การเติบโตของ Private Credit ในประเทศไทย EP5: Private Credit จะเป็น ‘พันธมิตร’ หรือ ‘คู่แข่ง’ ของธนาคาร?

กระทู้ข่าว
Private credit กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มสินทรัพย์ที่เติบโตเร็วที่สุดของโลกการเงิน และได้จุดประกายคำถามสำคัญในประเทศไทยว่า private credit จะเข้ามาแข่งขันกับธนาคาร หรือจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบการเงินโดยทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มกันแน่

แม้ในบางช่วงสื่อจะนำเสนอภาพของ private credit และธนาคารในฐานะ “คู่แข่ง” แต่ในความเป็นจริง ธนาคารยังคงเป็นกระดูกสันหลังของระบบสินเชื่อในประเทศต่างๆ ขณะที่ private credit ได้พัฒนาบทบาทเป็นผู้ให้เงินทุนเฉพาะทาง ที่สามารถเข้ามาเติมเต็มในช่วงเวลาที่ธนาคารไม่สามารถให้เงินทุนได้อย่างเต็มที่ จากข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์ การควบคุมความเสี่ยง หรือกระบวนการอนุมัติที่ใช้เวลานาน

เมื่อประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาระบบ private credit ความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารและ private credit จึงเริ่มเปลี่ยนจากการแข่งขันไปสู่ความร่วมมือมากขึ้น โดยถูกกำหนดจากพันธกิจ แหล่งเงินทุน และกรอบกำกับดูแลที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย

บทบาทที่เกื้อหนุนกัน: ผู้ให้กู้สองประเภท พันธกิจที่ต่างกัน

 ทั้งธนาคารและ private credit ต่างให้บริการแก่ภาคธุรกิจ แต่รูปแบบการดำเนินงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ธนาคารดำเนินธุรกิจบนงบดุลที่อาศัยเงินฝาก และอยู่ภายใต้กรอบ Basel III/IV ซึ่งให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเงินและการบริหารเงินกองทุนตามความเสี่ยง กฎเกณฑ์เหล่านี้ทำให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อในอัตราที่แข่งขันได้ในวงกว้าง แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างข้อจำกัดที่เข้มงวด เช่น เพดานการลงทุนรายอุตสาหกรรม ข้อจำกัดลูกหนี้รายเดียว หลักประกัน และนโยบายเครดิตภายใน ซึ่งอาจทำให้การปล่อยสินเชื่อชะลอลงในช่วงที่ความไม่แน่นอนสูง

โดยทั่วไป ธนาคารมีความเชี่ยวชาญในด้าน

– สินเชื่อระยะยาวในต้นทุนที่แข่งขันได้

– วงเงินหมุนเวียนและเงินทุนหมุนเวียน

– การจัดหาเงินลงทุนสำหรับธุรกิจที่มีความมั่นคง

– ความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าภาคธุรกิจ

ในทางตรงกันข้าม กองทุน private credit ใช้เงินทุนที่ผูกพันระยะยาวจากนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ บริษัทประกัน และ endowment พันธกิจหลักคือการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในเชิงปรับด้วยความเสี่ยง ผ่านการวิเคราะห์เชิงลึก การจัดโครงสร้างที่รัดกุม และเงื่อนไขเฉพาะที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละธุรกรรม

เนื่องจากไม่พึ่งพาเงินฝากสาธารณะและไม่มีภาระสภาพคล่องรายวัน กองทุน private credit จึงสามารถรับความเสี่ยงในช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วงที่มีความซับซ้อน หรือสถานการณ์เร่งด่วน ที่ธนาคารอาจต้องชะลอการปล่อยกู้ชั่วคราว

รูปแบบนี้จึงก่อให้เกิดบทบาทที่ “เสริมกัน” มากกว่าการแข่งขัน และเป็นภาพที่เห็นได้ชัดในระดับโลก

Bloomberg (ปี 2567) รายงานว่าธนาคารชั้นนำในสหรัฐ และยุโรป เริ่มทำงานร่วมกับกองทุน private credit มากขึ้นในดีลที่ต้องการความรวดเร็ว โครงสร้างเฉพาะ หรือเงินทุนที่เกินข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์ ตัวอย่างเช่น Blackstone Credit ให้เงินทุนในช่วงการขยายธุรกิจระยะต้นแก่ Superstruct Entertainment ก่อนที่ธนาคารจะเข้ามารีไฟแนนซ์เมื่อผลการดำเนินงานมีเสถียรภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับ KKR Credit ที่ให้เงินทุนช่วงเปลี่ยนผ่านแก่ Cotiviti ก่อนที่ธนาคารจะเข้ามาให้เงินทุนต้นทุนต่ำในระยะถัดมา

