เมื่อชื่อเสียงโรงเรียนกินไม่ได้ ลูกป่วย "กระเพาะปัสสาวะอักเสบ" และรอยช้ำที่ไร้คำตอบ... อย่าปล่อยให้ชื่อเสียงบังตาจนลืมดูความปลอดภัยลูก (อุทาหรณ์จากโรงเรียนย่านนวมินทร์)
สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน วันนี้อยากขอใช้พื้นที่ตรงนี้แชร์ประสบการณ์การเลือกโรงเรียนอนุบาลให้ลูก เพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับมือใหม่ที่อาจจะมองข้าม "รายละเอียดภายใน" เพราะเชื่อมั่นในชื่อเสียงที่มีมานาน จนเกือบทำให้ลูกต้องแย่ทั้งกายและใจค่ะ
🚩 6 สิ่งที่ครอบครัวเราเจอจากสถานศึกษาเดิม (ย่านนวมินทร์)
1. ระบบความปลอดภัยที่ใช้เพียง "ความเคยชิน": ตั้งแต่วันแรกที่ลูกเข้าเรียน พบว่าไม่มีระบบบัตรรับ-ส่งนักเรียน แต่ใช้เพียงการ "จำหน้า" ผู้ปกครองเท่านั้น ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากหากเกิดความผิดพลาด นอกจากนี้ในห้องเรียนยัง
ไม่มีกล้องวงจรปิด (CCTV) ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงที่สุดหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับเด็ก เพราะจะไม่มีหลักฐานใดๆ เลย
2. ปัญหาสุขภาพจากการขาดความใส่ใจ (น้ำดื่มและการอั้นฉี่): ลูกเราเลิกผ้าอ้อมได้ 100% ก่อนเข้าเรียน แต่พอไปโรงเรียนกลับมาฉี่ราดกางเกงทุกวัน และมีพฤติกรรมเอามือจับอวัยวะเพศตัวเองบ่อยๆ ตลอดสัปดาห์ ครูแจ้งว่า "ปกติ" แต่เมื่อพาลูกไปพบแพทย์ ผลตรวจระบุว่าเป็น
"กระเพาะปัสสาวะอักเสบ" สาเหตุจากการอั้นฉี่และดื่มน้ำน้อยมาก ซึ่งสอดคล้องกับน้ำในกระติกที่เหลือกลับมาเท่าเดิมเกือบทุกวัน แม้ครูจะยืนยันว่าเติมน้ำให้ แต่ผลตรวจร่างกายลูกคือหลักฐานที่โกหกไม่ได้ค่ะ
3. พฤติกรรมลูกเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด: จากเด็กที่ร่าเริง แจ่มใส ชอบออกนอกบ้าน กลายเป็นร้องไห้หนักไม่อยากไปโรงเรียน เมื่อพยายามถาม ลูกบอกว่า
"ครูตี" ในตอนแรกแม่คิดว่าน้องอาจแค่ไม่อยากไปเรียนเลยปล่อยผ่านไปหลายครั้ง แต่สุดท้ายอาการกลับหนักขึ้นเรื่อยๆ จนวางใจไม่ได้
4. การติดตามผลที่ล่าช้าและความเพิกเฉย: ช่วงที่ลูกป่วยแอดมิทด้วยอาการไข้ถึง 8 วัน แม่ไม่ได้แจ้งโรงเรียนเพราะฉุกละหุก ปรากฏว่าตลอด 8 วันที่ลูกหายไป
ไม่มีการติดต่อสอบถามจากโรงเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ครูเพิ่งโทรมาในวันที่น้องออกจากโรงพยาบาลแล้ว ทำให้เราตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบต่อสวัสดิภาพเด็กในความดูแลอย่างหนัก
5. รอยช้ำบนร่างกายที่ไร้ทางพิสูจน์: ฟางเส้นสุดท้ายคือพบรอยช้ำคล้ายรอยหยิกหรือบิด 2 จุดที่แขนลูก ลูกร้องไห้บอกว่า
"ครูตีเพราะหนูเขียนหนังสือไม่เป็น" เมื่อสอบถามไป ครูปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องและอ้างว่าอาจเล่นกับเพื่อน พร้อมแจ้งว่าวันนั้นลูกเลือดกำเดาไหล (ซึ่งก็ไม่แจ้งแม่ในทันทีที่เกิดเหตุ) และเมื่อขอดูกล้องวงจรปิด โรงเรียนยืนยันว่า
"ไม่มีกล้องในห้องเรียน" ทำให้พิสูจน์อะไรไม่ได้เลย
6. ทัศนคติที่ยอมรับไม่ได้: เมื่อเราพยายามคุยเพื่อหามาตรฐานการดูแลที่เหมาะสม กลับได้รับคำตอบจากบุคลากรว่า
