรู้สึกว่าตาดูเหนื่อย ไม่สด แม้ในวันที่พักผ่อนเพียงพอ ภาพนี้สะท้อนปัญหาที่รู้สึกมาตลอดว่า “หน้ากับความรู้สึกข้างในไม่ตรงกัน”

ภาพหลังทำทันที
หลังทำเสร็จใหม่ ๆ จากภาพจะเห็นอาการบวมค่อนข้างชัด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการผ่าตัดหลายจุดพร้อมกัน แต่สิ่งที่เห็นได้ทันทีคือ ยกขึ้น หางตาเปิด และพื้นที่ดวงตาดูโล่งขึ้นอย่างชัดเจน แม้ยังบวมอยู่ แต่รูปตาโดยรวมดูยาวขึ้น และตาไม่ถูกกดเหมือนก่อนทำ ภาพนี้ทำให้รู้สึกว่าโครงสร้างตาถูกแก้ตรงจุดจริง ๆ
ภาพหลังทำ1วัน
จากภาพหลังทำ 1 วัน อาการบวมยังมีอยู่ ตึงจนเกินไป ดวงตายังดูเปิดกว่าก่อนทำอย่างชัดเจน แม้จะยังไม่เข้าที่ แต่รูปตาเริ่มเห็นทรงมากขึ้น ความรู้สึกคือยังต้องพักผ่อน แต่ไม่เจ็บ และสามารถใช้ชีวิตเบา ๆ ได้ตามปกติ

ภาพหลังทำ 4 วัน ภาพหลังทำ 5 วัน
ช่วงนี้จากภาพจะเห็นว่าอาการบวมลดลงชัดเจนมาก รอยช้ำเริ่มจาง ดวงตาดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ชั้นตาเริ่มเห็นแนวชัด หางตาเปิดและดูสบายตา ไม่ตึงหรือดึงรั้งเหมือนช่วงแรก ภาพในช่วงนี้เป็นช่วงที่เราเริ่มรู้สึกว่า “หน้าดูดีขึ้นจริง” แม้จะยังไม่เข้าที่ 100%

ภาพหลังทำ 7 วัน
หลังครบ 7 วัน จากภาพจะเห็นว่าดวงตาดูสดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการบวมเหลือน้อยมาก รูปตาดูยาวขึ้น ชั้นตาดูเนียน คนรอบตัวเริ่มทักว่าหน้าดูดีขึ้น แต่ยังดูไม่ออกว่าทำอะไรมา ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ต้องการมากที่สุด เพราะยังดูเป็นหน้าของเอง

ภาพหลังทำ 15 วัน
จากภาพหลังทำประมาณ 15 วัน ดวงตาเริ่มเข้าที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ชั้นตาดูเป็นธรรมชาติ เบ้าตาดูเปิดแต่ไม่โหล หางตายังยกสวยและไม่ตก ภาพนี้เป็นช่วงที่เราเริ่มกลับมาแต่งหน้าได้ปกติ และรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อมองกระจก เพราะตาดูสด สบาย และไม่เศร้าเหมือนก่อนทำอีกแล้ว
ความประทับใจหลังทำ (จากใจคนที่ผ่านมาหมดแล้ว)
ถ้าให้สรุปความรู้สึกหลังทำด้วยคำสั้น ๆ คำเดียว ขอใช้คำว่า “โล่งใจ” ค่ะ โล่งใจที่ในที่สุด ปัญหาดวงตาที่แบกมาหลายปีถูกแก้ไขตรงจุดจริง ๆ ไม่ใช่แค่ดีขึ้นชั่วคราวแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดและรู้สึกได้ในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือความตั้งใจและความละเอียดของคุณหมอ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปปรึกษาจนถึงวันผ่าตัดและการติดตามอาการหลังทำ คุณหมอไม่ได้มองเป็นเคสหนึ่งที่ทำตามแพ็กเกจ แต่เป็นคนไข้ที่มีประวัติซับซ้อน เคยผ่าตัดมาแล้ว และต้องการการแก้ไขแบบเข้าใจโครงสร้างจริง ๆ ทุกคำอธิบายมีเหตุผล ไม่ใช่คำสวย ๆ เพื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น
