เหตุผลที่เราคิดว่าพรรคส้มแพ้เลือกตั้งปี 69 ในมุมของเรา

ออกตัวก่อนว่าอายุประมาณ 30-40ปี เพิ่งติดตามการเมืองตอนต้นปี 66 ก่อนการเลือกตั้ง3-4เดือน จากเดิมที่เบื่อหน่ายกับการเมือง แต่ได้ฟังคุณพิธาให้สัมภาษณ์ประมาณว่า ห้ามเบื่อหน่ายกับการเมือง เพราะเมื่อไหร่ที่เราเบื่อหนาย ไม่สนใจการเมือง เท่ากับว่าเราปล่อยคนที่ไม่ดีเข้าสภาไปบริหารประเทศ ซึ่ง ณ ตอนนั้นเรารู้สึก touch ใจเรามาก ตั้งแต่นั้นก็เริ่มติดตามการเมืองมาตลอด และก็เชียร์พรรคส้มเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นความคิดเห็นอาจจะมี Bias บางนะคับ แต่ก็น้อมรับทุกความคิดเห็น

เหตุผลที่เราคิดว่าพรรคส้มแพ้เลือกตั้งปี 69 ในมุมของเรา

1. คิดว่าตอนปี 66 ที่พรรคส้ม ชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่ชนะในปี 69 ส่วนหนึ่งก็เพราะกระแสคุณพิธาที่ค่อนข้างดีในตอนนั้นทั้งดูเก่ง ดูฉลาด เมื่อเทียบกับคุณเท้งที่คนอาจจะยังรู้จักไม่ค่อยมากเท่า ไม่ได้จบเมืองนอก และก็ดูยังเด็กกว่า แรกๆเราก็ยังหวั่นๆว่าจะไหวหรอ แต่ถ้าไปตามฟังบทสัมภาษณ์จริงๆอ่ะเค้าเก่งมากเลยนะ จากเดิมที่เก่งในฝั่ง IT อย่างเดียว เค้าค่อยๆพัฒนา แล้วก็ไปศึกษาข้อมูลใน area อื่นๆ ลองไปฟังเค้าตอบคำถามเรื่องเกษตรดูสิ ตอบแบบคนลงพื้นที่ และทำการบ้านมาเยอะ หลังๆสัมภาษณ์อะไรเขาก็ตอบได้หมดแหละ แถมชาเลนจ์คนอื่นก็โอเค แต่ด้วยน้ำเสียง impact อะไรพวกนี้ก็ยังไม่เท่าคุณพิธาจริงๆนั้นแหละ แล้วคุณเท้งร่างทองเค้าก็มาช้าเกินไป ไม่เหมือนคุณพิธาที่มาตั้งแต่หลายเดือนก่อนหน้าการเลือกตั้งด้วย คนก็เลยอาจจะยังไม่มั่นใจ

2. พรรคส้มประมาทเกินไป จะเห็นว่าปี 66 คะแนน Partylist ชนะถล่มทลายมากๆ แต่ก็ยังได้ สส.เขตไม่เท่ากับจำนวน Partylist แต่พอมาปีก 69 ก็ยังมีปัญหาเดิมอยู่ สำหรับเรามันสะท้อนว่าคนชอบพรรคส้ม ชอบนโยบาย แต่คนยังไม่ไว้ใจ ผู้สมัคร สส.เขต เราคิดว่าผู้สมัครพรรคส้มหลายๆคนเป็นหน้าใหม่ (ไม่ใช่บ้านใหญ่ที่มีนามสกุลที่เขารู้จักกันมานานอยู่กันมาหลายสมัย) ทำให้ประชาชนไม่รู้จัก ส่วนนึงก็มองว่าเด็กมั่ง ขาดประสบการณ์มั่ง ไม่เคยเห็นมั่ง ทำให้ประชาชนไม่กล้าเลือก ซึ่งมันก็ยากเหมือนกันนะถ้าไม่ได้ดังแบบไอซ์ รัชนก คล้ายๆอารมณ์เด็กจบใหม่ไปสมัครงาน แต่บริษัทก็ต้องการคนที่มีประสบการณ์แล้วมาทำงาน แต่เด็กก็ต้องการงานเพื่อให้มีประสบการณ์ วนเป็นงูกินหาง โจทย์ของพรรคคือต้องสร้างคนแบบไอซ์ให้เยอะๆอ่ะเราว่า

