พวกฝรั่งชอบเชียร์กันออกนอกหน้าว่าอินเดียเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงด้วย GDP ที่โตสูงมากกว่า 7% ต่อปี และจะมาเป็นโรงงานแห่งโลกแทนที่จีน กระทู้นี้จะบอกว่าความคิดดังกล่าวนั้นผิดอย่างสิ้นเชิง
ความคิดที่ว่าจีนรวยขึ้นมาได้เพราะแรงงานเยอะค่าแรงถูกเป็นความคิดที่ผิดอย่างสิ้นเชิง ทั้ง Steve Jobs กับ Tim Cook ก็เคยพูดหลายครั้งแล้วว่าเป็นความคิดที่ผิด การเพิ่มประชากรของจีนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานั้นเพิ่มขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันจากนโยบายลูกคนเดียว และก็ค่อย ๆ ลดลงมาโดยตลอดจนปัจจุบันการเพิ่มอยู่ในเกณฑ์ติดลบ จีนรวยได้โดยใช้ model เดียวกับสิงคโปร์ที่ริเริ่มโดยเติ้งเสี่ยวผิงหลังจากพยายามคิดหา model ที่ดีที่สุดที่จะฟื้นฟูประเทศหลังยุคปฏิวัติวัฒนธรรม การปฏิรูปที่ดินของท้องถิ่นโดยแรงผลักดันจากรัฐบาลกลางเพื่อนำมำมาใช้ประโยชน์สูงสุดควบคู่ไปกับการดึง FDI จากต่างประเทศโดยให้สิทธิประโยชน์ที่เย้ายวนใจกับบริษัทต่างชาติทั้งจาก อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับเงื่อนไขในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้จีนทำให้แรงงานจีนเพิ่มทักษะในการผลิตขั้นสูงรวมถึงสร้างผู้ประกอบการสัญชาติจีนที่ก้าวขึ้นมาแข่งกับแบรนด์ต่างชาติ นั่นคือหัวใจหลักในการเติบโตตลอด 30 ปีที่ผ่านมาของจีน แรงงานจีนมีรายได้เติบโตแบบเส้นชันซึ่งโตขึ้นและชนะเงินเฟ้อทุกปีไม่ได้แบนราบตลอด 30 ปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำของจีนหรือ GDP per Capita ของจีนสูงกว่าไทยและมาเลเซียแล้วด้วยซ้ำ
ส่วนอินเดียโตจากการบริโภคในประเทศซึ่งก็สอดคล้องกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทุกปี การบริโภคที่เพิ่มขึ้นของประชากรที่เพิ่มขึ้นช่วยเพิ่ม GDP ให้โตเร็วแต่ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตแต่อย่างใด อินเดียเป็นประเทศที่มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำอยู่ในระดับท้าย ๆ ของโลก ใช้แรงงานและเวลามากเพื่อได้ผลผลิตจำนวนน้อยและด้อยประสิทธิภาพ อินเดียมีการส่งออกน้อยเมื่อเทียบกับจีน ซึ่งที่ JP Morgan บอกว่าอินเดีย resilience หมายถึงยังมี room อีกมากในการเติบโตเพราะอินเดียยังมีการพัฒนาน้อย เขตชนบทและป่ามากกว่าเขตเมือง ยังเหลือที่ดินและทรัพยากรที่ยังไม่ถูกแปลงไปใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมได้อีกจำนวนมาก แต่การพัฒนาแบบนี้มันคือความทุกข์ยากแสนสาหัสของคนจนชาวอินเดียที่ต้องแบกรับ ฝุ่นพิษ อากาศสกปรก การขาดแคลนน้ำสะอาด แหล่งน้ำปนเปื้อน กองขยะมหึมาเป็นภูเขา ที่รัฐบาลฮินดูนิยมของโมดีสร้างเพื่อประโยชน์สุขของพวกนักการเมืองและชาวฮินดูที่ร่ำรวยบนความทุกข์ของคนอินเดียทั้งประเทศ