อีกอย่างที่เรารู้สึกชัดมากคือ ผลลัพธ์ที่ได้ “ดูเป็นธรรมชาติ” มากกว่าที่คาดไว้ตอนแรกยอมรับว่ามีแอบกลัวว่าการแก้หลายจุดพร้อมกันจะทำให้หน้าดูเปลี่ยนเกินไป แต่พอแผลหายและทรงเข้าที่กลับกลายเป็นว่าหน้าดูสดขึ้นแบบที่คนรอบตัวรู้สึกได้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าไปทำอะไรมา ซึ่งสำหรับเรานี่คือคำชมที่ดีที่สุดแล้ว
ในแง่การดูแล เรารู้สึกว่าทีมงานที่ dr.viiclinic ดูแลใส่ใจตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้มีแค่วันที่ผ่าตัดแล้วจบ แต่มีการติดตามอาการ ให้คำแนะนำและตอบคำถามทุกความกังวลของแบบไม่เร่ง ไม่รำคาญ โดยเฉพาะกับคนที่เคยมีประสบการณ์ไม่ดีมาก่อน ความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ทำให้รู้สึกอุ่นใจมาก
ถ้าให้ให้คะแนนจากประสบการณ์ทั้งหมดตั้งแต่การปรึกษา การผ่าตัด ผลลัพธ์ และการดูแลหลังทำ เราขอให้ 10/10 แบบไม่หัก ค่ะ ไม่ใช่เพราะมันสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่เพราะมันตอบโจทย์ในสิ่งที่ต้องการจริง ๆ และช่วยให้ปิดจบปัญหาดวงตาที่ค้างคาใจมานานได้อย่างแท้จริง
สำหรับใครที่เคยทำตามาแล้ว และกำลังลังเลว่าควรแก้ต่อดีไหม อยากบอกว่าการแก้ตาไม่ได้น่ากลัว ถ้าเราได้หมอที่เข้าใจปัญหาและแก้ถูกจุด และสำหรับการตัดสินใจครั้งนี้ที่ dr.viiclinic คือหนึ่งในการตัดสินใจที่ไม่เสียดายเลยค่ะ 🙏
[CR] ทำตามา 2 รอบแต่ยังดูเศร้า เพิ่งเข้าใจว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชั้นตาอย่างเดียว
ชื่อ พิมพ์ นะคะ วันนี้ขออนุญาตมาแชร์ประสบการณ์ในฐานะคนที่ “เคยทำตามาแล้วและต้องกลับมาแก้ซ้ำ” โดยจะเล่าประสบการณ์แก้ปัญหาตาของตัวเองแบบละเอียด ๆ เลยนะ ไม่ได้มาขาย ไม่ได้รับสปอน แค่อยากแชร์เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังลังเลเหมือนที่เคยเป็นค่ะ
ขอท้าวความก่อนนะเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เพิ่งมาทำตาเป็นครั้งแรกแต่เคยทำตามาแล้วถึง2 ครั้ง
ครั้งแรกผ่านมาแล้วประมาณ 5 ปี
ครั้งที่สองผ่านมาแล้วประมาณ 2 ปี
ตอนตัดสินใจทำแต่ละครั้ง ก็มีความหวังเหมือนทุกคนว่า “ครั้งนี้น่าจะจบ” แต่ความจริงคือ หลังจากเวลาผ่านไป เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ใจไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตาของพี่เริ่มดูไม่สดเหมือนเดิม ชั้นตาเริ่มไม่ชัด หนังตาก็ดูตกลง โดยเฉพาะบริเวณหางตาที่เหมือนจะตกลงเรื่อย ๆ จนบางวันรู้สึกเลยว่าตาดูเศร้า ทั้งที่ข้างในไม่ได้รู้สึกเศร้าแบบนั้นเลย 😔
ปัญหาหลักของคือ เบ้าตาเล็กและแคบ ใต้คิ้วมีเนื้อหนา ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้รูปตาดูสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด พอรวมกับหางตาที่เริ่มตกก็ยิ่งทำให้ดวงตาดูหม่น ดูอ่อนล้า และดูเศร้าตลอดเวลา ไม่ว่าจะพักผ่อนเพียงพอแค่ไหน หรือแต่งหน้ามากขึ้นแค่ไหนก็ไม่สามารถกลบเกลื่อนความไม่สดใสของดวงตาได้จริง ๆ