- เราคิดว่าประชาชนหลายๆคนเค้าอาจจะไม่ได้หาข้อมูลผู้สมัครแต่ละคนมาเปรียบเทียบกันอย่างละเอียด หลายคนก็เลือกจากความคุ้นหน้าคุ้นตา เพราะฉะนั้นพรรคต้องหาวิธีพรีเซนต์ตัวเองให้มากกว่านี้ หรือทำประโยชน์ต่อสังคมให้ประชาชนได้เห็นมากกว่านี้ (ที่ไม่ใช่ไปหาเสียงตามงานบุญ งานศพ อ่ะ) เช่น พรีเซนต์ว่าเขามีความรู้ความสามารถด้านไหน ในวิสัยทัศน์ของเขาเขตเลือกตั้งนั้นมีปัญหาอะไรบ้าง ถ้าเขาได้เป็นสส.เขาจะเข้าไปแก้ปัญหาจุดไหน เป็นต้น

- เราคิดว่าการพรีเซนต์ผลงานของพรรคส้มตลอดการเดินทางที่เป็นฝ่ายค้านตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน มันน้อยไป ประชาชนไม่เห็นผ่านตา หรือเข้าไม่ถึง ทั้งๆที่เขาก็เป็ดประเด็นที่น่าสนใจให้คนเห็นถึงปัญหาเยอะแยะตาแป๊ะไปหมด แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามการเมืองมาตลอด ถ้าได้ฟังสรุปผลงานก็คงดี และตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

- ตอนที่เลือกตั้งท้องถื่น เราอ่ะไม่รู้จักผู้สมัครสักกะคน เราอ่ะเป็นคนนึงที่คิดว่า ถ้าเห็นแบรนด์พรรคส้ม ไม่ว่าผู้สมัครนั้นจะเป็นใคร หน้าใหม่หรือหน้าเก่าก็ตาม แต่ด้วยระบบของพรรคที่ดี นโยบายที่ดีชัดเจนไปทางเดียวกันทั้งพรรค ไม่มีการซื้อเสียง มันทำให้เรากล้าที่จะเลือกพรรคส้มแบบไม่ต้องสงสัย แต่เราก็เชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบเรา พรรคส้มต้องคิดอ่ะว่าจะทำยังไงให้คนกล้าที่จะเลือกผู้สมัครหน้าใหม่ไม่มีประสบการณ์ได้มากกว่านี้

- ความประมาท ชะล่าใจ และปัญหาเรื่องการสื่อสาร คือพรรคส้มรู้อยู่แล้วว่าในปี 66 ตัวเองได้คะแนน Partylist เยอะ แต่ไม่เท่าคะแนน สส.เขต ลองคิดเล่นๆนะ ถ้าคิดจากปี 69 ถ้าเป็นสส.เขต ของภูมิใจไทยใช้ประมาณ 60Kเสียง ต่อ สส.เขต 1คน ในขณะที่พรรคประชาชนใช้ 97Kเสียง, ส่วนถ้าเป็นสส.Partylist จะใช้ประมาณ312-314Kเสียง ซึ่งต่างกันประมาณ 3-5เท่า เพราะฉะนั้นพรรคส้มจะทำอย่างไร จะสื่อสารอย่างไรว่าโหวตส้มใบเดียวไม่เพียงพอนะ เพราะเลือกตั้งปี 69 ตัวแปรที่สำคัญ ถ้าอยากให้ส้มบริหารประเทศ ต้องมาจากการชนะใน สส.เขต ไม่ใช่ชนะ Partylist ซึ่งต่อให้ Partylist ชนะได้ทั้ง 100คน ก็ไม่อาจสู้เสียง สส.เขตอีก 400คนได้หรอก เราคิดว่าพรรคส้มยังสื่อสารและตีโจทย์ไม่แตกว่าจะทำยังไงให้คนที่เค้าเคยโหวต Partylist ให้พรรคส้มเดิมอยู่แล้ว หันมาโหวตให้ใน สส.เขตด้วย