"ถ้าอยากได้มาตรฐานแบบนั้น ต้องไปเรียนโรงเรียนค่าเทอม 6 แสนนะคะ" และเมื่อขอเข้าพบผู้อำนวยการเพื่อร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ก็ถูกปฏิเสธทุกช่องทาง สำหรับแม่
"ความปลอดภัยและน้ำดื่มไม่ใช่บริการเสริม แต่เป็นสิทธิพื้นฐานที่เด็กทุกคนควรได้รับ ไม่ว่าจะค่าเทอมเท่าไหร่ก็ตาม"
☀️ ก้าวใหม่ที่สดใสที่ "โรงเรียนโสมมาภา (รามคำแหง)"
หลังจากเหตุการณ์นั้น เราย้ายลูกมาที่โสมมาภาทันทีตามคำแนะนำของคนรู้จัก และเห็นความแตกต่างราวฟ้ากับเหว:
1. ความใส่ใจที่สัมผัสได้: ครูยิ้มแย้ม ดูแลตั้งแต่หน้าโรงเรียน รายงานพัฒนาการลูกให้ทราบตลอดโดยไม่ต้องถาม
2. ความสุขของลูก: ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้
ลูกไม่เคยฉี่ราดอีกเลย (พิสูจน์ได้ว่าปัญหาเดิมเกิดจากความเครียด) ตอนนี้ลูกอยากไปโรงเรียนทุกวัน แม้วันเสาร์-อาทิตย์ก็ถามถึงคุณครู
3. พัฒนาการก้าวกระโดด: ลูกเริ่มเขียนหนังสือได้เองภายใน 1 สัปดาห์โดยไม่มีความกดดัน กลับมาเล่าเรื่องเพื่อนและกิจกรรมอย่างมีความสุขทุกวัน
****สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ประทับใจโรงเรียนโสมมาภา (รามคำแหง) ตัดสินใจไม่ผิดเลยที่ย้ายลูกมาที่นี่ คุณครูมีความเอาใจใส่เด็กสูงมาก ยิ้มแย้มและเข้าถึงง่าย รายงานพัฒนาการลูกให้ทราบตลอดโดยไม่ต้องถาม ที่สำคัญคือระบบการดูแลสุขอนามัยดีมาก ลูกมีความสุข อยากมาโรงเรียนทุกวัน แม้แต่วันเสาร์-อาทิตย์ พัฒนาการด้านการเรียนก็เห็นผลชัดเจนภายในเวลาไม่นาน แนะนำคุณพ่อคุณแม่ที่มองหาโรงเรียนที่ปลอดภัยและอบอุ่นให้ลูกค่ะ โรงเรียนคุณภาพแบบนี้อยากให้อยู่คู่ย่านนี้ไปนานๆ ค่ะ"****
💡 คำแนะนำจากใจของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะส่งต่อ (Checklist ก่อนเลือกโรงเรียน)
1. อย่าดูแค่ชื่อเสียง: ต้องขอเข้าดูบรรยากาศในห้องเรียนจริงเท่านั้น
2. ถามหาระบบความปลอดภัย: CCTV ต้องมีและขอดูย้อนหลังได้ ระบบรับ-ส่งต้องรัดกุม
3. สังเกตสัญญาณจากลูก: พูดคุยถามไถ่กิจกรรมที่โรงเรียนเสมอ (สำคัญมาก)
4. เช็คปริมาณน้ำและพฤติกรรมการเข้าห้องน้ำ: หลังกลับบ้านหากผิดปกติอย่าชะล่าใจ
5. วัดทัศนคติบุคลากร: ความพร้อมในการตอบคำถามและรับฟังปัญหาคือหัวใจสำคัญ
**สุดท้ายแล้ว การเลือกโรงเรียนต้องดูให้ลึกถึง "หัวใจของการดูแล" ความใกล้บ้านหรือชื่อเสียงไม่สำคัญเท่า "ความปลอดภัยทั้งกายและใจ" ของลูกค่ะ ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการแชร์ประสบการณ์ส่วนบุคคลเพื่อเป็นอุทาหรณ์ มิได้มุ่งหมายใส่ความผู้ใด แต่อยากให้คนเป็นพ่อแม่ตระหนักให้มาก เพราะ
"โรงเรียนที่ดีที่สุด คือโรงเรียนที่ลูกอยู่แล้วมีความสุขที่สุด" ค่ะ
หากใครอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อระมัดระวัง สามารถสอบถาม
"หลังไมค์" มาได้นะคะ ยินดีแชร์เพื่อไม่ให้เด็กคนไหนต้องเจอแบบลูกเราอีกค่ะ
#รีวิวโรงเรียนอนุบาล #โรงเรียนโสมมาภา #อุทาหรณ์เลือกโรงเรียน #กระเพาะปัสสาวะอักเสบในเด็ก #แม่และเด็ก #ชานเรือน #ความปลอดภัยในโรงเรียน