สิ่งที่ทำให้รู้สึกหนักใจที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องความสวยนะ แต่เป็นความรู้สึกคาใจว่า “เราผ่านการผ่าตัดตามาแล้วถึงสองครั้ง แต่ทำไมผลลัพธ์ยังไม่ใช่” ทุกครั้งที่มีคนทักว่าหน้าดูเหนื่อย ดูเครียด หรือดูเศร้า ทั้งที่นั้นรู้สึกปกติดี มันเหมือนหน้าตาไม่สะท้อนตัวตนของเราและความมั่นใจก็ค่อย ๆ หายไปโดยไม่รู้ตัวเลยแหละ
ยิ่งไปกว่านั้น เริ่มมีความกลัวในใจลึก ๆ ว่าถ้าแก้อีกจะยิ่งแย่กว่าเดิมหรือเปล่า จะเป็นรอยไหมจะดูไหม หรือสุดท้ายจะวนกลับมาที่จุดเดิมอีกหรือไม่ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมารู้แล้วว่าการแก้ตาไม่ใช่แค่เรื่องชั้นตา แต่มันเกี่ยวข้องกับโครงสร้างรอบดวงตาทั้งหมด ตั้งแต่คิ้ว เบ้าตา พังผืดเดิม ไปจนถึงกล้ามเนื้อตาที่อ่อนแรงลงตามเวลา
จนกระทั่งเริ่มยอมรับกับตัวเองว่า ถ้ายังตัดสินใจแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ มองแค่ชั้นตาอย่างเดียว ต่อให้แก้อีกกี่ครั้ง ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างจากเดิม และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัดสินใจมองหาการแก้ไขที่ “ลึกกว่าเดิม และตรงจุดจริง ๆ” ค่ะ
หลังจากยอมรับกับตัวเองได้แล้วว่าปัญหาของไม่ได้อยู่แค่เรื่องชั้นตา ใช้เวลานานพอสมควรในการหาข้อมูล เพราะด้วยประสบการณ์ที่เคยทำตามาแล้วถึงสองครั้ง ไม่อยากตัดสินใจเร็วเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว รอบนี้ไม่ได้มองแค่รีวิวสวย ๆ หรือ Before/After ที่ดูดีในแสงไฟ แต่มองหาคลินิกและคุณหมอที่ “เข้าใจปัญหาตาซับซ้อน” โดยเฉพาะเคสที่เคยผ่าตัดมาก่อนแบบค่ะ
เจอ dr.viiclinic จากหลายช่องทาง ทั้งรีวิวและคลิปให้ความรู้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้สนใจไม่ใช่ภาพผลลัพธ์อย่างเดียว แต่เป็นวิธีที่คุณหมออธิบายปัญหาแต่ละเคสแบบมีเหตุผล ไม่ได้พูดว่าทำแล้วจะสวยขึ้นทันที แต่พูดถึงโครงสร้างตา ความเสี่ยง และข้อจำกัดของแต่ละคนอย่างตรงไปตรงมา เรารู้สึกว่าแนวคิดแบบนี้ต่างจากประสบการณ์ที่เคยเจอมาก่อน
วันที่ตัดสินใจเข้าไปปรึกษาที่คลินิก รู้สึกเหมือนไปคุยกับแพทย์ที่ตั้งใจฟังปัญหาของเราจริง ๆ คุณหมอซักประวัติละเอียดมาก ไล่ตั้งแต่การผ่าตัดครั้งก่อน อาการที่เริ่มสังเกตเห็นในช่วงหลัง รวมถึงปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง และหางตาที่เริ่มตก ซึ่งเริ่มรู้สึกประมาณ 4 เดือนก่อนตัดสินใจแก้
อีกอย่างที่ประทับใจมากคือ คุณหมอไม่ได้ให้ความคาดหวังของสูงเกินจริง แต่บอกตามตรงว่า เป้าหมายของการแก้ครั้งนี้ไม่ใช่การทำให้ตาใหญ่หรือเปลี่ยนหน้าใหม่ แต่เป็นการทำให้ตาดูสบาย สดใสขึ้น และเข้ากับโครงหน้าของในระยะยาว ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ทำให้รู้สึกมั่นใจมากเพราะตรงกับสิ่งที่ต้องการจริง ๆ
ในแง่ของความกังวลต้องบอกตามตรงว่ารอบนี้แทบไม่มีความลังเลเหมือนครั้งก่อน ๆ เพราะได้ศึกษาข้อมูลคุณหมอมาแล้วพอสมควร และหลังจากได้พูดคุยจริง ๆ ก็รู้สึกว่า ปัญหาของถูกเข้าใจอย่างถูกจุด ไม่ใช่แค่ถูกแก้แบบผิวเผิน จึงตัดสินใจเดินหน้ากับที่นี่ด้วยความรู้สึกว่าอย่างน้อยครั้งนี้ ได้เลือกด้วยความเข้าใจไม่ใช่ด้วยความรีบร้อนค่ะ