3. ปัจจัยภายนอกจากพรรคอื่นๆ

- ตอนปี 66 ตอนนั้นสำหรับเราคิดว่าที่พรรคส้มได้คะแนนเสียงท่วมท้นส่วนนึงก็มาจากฐานของพรรคประชาธิปปัตย์เดิมด้วย ซึ่งพอคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ลงเลือกตั้ง บวกกับปัญหาความวุนวายภายในพรรค ทำให้คะแนนเสียงทีมประชาธิปปัตย์ไม่มีที่ลง ก็เลยไปลงกับส้ม แต่พอปี 69 คุณอภิสิทธ์กลับมา แม้พรรคจะไม่ได้ใหญ่เหมือนเดิมแต่ก็ดึงคะแนนเสียงจากส้มออกไปได้ส่วนนึง จะเห็นได้จากคะแนน Partylist ภาคใต้ที่ปี 66 มีส้มมีฟ้าครึ่งๆ แต่พอปี69 กลับเทไปทางฟ้า

- การรวมตัวของของบ้านใหญ่ทั้งของชาติไทยพัฒนาสุพรรณบุรี ชลบุรี หรือตามภาคใต้และภาคอีสาน อันนี้ผมไม่มีข้อมูลมาก แต่เท่าที่ฟังข่าวเข้าใจว่าแต่เดิมแทนทีบ้านใหญ่ 2บ้าน จะต้องมาแข่งกันเอง แย้งคะแนนเสียงกัน ตอนนี้กลับรวมตัวกันทำให้คะแนนสูงขึ้นตีพรรคส้มได้สำเร็จ

4. อีกอันที่คิดว่ามีผลมากๆคือ ประชาชนไม่มีความรู้ ขาดข้อมูล หรือติดตามข่าวสารบ้านเมืองน้อย หรือเบื่อหน่ายการเมืองจนไม่อยากติดตาม

- ขนาดคนในเมือง เราลองถามคนใกล้ตัวเรา หลายๆคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สว.200คน มี138คน ที่มีมูลว่าเข้าข่ายฮั้วเลือกตั้ง? ไม่รู้ด้วยซ้ำองค์กรณ์อิสระต่างๆ ศาลธรรมนูญ กกต. ปปช. สตง. มีที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าองค์กรณ์เหล่านั้นทำอะไรไว้บ้างที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม แสบๆเด็ดๆทั้งนั้น แต่ก็ทำอะไรไมไ่ด้ แล้วยิ่งถ้าเป็นคนต่างจังหวัด เป็นเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แค่ที่ดินทำกินยังต้องเช่าอยู่เลย หรือแม้แต่คนที่หาเช้ากินค่ำ เขาก็คงไม่ได้สนใจอะไรพวกนี้ เราอดคิดไม่ได้เลยว่าถ้าชาวบ้านเหล่านั้นเข้าถึงสื่อ เข้าถึงข้อมูล สนใจติดตามข่าวบ้านเมืองจากหลายๆช่องทาง เขาเหล่านั้นจะเลือกพรรคส้มเหมือนที่เราเลือกหรือไม่?

- พรรคส้มโดยส่วนมากก็จะมีฐานเสียงเป็นคนรุ่นใหม่-วัยกลางคน ท่าที่เราสังเกต ผู้สูงอายุหลายๆคนเขาไม่เลือกพรรคส้มหรอก เขาไม่แม้จะรับฟัง แค่ได้ยืนชื่อพรรคก็แทบจะปิดหูหิดตาแล้วจริงๆนะ หรือบางทีก็เสพสื่อที่เราคิดว่าจะหาเรื่องโจมตีพรรคส้มอยู่อย่างเดียว ไม่ว่าพรรคส้มจะตอบดีเป็นเหตุเป็นผลมีที่มาที่ไปมากแค่ไหน เขาก็ไม่ฟังไม่เชื่อทั้งนั้น เขามองว่าแก้ตัวมั่งอะไรมั่ง ทั้งกระแสมีทหารไว้ทำไม  ที่ความหมายจริงๆก็คือ ทหารไม่ได้มีเอาไว้มาปฏิวัติรัฐประหาร ไม่ได้มีไว้บริหารบ้านเมือง ไม่ได้มีไว้ทำธุรกิจสนามกอล์ฟ ผลิตยา ไม่ได้มีไว้เพื่อขับแกร๊บ หรือเป็นคนใช้ให้ใคร หรือกระแสม.112 ที่เค้าบอกจะล้มล้างการปกครองที่โคดจะเว่อเกินความจริงมากๆ ปืนไม่มีสักกระบอก แต่ก็เอามาพูดเรื่องเดิมๆ หรือเรื่องน้ำท่วมภาคใต้ที่บางคนก็ถามว่า พรรคส้มไปไหน เราก็บอกไปว่าเขาก็ลงพื้นที่ ทุกพรรคก็ลงพื้นที่ทั้งหมดนั่นแหละ แต่เรื่องแจกของได้หรือไม่ได้เนี่ย เขาก็มีปัญหาว่าอาจจะผิดกฏหมายการเลือกตั้งเพราะ กกต ก็อาจมองว่าเป็นการให้สินบนรึเปล่า? ซึ่งหน่วยงานที่ควรจะทำหน้าที่ต้องทำหน้าที่บริหารและแก้ปัญหา หรือแจกจ่ายของโดนไม่ผิดกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของรัฐไม่ใช่หรอ? แล้วถ้าจะดูจริงๆภาคใต้ สส.เขต สงขลามันใช่พรรคส้มที่ไหนอ่ะ อีกสาเหตุนึง ผู้สูงอายุหลายๆคนเขาก็มองว่าเลือกใครไปบริหารก็ไม่สำคัญ ไม่ได้มีผลกระทบกับตัวเองเท่าไหร่ เพราะไม่ใช่กลุ่มคนทำงาน แล้วยิ่งประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย คนเกิดใหม่น้อย เราเชื่อเลยว่าต่อให้เลือกตั้งครั้งหน้า ผู้สูงอายุที่คิดแบบนี้ก็คงมีอยู่ โจทย์สำคัญคือจะทำไง สื่อสารยังไงให้คนที่ไม่เปิดใจยอมรับได้ลองรับฟังพรรคส้มบ้าง