ถ้าจะเปรียบการพัฒนาของอินเดีย ควรจะเปรียบเทียบว่าเหมือนไทยเมื่อ 40 ถึง 50 ปีก่อนมากกว่าไปเปรียบเทียบกับจีน อินเดียเหมือนไทยเมื่อ 40 ถึง 50 ปีก่อนที่กำลังอยู่ในยุค baby boomer จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มต้นเปลี่ยนจากเกษตรกรรมไปเป็นอุตสาหกรรม โดยนำที่ดิน ไร่นา แร่ธาติ ป่าเขา เอามาพัฒนาเป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม แต่การพัฒนาก็มาถึงจุดหยุดนิ่งใน 10 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการต่อยอดทำให้ไม่มีผู้ประกอบการของไทยเองที่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ และไม่มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในประเทศ อินเดียก็จะพัฒนาไปจนถึงจุดหนึ่งและก็จะหยุดนิ่งเหมือนจากปัญหาคุณภาพของประชากร ซึ่งเป็นแรงงานทักษะต่ำและพัฒนาได้ยาก ณ จุดนั้น GDP อินเดียอาจจะแซงญี่ปุ่นและเยอรมันขึ้นมาเป็นที่สามของโลกตามที่หลายสำนักทำนายกันจากจำนวนประชากรขนาดมหึมาที่ขยายตัวไม่หยุดแต่ถึงจุดหนึ่งมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่ยากจนค่นแค้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้คนอินเดียเลิกที่จะผลิตประชากรออกมาเหมือนกับสังคมไทย ณ ตอนนี้ แต่สำหรับอินเดียมันจะเกิดขึ้นในอีกประมาณ 20 ปีถัดไป ซึ่งในช่วงที่มันยังมี room ให้ขยายก่อนที่มันเต็มคับประเทศ JP Morgan ถึงบอกว่ามันยังเติบโตแบบห่วย ๆ แบบนี้ไปได้อีก 20 ปี และจบลงด้วยการหยุดนิ่งและถอยหลังแบบไทยท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยับเยิน
GDP อินเดียโตเร็วเหมือนจีนในอดีต แต่อินเดียไม่ได้ทำแบบจีนและจีนไม่เคยทำแบบที่อินเดียทำและอินเดียจะไม่มีวันแซงจีนได้
ความคิดที่ว่าจีนรวยขึ้นมาได้เพราะแรงงานเยอะค่าแรงถูกเป็นความคิดที่ผิดอย่างสิ้นเชิง ทั้ง Steve Jobs กับ Tim Cook ก็เคยพูดหลายครั้งแล้วว่าเป็นความคิดที่ผิด การเพิ่มประชากรของจีนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานั้นเพิ่มขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันจากนโยบายลูกคนเดียว และก็ค่อย ๆ ลดลงมาโดยตลอดจนปัจจุบันการเพิ่มอยู่ในเกณฑ์ติดลบ จีนรวยได้โดยใช้ model เดียวกับสิงคโปร์ที่ริเริ่มโดยเติ้งเสี่ยวผิงหลังจากพยายามคิดหา model ที่ดีที่สุดที่จะฟื้นฟูประเทศหลังยุคปฏิวัติวัฒนธรรม การปฏิรูปที่ดินของท้องถิ่นโดยแรงผลักดันจากรัฐบาลกลางเพื่อนำมำมาใช้ประโยชน์สูงสุดควบคู่ไปกับการดึง FDI จากต่างประเทศโดยให้สิทธิประโยชน์ที่เย้ายวนใจกับบริษัทต่างชาติทั้งจาก อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับเงื่อนไขในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้จีนทำให้แรงงานจีนเพิ่มทักษะในการผลิตขั้นสูงรวมถึงสร้างผู้ประกอบการสัญชาติจีนที่ก้าวขึ้นมาแข่งกับแบรนด์ต่างชาติ นั่นคือหัวใจหลักในการเติบโตตลอด 30 ปีที่ผ่านมาของจีน แรงงานจีนมีรายได้เติบโตแบบเส้นชันซึ่งโตขึ้นและชนะเงินเฟ้อทุกปีไม่ได้แบนราบตลอด 30 ปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำของจีนหรือ GDP per Capita ของจีนสูงกว่าไทยและมาเลเซียแล้วด้วยซ้ำ