ประสบการณ์ระหว่างทำ (เล่าตามจริง แบบไม่แต่งสวยเกินเหตุ)
ต้องบอกก่อนเลยว่า ด้วยความที่เราเคยผ่าตัดตามาแล้วถึงสองครั้ง รอบนี้ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น แต่เป็นความรู้สึก “ระวังตัว” มากกว่า 😅 ไม่ใช่กลัวเจ็บอย่างเดียว แต่กลัวผลลัพธ์จะซ้ำรอยเดิม คือเจ็บตัว เสียเวลา แล้วสุดท้ายได้แค่ดีขึ้นนิดเดียว
ก่อนเข้าห้องผ่าตัด คุณหมอจะทบทวนแผนการรักษาอีกครั้งแบบละเอียด ตั้งแต่การ ยกคิ้ว (Sub Brow Lift) การยกกระชับหางตา ไปจนถึงการแก้ไขชั้นตาเดิม เลาะพังผืด และจัดเรียงไขมันเบ้าตาใหม่ ซึ่งตรงนี้เรารู้สึกอุ่นใจมาก เพราะคุณหมอต่ดูโครงสร้างตาของเราจริง ๆ ณ ตอนนั้น
ระหว่างทำ บอกตามตรงว่ามีความรู้สึกบ้าง แต่ไม่ถึงกับทรมาน 😌 สิ่งที่เราประทับใจคือ คุณหมอจะบอกตลอดว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทำไปเพื่อแก้จุดไหน เลยไม่รู้สึกเหมือนถูกปล่อยให้ “นอนรอ” แบบไม่รู้เรื่องอะไร ส่วนเรื่องของความเจ็บก็นับว่าอยู่ในระดับที่รับได้ และที่สำคัญคือไม่รู้สึกว่าถูกเร่ง ทุกขั้นตอนดูตั้งใจและละเอียดมาก
หลังทำเสร็จ ไม่ได้รู้สึกมึนหรือหนักหัวอย่างที่เคยกลัวไว้ ความรู้สึกแรกคือ “ตึง ๆ และพอมองกระจกครั้งแรกถึงจะยังบวม แต่เห็นเลยว่าตาไม่ถูกกดเหมือนเดิม หางตาเปิด และรูปตาดูยาวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ภาพกอนทำการผ่าตัด
จากภาพก่อนทำจะเห็นชัดเลยว่าดวงตาของดูเศร้า เบ้าตาเล็ก และใต้คิ้วมีเนื้อค่อนข้างหนา ทำให้ตาบนถูกกดลง รูปตาดูสั้น หางตาเริ่มตก ชั้นตาไม่ชัด และมีอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงร่วมด้วย เวลามองตรงจะรู้สึกว่าตาดูเหนื่อย ไม่สด แม้ในวันที่พักผ่อนเพียงพอ ภาพนี้สะท้อนปัญหาที่รู้สึกมาตลอดว่า “หน้ากับความรู้สึกข้างในไม่ตรงกัน”
ภาพหลังทำทันที
หลังทำเสร็จใหม่ ๆ จากภาพจะเห็นอาการบวมค่อนข้างชัด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการผ่าตัดหลายจุดพร้อมกัน แต่สิ่งที่เห็นได้ทันทีคือ ยกขึ้น หางตาเปิด และพื้นที่ดวงตาดูโล่งขึ้นอย่างชัดเจน แม้ยังบวมอยู่ แต่รูปตาโดยรวมดูยาวขึ้น และตาไม่ถูกกดเหมือนก่อนทำ ภาพนี้ทำให้รู้สึกว่าโครงสร้างตาถูกแก้ตรงจุดจริง ๆ
ภาพหลังทำ1วัน
จากภาพหลังทำ 1 วัน อาการบวมยังมีอยู่ ตึงจนเกินไป ดวงตายังดูเปิดกว่าก่อนทำอย่างชัดเจน แม้จะยังไม่เข้าที่ แต่รูปตาเริ่มเห็นทรงมากขึ้น ความรู้สึกคือยังต้องพักผ่อน แต่ไม่เจ็บ และสามารถใช้ชีวิตเบา ๆ ได้ตามปกติ
ภาพหลังทำ 4 วัน ภาพหลังทำ 5 วัน
ช่วงนี้จากภาพจะเห็นว่าอาการบวมลดลงชัดเจนมาก รอยช้ำเริ่มจาง ดวงตาดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ชั้นตาเริ่มเห็นแนวชัด หางตาเปิดและดูสบายตา ไม่ตึงหรือดึงรั้งเหมือนช่วงแรก ภาพในช่วงนี้เป็นช่วงที่เราเริ่มรู้สึกว่า “หน้าดูดีขึ้นจริง” แม้จะยังไม่เข้าที่ 100%
ภาพหลังทำ 7 วัน
หลังครบ 7 วัน จากภาพจะเห็นว่าดวงตาดูสดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการบวมเหลือน้อยมาก รูปตาดูยาวขึ้น ชั้นตาดูเนียน คนรอบตัวเริ่มทักว่าหน้าดูดีขึ้น แต่ยังดูไม่ออกว่าทำอะไรมา ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ต้องการมากที่สุด เพราะยังดูเป็นหน้าของเอง
ภาพหลังทำ 15 วัน
จากภาพหลังทำประมาณ 15 วัน ดวงตาเริ่มเข้าที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ชั้นตาดูเป็นธรรมชาติ เบ้าตาดูเปิดแต่ไม่โหล หางตายังยกสวยและไม่ตก ภาพนี้เป็นช่วงที่เราเริ่มกลับมาแต่งหน้าได้ปกติ และรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อมองกระจก เพราะตาดูสด สบาย และไม่เศร้าเหมือนก่อนทำอีกแล้ว
ความประทับใจหลังทำ (จากใจคนที่ผ่านมาหมดแล้ว)
ถ้าให้สรุปความรู้สึกหลังทำด้วยคำสั้น ๆ คำเดียว ขอใช้คำว่า “โล่งใจ” ค่ะ โล่งใจที่ในที่สุด ปัญหาดวงตาที่แบกมาหลายปีถูกแก้ไขตรงจุดจริง ๆ ไม่ใช่แค่ดีขึ้นชั่วคราวแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดและรู้สึกได้ในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือความตั้งใจและความละเอียดของคุณหมอ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปปรึกษาจนถึงวันผ่าตัดและการติดตามอาการหลังทำ คุณหมอไม่ได้มองเป็นเคสหนึ่งที่ทำตามแพ็กเกจ แต่เป็นคนไข้ที่มีประวัติซับซ้อน เคยผ่าตัดมาแล้ว และต้องการการแก้ไขแบบเข้าใจโครงสร้างจริง ๆ ทุกคำอธิบายมีเหตุผล ไม่ใช่คำสวย ๆ เพื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น
อีกอย่างที่เรารู้สึกชัดมากคือ ผลลัพธ์ที่ได้ “ดูเป็นธรรมชาติ” มากกว่าที่คาดไว้ตอนแรกยอมรับว่ามีแอบกลัวว่าการแก้หลายจุดพร้อมกันจะทำให้หน้าดูเปลี่ยนเกินไป แต่พอแผลหายและทรงเข้าที่กลับกลายเป็นว่าหน้าดูสดขึ้นแบบที่คนรอบตัวรู้สึกได้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าไปทำอะไรมา ซึ่งสำหรับเรานี่คือคำชมที่ดีที่สุดแล้ว
ในแง่การดูแล เรารู้สึกว่าทีมงานที่ dr.viiclinic ดูแลใส่ใจตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้มีแค่วันที่ผ่าตัดแล้วจบ แต่มีการติดตามอาการ ให้คำแนะนำและตอบคำถามทุกความกังวลของแบบไม่เร่ง ไม่รำคาญ โดยเฉพาะกับคนที่เคยมีประสบการณ์ไม่ดีมาก่อน ความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ทำให้รู้สึกอุ่นใจมาก
ถ้าให้ให้คะแนนจากประสบการณ์ทั้งหมดตั้งแต่การปรึกษา การผ่าตัด ผลลัพธ์ และการดูแลหลังทำ เราขอให้ 10/10 แบบไม่หัก ค่ะ ไม่ใช่เพราะมันสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่เพราะมันตอบโจทย์ในสิ่งที่ต้องการจริง ๆ และช่วยให้ปิดจบปัญหาดวงตาที่ค้างคาใจมานานได้อย่างแท้จริง
สำหรับใครที่เคยทำตามาแล้ว และกำลังลังเลว่าควรแก้ต่อดีไหม อยากบอกว่าการแก้ตาไม่ได้น่ากลัว ถ้าเราได้หมอที่เข้าใจปัญหาและแก้ถูกจุด และสำหรับการตัดสินใจครั้งนี้ที่ dr.viiclinic คือหนึ่งในการตัดสินใจที่ไม่เสียดายเลยค่ะ 🙏
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้