- ประเด็นถัดมา ให้ลองถามตัวเองดูว่าเคยไหมที่จะลองศึกษาค้นหาเปรียบเทียบนโยบายของแต่ละพรรคดูว่าอันไหนดีไม่ดีบ้าง ให้เหมือนตอนที่เวลาเราซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อคอม แล้วต้องเอามาเทียบ ก็คงไม่ขนาดนั้นใช่มะ หรือบางทีเราก็คงแค่ตัดสินใจเลือกพรรคนู้นพรรคนี้ตามอารมณ์ ตามความรู้สึก ตามจุดยืน ตามวิสัยทัศน์ ตามข้อมูลน้อยนิดที่เขา debate กัน เราเชื่อว่าคนที่ไปเลือกตั้ง น้อยคนมากที่จะหาข้อมูลเปรียบเทียบนโยบายพรรคแต่ละพรรคว่าอะไหนดีไม่ดียังไง แม้แต่เราก็ตามก็ไม่ได้ดูทั้งหมด แต่ตอนที่เราไปดูนโยบายพรรคส้ม เรารู้สึกประทับใจมาก เขาบอกหมดว่านโยบายของเขาทำไมต้องแกปัญหานี้(why), แล้วเขาจะทำอะไรเพื่อแก้ปัญหา(what), แล้วจะทำอย่างไรให้สำเร็จ (how) ซึ่งหลายๆพรรคก็มีแหละ แต่ที่ว้าวคือเรารู้สึกว่าเขาคิดมาแล้วว่าถ้าจะแก้ปัญหานี้ต้องไปแก้กฏหมายไหนก่อน ไม่ใช่ทำไปคิดไป สุดท้ายแล้วทำไม่ได้จริง หรือแม้กระทั่งในนโยบายก็ยังมีระบุตัวชี้วัดความสำเร็จ บางคนเข้าใจว่าพรรคส้มก็มีแต่ ม.112 ทั้งๆที่นโยบายที่ดีหลายอย่างก็มีเยอะแยะมากมาย อย่าง ปฏิรูปรัฐและระบบราชการ ฯลฯ เราเองถึงแม้ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกนโยบายของพรรคส้ม (เช่น นโยบายคำนำหน้านามตามความสมัครใจ) แต่ก็รู้สึกประทับใจในภาพรวม เราอยากรู้จริงๆว่าถ้าคนอื่นเขาได้เข้ามาเห็นเหมือนที่เราเห็น เขาจะเปลี่ยนใจมาชอบพรรคส้มบ้างไหมนะ?