จุดที่ Private Credit เข้ามาเติมเต็มช่องว่าง

 บริษัทไทยมักเผชิญความท้าทายด้านเงินทุนในช่วงที่ความเสี่ยงทางธุรกิจเพิ่มขึ้นชั่วคราว เช่น

– ช่วงก่อสร้างหรือพัฒนาโครงการ

– การควบรวมและบูรณาการกิจการ

– การปรับโครงสร้างหรือฟื้นฟูกิจการ

– การขยายธุรกิจระยะต้นก่อนที่กระแสเงินสดจะนิ่ง

ในสถานการณ์เหล่านี้ ธนาคารมักเลือกใช้แนวทางอนุมัติแบบเป็นขั้นตอน โดยอาจอนุมัติวงเงินเบื้องต้นแต่รอความชัดเจนเชิงปฏิบัติก่อนจะให้เงินทุนเต็มจำนวน

Private credit จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น “เงินทุนช่วงสุดท้าย (last mile financing)” ในระยะที่ความเสี่ยงสูงกว่า ช่วยให้โครงการเดินหน้า การซื้อกิจการเสร็จสมบูรณ์ ธุรกิจเข้าสู่ภาวะเสถียร และมีสภาพคล่องเพียงพอจนกระแสเงินสดกลับมาเป็นปกติ

เมื่อความไม่แน่นอนลดลง ธนาคารก็มักเข้ามารีไฟแนนซ์ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า

กระบวนการนี้สร้างวงจรที่เอื้อประโยชน์ร่วมกัน ทั้งต่อผู้กู้ ธนาคาร และผู้ให้ private credit และเป็นรูปแบบที่ Bloomberg ระบุว่าพบเห็นได้ทั่วไปในสหรัฐ และยุโรป

ทำงานเคียงข้างกัน: โมเดลที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานโลก

ในระดับโลก ธนาคารและ private credit กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินเดียวกันมากขึ้น

ธนาคารได้ประโยชน์จากการที่ private credit เข้ามารองรับดีลที่มีความซับซ้อนหรืออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ และรักษาความต่อเนื่องของลูกค้า

ขณะที่ private credit ได้ประโยชน์จากธนาคารในฐานะแหล่งรีไฟแนนซ์ และผู้ให้บริการทางการเงินในระยะยาวแก่ลูกค้า

กองทุน private credit ระดับโลกยังดำเนินงานภายใต้กรอบธรรมาภิบาลที่เข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการประเมินมูลค่าหลักประกันโดยอิสระ การตรวจสอบสถานะและเอกสารทางกฎหมายอย่างละเอียด มาตรฐาน ESG และ AML การติดตามและรายงานผลอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการกำกับดูแลจากนักลงทุนสถาบันระดับโลก

มาตรฐานเหล่านี้ช่วยยกระดับความโปร่งใสและเสถียรภาพของตลาดสินเชื่อ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง

อนาคตของประเทศไทย: ความร่วมมือ ไม่ใช่การแข่งขัน

Private credit ไม่ได้มาแทนที่สินเชื่อธนาคาร แต่ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มเชิงโครงสร้าง ธนาคารยังคงแข็งแกร่งในด้านเงินทุนต้นทุนต่ำและความสัมพันธ์ระยะยาว ขณะที่ private credit มีจุดเด่นด้านความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น และการรองรับความเสี่ยงในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สำหรับผู้กู้ นี่หมายถึงการเข้าถึงเงินทุนที่ครบวงจรและต่อเนื่อง สำหรับระบบการเงินไทย นี่คือโอกาสในการเสริมความแข็งแรงผ่านการทำงานร่วมกันของเงินทุนสองรูปแบบ

เมื่อ private credit ในประเทศไทยพัฒนาไป ผู้ที่เข้าใจและใช้ทั้งสองแหล่งเงินทุนอย่างมีกลยุทธ์จะได้เปรียบ และเศรษฐกิจไทยจะมีความยืดหยุ่นและมั่นคงมากขึ้น จากการประสานกันของเงินทุนธนาคารและ private credit ไม่ใช่จากการแข่งขันระหว่างกัน...

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/bullet-news-today/news_5589467

โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่