[CR] เมื่อชื่อเสียงโรงเรียนกินไม่ได้ ลูกป่วย "กระเพาะปัสสาวะอักเสบ" และรอยช้ำที่ไร้คำตอบ... อย่าปล่อยให้ชื่อเสียงบังตา
สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน วันนี้อยากขอใช้พื้นที่ตรงนี้แชร์ประสบการณ์การเลือกโรงเรียนอนุบาลให้ลูก เพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับมือใหม่ที่อาจจะมองข้าม "รายละเอียดภายใน" เพราะเชื่อมั่นในชื่อเสียงที่มีมานาน จนเกือบทำให้ลูกต้องแย่ทั้งกายและใจค่ะ
🚩 6 สิ่งที่ครอบครัวเราเจอจากสถานศึกษาเดิม (ย่านนวมินทร์)
1. ระบบความปลอดภัยที่ใช้เพียง "ความเคยชิน": ตั้งแต่วันแรกที่ลูกเข้าเรียน พบว่าไม่มีระบบบัตรรับ-ส่งนักเรียน แต่ใช้เพียงการ "จำหน้า" ผู้ปกครองเท่านั้น ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากหากเกิดความผิดพลาด นอกจากนี้ในห้องเรียนยัง ไม่มีกล้องวงจรปิด (CCTV) ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงที่สุดหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับเด็ก เพราะจะไม่มีหลักฐานใดๆ เลย
2. ปัญหาสุขภาพจากการขาดความใส่ใจ (น้ำดื่มและการอั้นฉี่): ลูกเราเลิกผ้าอ้อมได้ 100% ก่อนเข้าเรียน แต่พอไปโรงเรียนกลับมาฉี่ราดกางเกงทุกวัน และมีพฤติกรรมเอามือจับอวัยวะเพศตัวเองบ่อยๆ ตลอดสัปดาห์ ครูแจ้งว่า "ปกติ" แต่เมื่อพาลูกไปพบแพทย์ ผลตรวจระบุว่าเป็น "กระเพาะปัสสาวะอักเสบ" สาเหตุจากการอั้นฉี่และดื่มน้ำน้อยมาก ซึ่งสอดคล้องกับน้ำในกระติกที่เหลือกลับมาเท่าเดิมเกือบทุกวัน แม้ครูจะยืนยันว่าเติมน้ำให้ แต่ผลตรวจร่างกายลูกคือหลักฐานที่โกหกไม่ได้ค่ะ
3. พฤติกรรมลูกเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด: จากเด็กที่ร่าเริง แจ่มใส ชอบออกนอกบ้าน กลายเป็นร้องไห้หนักไม่อยากไปโรงเรียน เมื่อพยายามถาม ลูกบอกว่า "ครูตี" ในตอนแรกแม่คิดว่าน้องอาจแค่ไม่อยากไปเรียนเลยปล่อยผ่านไปหลายครั้ง แต่สุดท้ายอาการกลับหนักขึ้นเรื่อยๆ จนวางใจไม่ได้
4. การติดตามผลที่ล่าช้าและความเพิกเฉย: ช่วงที่ลูกป่วยแอดมิทด้วยอาการไข้ถึง 8 วัน แม่ไม่ได้แจ้งโรงเรียนเพราะฉุกละหุก ปรากฏว่าตลอด 8 วันที่ลูกหายไป ไม่มีการติดต่อสอบถามจากโรงเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ครูเพิ่งโทรมาในวันที่น้องออกจากโรงพยาบาลแล้ว ทำให้เราตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบต่อสวัสดิภาพเด็กในความดูแลอย่างหนัก
5. รอยช้ำบนร่างกายที่ไร้ทางพิสูจน์: ฟางเส้นสุดท้ายคือพบรอยช้ำคล้ายรอยหยิกหรือบิด 2 จุดที่แขนลูก ลูกร้องไห้บอกว่า "ครูตีเพราะหนูเขียนหนังสือไม่เป็น" เมื่อสอบถามไป ครูปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องและอ้างว่าอาจเล่นกับเพื่อน พร้อมแจ้งว่าวันนั้นลูกเลือดกำเดาไหล (ซึ่งก็ไม่แจ้งแม่ในทันทีที่เกิดเหตุ) และเมื่อขอดูกล้องวงจรปิด โรงเรียนยืนยันว่า "ไม่มีกล้องในห้องเรียน" ทำให้พิสูจน์อะไรไม่ได้เลย