5. การซื้อเสียง เรื่องนี้ก็เคยได้ยินตั้งแต่เด็กๆ ปัจจุบันก็ยังมี อนาคตก็คงยังมีอีก เราคิดว่าเรื่องการโกงส่วนนึงมาจาก

- ค่านิยมคนไทย เรามีเพื่อนสมัยเด็กอยู่คนนึง เขาถามเราว่าระหว่างเลือก "พรรคที่โกงทุจริตแต่บ้านเมืองพัฒนา" กับเลือก "พรรคที่ดีมีคุณธรรมไม่โกงไม่ทุจริตแต่ก็ไม่ได้เจริญขึ้น" จะเลือกพรรคไหน? ซึ่งเพื่อนเราเลือกอันแรก ประโยคนี้มันติดอยู่ในใจเราเสมอมาตั้งแต่เด็กๆ เราสงสัยมาตลอดว่าทำไมคนเราถึงยอมรับการโกง การทุจริตได้ ตอนเด็กๆเราเห็นการโกงข้อสอบเป็นประจำ แต่เราก็ไม่เคยที่จะห้ามเพื่อน ไม่เคยคิดที่จะฟ้องครูเพราะไม่อยากทำลายเพื่อน (ถึงปัจจุบันถ้าย้อนเวลากลับไปก็คงไม่ฟ้อง) สิ่งที่เราจะสื่อก็คือจะทำยังไงให้คนมีจิตสำนึกต่อตัวเอง รับรู้ว่าการโกงนั้นเป็นสิ่งที่ผิดไม่ถูกต้องและไม่ควรทำ
เราก็ยังคิดเสมอมาว่าขนาดแค่โรงเรียนยังโกงกันขนาดนี้ ต่อไปโตขึ้นทำงานจะโกงกันขนาดไหน สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือ การที่ปล่อยให้เด็กโกงกันตั้งแต่เล็กๆ ทำบ่อยๆเข้า พอโตขึ้นมา บางคนโกงกันจนเป็นเรื่องปกติ จนไม่ได้รู้สึกผิดอะไร กลับมาเรื่องการเลือกตั้ง เราพยายามทำความเข้าใจนะว่าทำไมชาวบ้านถึงขายเสียง เงิน 500บาท 1000บาท หรือมากกว่า เอาจริงเราว่ามันฉาบฉวยเทียบไม่ได้กับอนาคตของประเทศทั้ง 4 ปี ที่ต้องตกไปอยู่ในมือของคนที่คดโกงประเทศ เราว่าชาวบ้านคงคิดว่า "แค่ขายเสียงกันไม่กี่คนคงไม่ทำให้ประเทศล่มจมหรอก" แต่เราว่าวิธีคิดแบบเนี้ยแหละมันทำให้บ้านเมือง Corrupt มาก เสียทั้งเกียรติ ทั้งศักดิ์ศรี คนจำนวนไม่น้อยที่ยอมขายเสียงเพียงเพื่อเงินฉาบฉวยแค่หยิบมือเดียว และเขาเหล่านั้นก็เป็นทั้งต้นตอและสาเหตุของปัญหาที่ไม่จบไม่สิ้นที่ทำให้ประเทศมีนักการเมืองแย่ๆ อันที่จริง เราก็ไม่ได้จะระบุนะว่าพรรคไหนโกงการเลือกตั้งมีการซื้อเสียง ถึงแม้จะได้ยินว่ามีพรรคนู้นพรรคนี้ แต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานจะไปกล่าวหาพรรคไหน แต่พรรคที่โกงก็ย่อมมีคะแนนเสียงมากกว่าพรรคที่ไม่โกง

- ปัญหาสแกมเมอร์ คอลเซนเตอร์ เราเห็นคลิปของคุณพอล ภัทรพล ที่เค้าบอกสแกมเมอร์มีรายได้ 600,000MTHB หัก ค่าซื้อสส. ซื้อสว. ซื้อข้าราชการ ทั้งหมด 290,000MTHB ก็ยังมีเหลือๆ แถมได้งบประมาณประเทศสัก10% อีกสัก 380,000MTHB นี่ยังไม่รวมค่าใบอนุญาตต่างๆอีกนะ -> ส่วนตัวคิดว่าตัวเลขบางอย่างอาจจะเว่อร์ไป แต่อย่างน้อยก็ทำให้เห็นไอเดียคร่าวๆว่าถ้ามองในเชิงธุรกิจ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ได้กำไรอยู่ดี

- ผู้สมัคร สส. ถูกตั้งข้อกล่าวหากรณีมีเอี่ยวฟองเงินยาเสพติด กับกรณีเว็บพนันออนไลน์ ส่วนตัวเราคิดว่าต้องถามว่า ปัญหามันอยู่ที่บุคคล หรืออยู่ที่พรรค ถ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่