ส่วนอินเดียโตจากการบริโภคในประเทศซึ่งก็สอดคล้องกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทุกปี การบริโภคที่เพิ่มขึ้นของประชากรที่เพิ่มขึ้นช่วยเพิ่ม GDP ให้โตเร็วแต่ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตแต่อย่างใด อินเดียเป็นประเทศที่มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำอยู่ในระดับท้าย ๆ ของโลก ใช้แรงงานและเวลามากเพื่อได้ผลผลิตจำนวนน้อยและด้อยประสิทธิภาพ อินเดียมีการส่งออกน้อยเมื่อเทียบกับจีน ซึ่งที่ JP Morgan บอกว่าอินเดีย resilience หมายถึงยังมี room อีกมากในการเติบโตเพราะอินเดียยังมีการพัฒนาน้อย เขตชนบทและป่ามากกว่าเขตเมือง ยังเหลือที่ดินและทรัพยากรที่ยังไม่ถูกแปลงไปใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมได้อีกจำนวนมาก แต่การพัฒนาแบบนี้มันคือความทุกข์ยากแสนสาหัสของคนจนชาวอินเดียที่ต้องแบกรับ ฝุ่นพิษ อากาศสกปรก การขาดแคลนน้ำสะอาด แหล่งน้ำปนเปื้อน กองขยะมหึมาเป็นภูเขา ที่รัฐบาลฮินดูนิยมของโมดีสร้างเพื่อประโยชน์สุขของพวกนักการเมืองและชาวฮินดูที่ร่ำรวยบนความทุกข์ของคนอินเดียทั้งประเทศ
ถ้าจะเปรียบการพัฒนาของอินเดีย ควรจะเปรียบเทียบว่าเหมือนไทยเมื่อ 40 ถึง 50 ปีก่อนมากกว่าไปเปรียบเทียบกับจีน อินเดียเหมือนไทยเมื่อ 40 ถึง 50 ปีก่อนที่กำลังอยู่ในยุค baby boomer จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มต้นเปลี่ยนจากเกษตรกรรมไปเป็นอุตสาหกรรม โดยนำที่ดิน ไร่นา แร่ธาติ ป่าเขา เอามาพัฒนาเป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม แต่การพัฒนาก็มาถึงจุดหยุดนิ่งใน 10 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการต่อยอดทำให้ไม่มีผู้ประกอบการของไทยเองที่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ และไม่มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในประเทศ อินเดียก็จะพัฒนาไปจนถึงจุดหนึ่งและก็จะหยุดนิ่งเหมือนจากปัญหาคุณภาพของประชากร ซึ่งเป็นแรงงานทักษะต่ำและพัฒนาได้ยาก ณ จุดนั้น GDP อินเดียอาจจะแซงญี่ปุ่นและเยอรมันขึ้นมาเป็นที่สามของโลกตามที่หลายสำนักทำนายกันจากจำนวนประชากรขนาดมหึมาที่ขยายตัวไม่หยุดแต่ถึงจุดหนึ่งมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่ยากจนค่นแค้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้คนอินเดียเลิกที่จะผลิตประชากรออกมาเหมือนกับสังคมไทย ณ ตอนนี้ แต่สำหรับอินเดียมันจะเกิดขึ้นในอีกประมาณ 20 ปีถัดไป ซึ่งในช่วงที่มันยังมี room ให้ขยายก่อนที่มันเต็มคับประเทศ JP Morgan ถึงบอกว่ามันยังเติบโตแบบห่วย ๆ แบบนี้ไปได้อีก 20 ปี และจบลงด้วยการหยุดนิ่งและถอยหลังแบบไทยท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยับเยิน