ตอนสมัครงานบอกให้ทำอย่างหนึ่ง แต่พอทำจริง ๆ โอ้โห จกตาขั้นสุด!!

กระทู้สนทนา
ตอนสมัครงานบอกให้ทำอย่างหนึ่ง แต่พอทำจริง ๆ โอ้โห จกตาขั้นสุด!!

ตอนสัมภาษณ์งานคุยกันไว้ดิบดีว่าขอบเขตงานของเราอยู่ตรงนี้ แค่ทำส่วนของตัวเองให้ดีก็พอ แต่พอเข้ามาทำงานได้สักพัก สิ่งที่เขียนใน ‘Job Description’ (JD) ก็ไม่มีความหมาย กลายเป็นว่าต้องทำงานควบหลายหน้าที่
.
“ช่วย ๆ กันหน่อยนะ”
“ฝากดูอันนี้ที”
“ช่วยดูอันนั้นหน่อย”
.
หัวหน้าพูดขนาดนี้ จะปฏิเสธตรง ๆ ก็คงจะดูไม่ดี
.
ยิ่งทำงานเก่ง ยิ่งเป็นงาน ยิ่งตกเป็นเป้า เพราะทำให้หัวหน้าเข้าใจไปเองว่าชอบความท้าทาย ชอบหาโอกาสใหม่ ๆ แถมยังทำได้ดีอีกต่างหาก
.
นานวันกลายเป็นว่า งานตัวเองก็ทำได้ไม่ดี งานนอก JD ที่รับปากไว้ก็ไม่เสร็จ พอจะ Say No ก็กลัวจะกลายเป็นแล้งน้ำใจ สุดท้ายก็กลายเป็นคนขี้เกียจในสายตาเพื่อนร่วมงาน
.
คนส่วนใหญ่ไม่กล้าปฏิเสธงาน เพราะกลัวผลที่ตามมา บางคนก็ยอมทำงานเพราะหวังจะได้ผลตอบแทน เช่น อาจเป็นเงินเดือนที่มากขึ้น โบนัส หรือความไว้ใจจากหัวหน้า
.
บางทีก็งานที่ได้มาก็อาจทำให้ได้พิสูจน์ตัวเอง ทำสิ่งที่ท้าทาย ไม่จำเจ แต่ก็มีงานที่ควรปฏิเสธไปเหมือนกัน แต่การปฏิเสธก็ต้องใช้ศิลปะ มากกว่าพูดไปตรง ๆ ว่า “นี่ไม่ใช่งานใน JD ของฉันนะ”
.
เมื่องานนอก JD เริ่มเบียดเบียนชีวิต เมื่อไรที่ควร Say No ไปเลยดี
.
[ เมื่องานนั้นบดบังความรับผิดชอบหลัก ]
.
ถ้างานใหม่ที่ถูกขอให้ทำไม่ได้เกี่ยวข้องกับขอบเขตความรับผิดชอบแม้แต่นิดเดียว ทั้งยังบดบังเวลาที่จะทำงานหลักให้มีคุณภาพได้ แถมไม่ได้ทักษะและผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับแรงกายแรงใจที่เสียไป ก็คงถึงเวลาจะต้องปฏิเสธแล้ว
.
ศิลปะในการ Say No กับงานประเภทนี้ แทนที่จะเผาสะพานแบบตัดบท ให้เปลี่ยนเป็นการให้เหตุผลตามตรงว่า ถ้าเราช่วยงานนี้ งานหลักของเราก็จะมีปัญหา แถมเพื่อนในทีมก็อาจจะต้องมาเป็นเดอะแบก เพื่อทำงานให้เราขณะที่เราต้องใช้เวลาไปกับงานใหม่
.
ศิลปะในการปฏิเสธงานแบบนี้มีงานวิจัยรับรองว่า จะทำให้เราดูเป็นคนที่ใส่ใจและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองมากขึ้น
.
[ เมื่องานนั้นเป็นของคนอื่น ]
.
ในภาษาอังกฤษมีสำนวนว่า “Stay In Your Lane” ที่หมายถึงการโฟกัสกับงานของตัวเองแทนที่จะไปทำงานของคนอื่นหรือทีมอื่นในโลกการทำงานที่แสนจะซับซ้อน
.
ในยุคที่การทำงานไม่ใช่แค่งานใครงานมัน แต่เป็นการร่วมมือกันระหว่างทีม ทำให้บางทีก็เผลอทำงานของคนอื่นไปโดยรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง
.
เช่น เซลล์ที่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นคอลเซ็นเตอร์คอยตอบปัญหาลูกค้า หรือพนักงานธรรมดาๆ ที่เผลอไปทำงานบริหารวางทิศทางของทีมแทนหัวหน้า
.
ถ้ารู้ตัวแล้วก็สามารถปฏิเสธไปว่าการที่มาทำงานข้ามทีมกันแบบนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดความสับสน งานติดขัด ไม่ราบรื่นเท่าที่ควร
.
ทั้งนี้ ถ้ามองว่าการทำงานเพิ่ม จะช่วยให้มีส่วนร่วมกับบริษัทมากขึ้นและทำให้สามารถเติบโตในหน้าที่การงาน ก็ยังทำต่อไปได้ แต่ก็ควรวางแผนให้ชัดเจนและตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ว่างานที่กำลังทำอยู่ให้อะไรกับเรา และการทำงานหนักขึ้น จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งความคุ้มค่านี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนไปอีก
.
[ เมื่องานนั้นดูจะไม่จบไม่สิ้นสักที ]
.
ก่อนรับปากทำโปรเจกต์ใหม่ ถามให้แน่ใจก่อนว่างานนี้เกี่ยวข้องกับอะไร ต้องทำงานร่วมกับทีมไหนบ้าง ต้องเข้าประชุมที่สุดแสนจะยาวนานบ่อยครั้งแค่ไหน แล้วต้องทำงานนี้ไปถึงเมื่อไรกว่าจะเสร็จสมบูรณ์
.
ถ้าเป็นงานใหญ่ที่ดูไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีแผนงานชัดเจน อาจจะต้องเสนอตัวช่วยงานที่สเกลเล็กลงมาแทน อาจจะเข้าร่วมประชุมเพื่อระดมไอเดียหรือช่วยเสนอแผนงาน แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมงานตั้งแต่ต้นจนจบ
.
การ Say No อย่างมีศิลปะในสถานการณ์แบบนี้ทำได้ด้วยการขอบคุณหัวหน้าที่ให้โอกาสได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ พร้อมอธิบายไปว่า ตัวเราอาจไม่พร้อมหรือไม่ถนัดพอที่จะทำให้โปรเจกต์ที่น่าสนใจนี้บรรลุเป้าหมายได้
.
[ เมื่องานนั้นดูไม่สมเหตุสมผล ]
.
ลองจินตนาการว่า หัวหน้าสั่งให้เราคิดแผนธุรกิจที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลยภายใน 2 วัน ก็คงจะต้องปฏิเสธดีกว่าทุ่มหมดหน้าตัก เพื่อฝืนทำงานที่ไม่น่าจะทำได้จริงภายในเดดไลน์ที่กระชั้นชิด
.
ถ้าเจอแบบนี้ อาจ Say No ด้วยการประนีประนอมว่า เราคงไม่สามารถทำรายงานนี้ให้เสร็จภายใน 2 วันได้หรอก แต่เราสามารถทำดราฟต์แรกให้เสร็จภายในอีก 2 วันได้นะ หรืออาจปรับเปลี่ยนเวลาให้ยืดหยุ่นมากขึ้นด้วยการบอกหัวหน้าว่า เรารู้ว่างานนี้มีความสำคัญ แต่ถ้าจะให้ส่งงานในอีก 2 วันก็เร็วเกินไป ขอเลื่อนเวลาไปอีกสัก 1-2 วันได้ไหม
.
อีกวิธีที่ทำได้ก็อาจเป็นการแนะนำคนที่มีความเชี่ยวชาญและน่าจะทำงานนั้นออกมาได้ดี อาจจะพูดว่า นี่ไม่ใช่งานที่เราถนัด แต่จะส่งอีเมลรายชื่อคนที่ถนัดในเรื่องนี้ หรือน่าจะช่วยได้ให้หัวหน้า
.
ในโลกของการทำงานที่ต้องคีพลุคการเป็นมือโปรตลอดเวลา การปฏิเสธงานก็อาจทำให้รู้สึกผิดกับตัวเอง รู้สึกผิดกับทีม โดยเฉพาะเมื่อทุกคนต่างมีงานล้นมือ
.
ในความเป็นจริงเราไม่สามารถ Say No กับงานทุกอย่างที่อยู่นอกความรับผิดชอบได้อย่างสบายใจ แต่การปฏิเสธงานไปบ้าง ถ้ามีเหตุผลที่สมควร จะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น ไม่ต้องคิดวนเวียนในหัวว่าจะเอาเวลาที่ไหนไปทำงานกองพะเนินให้เสร็จทันเวลา
.
ที่มา :BrandInside
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่