6. ทัศนคติที่ยอมรับไม่ได้: เมื่อเราพยายามคุยเพื่อหามาตรฐานการดูแลที่เหมาะสม กลับได้รับคำตอบจากบุคลากรว่า "ถ้าอยากได้มาตรฐานแบบนั้น ต้องไปเรียนโรงเรียนค่าเทอม 6 แสนนะคะ" และเมื่อขอเข้าพบผู้อำนวยการเพื่อร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ก็ถูกปฏิเสธทุกช่องทาง สำหรับแม่ "ความปลอดภัยและน้ำดื่มไม่ใช่บริการเสริม แต่เป็นสิทธิพื้นฐานที่เด็กทุกคนควรได้รับ ไม่ว่าจะค่าเทอมเท่าไหร่ก็ตาม"
☀️ ก้าวใหม่ที่สดใสที่ "โรงเรียนโสมมาภา (รามคำแหง)"
หลังจากเหตุการณ์นั้น เราย้ายลูกมาที่โสมมาภาทันทีตามคำแนะนำของคนรู้จัก และเห็นความแตกต่างราวฟ้ากับเหว:
1. ความใส่ใจที่สัมผัสได้: ครูยิ้มแย้ม ดูแลตั้งแต่หน้าโรงเรียน รายงานพัฒนาการลูกให้ทราบตลอดโดยไม่ต้องถาม
2. ความสุขของลูก: ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ลูกไม่เคยฉี่ราดอีกเลย (พิสูจน์ได้ว่าปัญหาเดิมเกิดจากความเครียด) ตอนนี้ลูกอยากไปโรงเรียนทุกวัน แม้วันเสาร์-อาทิตย์ก็ถามถึงคุณครู
3. พัฒนาการก้าวกระโดด: ลูกเริ่มเขียนหนังสือได้เองภายใน 1 สัปดาห์โดยไม่มีความกดดัน กลับมาเล่าเรื่องเพื่อนและกิจกรรมอย่างมีความสุขทุกวัน
****สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ประทับใจโรงเรียนโสมมาภา (รามคำแหง) ตัดสินใจไม่ผิดเลยที่ย้ายลูกมาที่นี่ คุณครูมีความเอาใจใส่เด็กสูงมาก ยิ้มแย้มและเข้าถึงง่าย รายงานพัฒนาการลูกให้ทราบตลอดโดยไม่ต้องถาม ที่สำคัญคือระบบการดูแลสุขอนามัยดีมาก ลูกมีความสุข อยากมาโรงเรียนทุกวัน แม้แต่วันเสาร์-อาทิตย์ พัฒนาการด้านการเรียนก็เห็นผลชัดเจนภายในเวลาไม่นาน แนะนำคุณพ่อคุณแม่ที่มองหาโรงเรียนที่ปลอดภัยและอบอุ่นให้ลูกค่ะ โรงเรียนคุณภาพแบบนี้อยากให้อยู่คู่ย่านนี้ไปนานๆ ค่ะ"****
💡 คำแนะนำจากใจของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะส่งต่อ (Checklist ก่อนเลือกโรงเรียน)
1. อย่าดูแค่ชื่อเสียง: ต้องขอเข้าดูบรรยากาศในห้องเรียนจริงเท่านั้น
2. ถามหาระบบความปลอดภัย: CCTV ต้องมีและขอดูย้อนหลังได้ ระบบรับ-ส่งต้องรัดกุม
3. สังเกตสัญญาณจากลูก: พูดคุยถามไถ่กิจกรรมที่โรงเรียนเสมอ (สำคัญมาก)
4. เช็คปริมาณน้ำและพฤติกรรมการเข้าห้องน้ำ: หลังกลับบ้านหากผิดปกติอย่าชะล่าใจ
5. วัดทัศนคติบุคลากร: ความพร้อมในการตอบคำถามและรับฟังปัญหาคือหัวใจสำคัญ
**สุดท้ายแล้ว การเลือกโรงเรียนต้องดูให้ลึกถึง "หัวใจของการดูแล" ความใกล้บ้านหรือชื่อเสียงไม่สำคัญเท่า "ความปลอดภัยทั้งกายและใจ" ของลูกค่ะ ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการแชร์ประสบการณ์ส่วนบุคคลเพื่อเป็นอุทาหรณ์ มิได้มุ่งหมายใส่ความผู้ใด แต่อยากให้คนเป็นพ่อแม่ตระหนักให้มาก เพราะ "โรงเรียนที่ดีที่สุด คือโรงเรียนที่ลูกอยู่แล้วมีความสุขที่สุด" ค่ะ
หากใครอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อระมัดระวัง สามารถสอบถาม "หลังไมค์" มาได้นะคะ ยินดีแชร์เพื่อไม่ให้เด็กคนไหนต้องเจอแบบลูกเราอีกค่ะ
#รีวิวโรงเรียนอนุบาล #โรงเรียนโสมมาภา #อุทาหรณ์เลือกโรงเรียน #กระเพาะปัสสาวะอักเสบในเด็ก #แม่และเด็ก #ชานเรือน #ความปลอดภัยในโรงเรียน
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้